นร.เสนอ ‘ลดวิชาหลัก-เพิ่มวิชาเลือก’ จี้รัฐ ปฏิรูประบบ ลดเหลื่อมล้ำ วัดค่าความเป็นคน ก่อนเป็นครู
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ หน้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ แขวงสวนหลวง กรุงเทพฯ “กลุ่มเกียมพัฒนาประชาธิปไตย” จัดกิจกรรม “#ชมพูพันธุ์ทิพย์แตกกิ่งใบ ประชาธิปไตยจะผลิบาน”
16.27 น. ตัวแทนนักเรียน ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ 2 คน กล่าวปราศรัย ประเด็นการคุกคามในโรงเรียนและการปฏิรูปการศึกษา ว่า การศึกษาไทยย่ำอยู่กับที่มาหลายสิบปี เราปฏิรูปการศึกษานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่สำเร็จ เพราะการปฏิรูปไม่เคยเดินทางมาถึงห้องเรียน เป็นการปฏิรูปที่นักเรียนไม่มีสิทธิแสดงความเห็น
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2-3 ปีนี้ ประเทศเราติดโผอันดับต้นๆ ของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไม่ว่าจากปัจจัยครอบครัว หรือความแตกต่างในโรงเรียน ทำให้นักเรียนได้รับความรู้ไม่เท่ากัน แก้ปัญหาไม่ได้สักที ทำไมเราต้องไปเรียนพิเศษ ไม่เรียนในห้องให้จบ ทั้งยังไม่เข้าถึงทรัพยากร จากการจัดพื้นฐานต่างกันตามพื้นที่ เมื่อรากฐานไม่มั่นคง จึงยากเด็กที่จะก้าวเดินไปในสังคม
ปัญหา การขาดแคลนทรัพยากร คือปัญหาหลักที่ทำให้การศึกษาไม่เต็มที่ สัดส่วนครู กับ นักเรียนไม่สอดคล้อง อุปกรณ์การเรียนที่ส่งผลให้เด็กมากมายขาดโอกาส ทำให้คนจนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมากกว่าคนรวยถึง 4 เท่า เท่ากับทิ้งปัญหาให้คนจนที่มีหลักล้าน
เด็กในพื้นที่ชนบทต้องเดินทางเท้ากว่า 20 กม. ความลำบากขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกันไป ไม่เหมือนตัวเมือง นานวันเข้า เด็กต้องหยุดเรียนและออกจากระบบ คือปัญหาที่ปรับเปลี่ยนได้้ ด้วยการ ขยายโรงเรียน เพิ่มบุคลากรครู หากรัฐมีวิธีการ และกำหนดเป้าหมายอย่างถูกต้อง จะบรรเทาความเหลื่อมล้ำได้
“การปฏิรูประบบการศึกษา เด็กไทยใช้เวลาเรียนสูง 1,200 ชม.ต่อปี ประเทศเจริญแล้วใข้เวลา 600-800 ชม.เท่านั้น ผู้ใหญ่อาจคิดว่า ยิ่งเรียน ยิ่งเก่ง ยิ่งรู้ แต่หลักสูตรไทยมีประสิทธิภาพจริงหรือ การศึกษาที่ประสบความสำเร็จ คือการศึกษาที่ดึงศักยภาพนักเรียนได้มากที่สุด วิชาจริยธรรม สมุดบันทึกความดี ดึงศักยภาพได้อย่างไร ที่ดึงได้อย่างเดียวคือ ความอดทนอดกลั้นกับระบบการศึกษาที่โคตรห่วยแตก เด็กแตกต่าง ความต้องการเรียกต่างกัน แต่ขอขอบคุณการศึกษาไทยที่แสนล้าหลัง ให้เรียน 3 วิชาหลัก ให้คนที่อยากเรียนสายศิลป์ ต้องมาเรียน คณิตวิทย์ การศึกษาไทยไม่เคยให้เด็กเลือก กลับกัน ประเทศฟินแลนด์ นักเรียนจัดตารางสอนได้ เด็กจึงมีความสุข
จึงขอเสนอให้ ‘ลดวิชาหลัก เพิ่มวิชาเลือก’ วิธีนี้จะตอบโจทย์ ตอบสนองความต้องการที่แท้จริง เพราะเด็กเขาเลือกเอง ไม่ต้องการให้ใครมาบังคับ
นอกจากนี้ หลักสูตรยังล้าหลัง เช่น สุขศึกษา ยังไม่เปิดรับความหลากหลายทางเพศ ชายต้องแข็งแรงชอบสีน้ำเงิน หญิง ต้องชอบสีชมพู ยัดมุมมองที่ล้าหลัง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แปลกใจที่การศึกษาไทยถดถอยไปเรื่อยๆ ยังเน้นการท่องจำ คิดวิเคราะห์มีน้อยมาก จึงเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ ‘ลดการท่องจำ เพิ่มทักษะชีวิต และคิดวิเคราะห์’ เพื่อให้เกิดการนำข้อมูลไปต่อยอดได้” ตัวแทนนักเรียน ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ กล่าว และว่า
การปฏิรูประบบข้าราชการครู ซึ่งเป็นอีกปัจจัยในการพัฒนาการศึกษา ถ้าแม่พิมพ์ชาติบิดเบี้ยวไร้ประสิทธิภาพ เด็กจะออกมาดีได้อย่างไร เทียบฟินแลนด์ครูต้องจบ ป.โท อย่างน้อย และคัดเลือกจากวุฒิภาวะ ไทยคิดอะไรไม่ออกให้ไปเรียนครู หลายคนไม่ได้อยากเป็นครูจริงๆ แต่มาเรียนเพราะคะแนนต่ำ คือประเทศที่อ้างว่าเจริญแล้ว แต่ความจริงแค่หลงตัวเอง ไม่เคยเปิดรับความคิดเห็นคนอื่น นอกจากผู้บริหารและผู้มีอำนาจเอง จึงแตกต่างจากไทย ทั้งความรู้และทัศนคติที่ดี ครูฟินแลนด์ได้รับความเคารพยกย่องอย่างมาก แต่สำหรับครูไทย ก่อนจะมาเป็นครู เป็นคนให้ได้ก่อน จึงเสนอให้ปฏิรูปครู ‘วัดทั้งความเป็นครู และความเป็นคน’
“ยังไม่พอ ที่จะทำให้การศึกษาไทยก้าวหน้าได้ โครงสร้างบริหารคือส่วนหนึ่งที่กดทับ ครูเอาเวลาไหนไปทุ่มเทการสอน ตกลงหน้าที่ครูคือสอนเด็ก หรือทำงานเอกสาร ครูไทยบางคนถึงกับรีไซเคิลสื่อการสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะไม่มีเวลา บ้างก็ก็อปจากเน็ต
จึงเสนอให้มีการ “ตั้งหน่วยงานสำหรับด้านบริหารและเอกสารโดยเฉพาะ” ต้องไม่ใช่ครู และลดภาระสอนของครูในแต่ละวัน เพื่อให้มีเวลาจัดการเรียนการสอนที่ดีขึ้น หากไม่แก้ รอการศึกษาไทยถอยหลังคลอง ครู และรัฐบาล ต้องร่วมกันแก้ไข” ตัวแทนนักเรียน ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ กล่าว

