จับสัญญาณ‘บิ๊กตู่’
ไฟเขียวแก้ม.256
หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เชิญแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหารือและส่งสัญญาณให้รับญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ญัตติของพรรคร่วมรัฐบาลกับญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ให้แก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์และสิทธิมนุษยชน
ร่างแก้ไขทั้ง 6 ญัตติจะต้องใช้เสียงของ 84 ส.ว.ยกมือสนับสนุน โอกาสที่จะผ่านวาระแรกมีน้อยมาก ยกเว้นว่าจะมีใบสั่งให้เปลี่ยนท่าที เพราะก่อนหน้านี้หากลงลึกไปถึง ส.ว.พลเรือนและข้าราชการที่เป็นสายตรงของนายกรัฐมนตรี ได้แสดงท่าทีคัดค้านหมดทั้ง 6 ร่าง ไม่ว่าจะตั้ง ส.ส.ร.หรือการตัดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้ประชาชนไม่พอใจ ส่งผลถึงการเมืองบนท้องถนนจะมีการโจมตีนายกรัฐมนตรีมากขึ้น เพราะประชาชนจะมีความเชื่อว่ามีผู้มีอำนาจในรัฐบาลอยู่เบื้องหลังเพื่อไม่ให้แก้ไข
ส่วนท่าทีล่าสุดของนายกรัฐมนตรีที่ดูเหมือนว่าจะส่งสัญญาณให้มีการแก้ไขอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นการลดแรงกดดันทางการเมือง ขณะเดียวกัน ส.ว.ออกมาบอกว่าจะผลักดันให้มีการทำประชามติ ก่อนเปิดสภาเพื่อถกเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเข้าสูตรเดิมเพื่อหากระบวนการเตะถ่วงไม่ให้สภาได้พิจารณาเพื่อเริ่มต้นแก้ไข เพราะหากมีโอกาสนับหนึ่งแล้วโอกาสเตะถ่วงจะทำได้ยาก นอกจากนั้นไม่มั่นใจว่า กมธ.ที่ตั้งเพื่อศึกษา 30 วัน ก่อนพิจารณาวาระแรกรับหลักการ ไม่แน่ใจว่าเมื่อครบกำหนดอาจจะมีการขยายเวลาศึกษาเพิ่มอีกหรือไม่ และหากขยายเวลาศึกษาได้แล้ว เมื่อไปต่ออีกไม่ได้ ก็จะวนกลับไปที่การเสนอให้ทำประชามติ ขณะที่การประเมินว่ามวลชนนอกสภาไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร และจากการยื้อการแก้ไขออกไป ซึ่งรัฐบาลประเมินแนวทางนี้ไว้ แต่ขณะนี้พบว่ามวลชนไม่พอใจมากขึ้นและอาจจะยกระดับจากข้อเรียกร้องเดิมเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการขับไล่นายกรัฐมนตรี และโอกาสที่จะเกิดปัญหาทางการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ต้องโฟกัสไปที่ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศสนับสนุนการแก้ไข การตั้ง ส.ส.ร. จะมีทิศทางในอนาคตอย่างไร
สำหรับท่าทีของฝ่ายค้านที่พยายามเชื่อมโยงกับการเมืองนอกสภา ฟังเสียงประชาชนเพื่อนำไปต่อสู้ในสภา แต่ต้องยอมรับว่าฝ่ายที่ต่อต้านการแก้ไขก็ยังเป็นปัญหา ขณะที่เดิมมีเสียงสะท้อนที่ดีจาก 60 ส.ว.แต่วันนี้เชื่อว่าไม่มีอยู่จริง ดังนั้น จึงหลีกไม่พ้นความตึงเครียดทางการเมืองหลายระดับ และทางออกโดยไม่มีการลงมติ แต่มีการตั้งกรรมาธิการไปศึกษา แนวทางนี้ประชาชนรู้เท่าทันว่าเป็นแทคติคถ่วงเวลา ขณะที่ทางออกที่ดีที่สุดคือ การตั้ง ส.ส.ร.เป็นกลไกในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง เป็นเรื่องดีกับพรรครัฐบาล ฝ่ายค้านและมวลชน อย่าพยายามทำให้สถานการณ์เกิดการเผชิญหน้า
ขณะที่มวลชนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่มวลชนจริงแต่มีการตั้งขึ้นมาเพื่อขัดขวาง ไม่ใช่มวลชนที่มีอยู่ในธรรมชาติ และไม่ควรอ้างมวลชนประเภทนี้ในการขัดขวาง และอย่าทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ฟังคนส่วนใหญ่ แล้วจัดตั้งม็อบเพื่อปฏิเสธเสียงของคนส่วนใหญ่ ขณะที่การทำโพลทั่วไปหรือโพลที่หนุนรัฐบาล สัญญาณทางสังคมก็เห็นอยู่แล้วว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกทางออกคือการยุบสภา หากยุบจริงก็จะเห็นการรณรงค์ในการเลือกตั้งภายใต้กติกาเดิม เพื่อไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ที่รุนแรงมากกว่าที่ผ่านมา เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีกฎอัยการศึก
ที่สำคัญในอนาคตข้างหน้าไม่ทราบว่าพรรคพลังประชารัฐ จะเอา พล.อ.ประยุทธ์อีกหรือไม่ เพราะมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ทำหน้าที่หัวหน้าพรรค แต่เชื่อว่าการยุบสภาเพื่อหลีกเลี่ยงการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น
จรัส สุวรรณมาลา
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อดีตกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ญัตติทั้งหมดจะผ่านวาระแรกได้หรือไม่ จะต้องประเมินท่าทีของ ส.ว.เป็นหลัก หาก ส.ว.ใจกว้าง แม้ว่า
จะไม่เห็นด้วยในบางญัตติที่ลดทอนอำนาจแต่ถ้ายอมให้บางญัตติผ่านได้ในวาระแรกเพื่อปลดล็อกให้มีการแก้ไข ในอนาคตก็สามารถนำบางประเด็นไปพิจารณาได้ตามที่กระบวนการกำหนดไว้ สำหรับกระบวนการในการแก้ไขต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร แต่ถ้าถามว่าจำเป็นต้องเร่งรีบหรือไม่ หรือหากรัฐธรรมนูญ 2560 แก้ไขได้จริงในวันนี้ จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอื่นๆ ของประเทศชาติได้หรือไม่ บ้านเมืองจะดีขึ้นจริงหรือไม่ ขอตอบว่าไม่ใช่ แต่ในแง่ของการเมือง การเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการจะแก้ไขคลายความกดดันลงได้ถือเป็นการเมืองที่ดีที่ไม่ทำให้เกิดทางตันเพื่อนำไปสู่ปัญหาอื่นที่บานปลาย จากการเผชิญหน้าของฝ่ายที่เห็นต่าง
วันนี้ปัญหาของประเทศไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากรัฐธรรมนูญทั้งต้นเหตุและปลายเหตุ ขณะที่ปัจจุบันและอนาคตประเทศจะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ส่วนตัวเห็นว่าในทางการเมืองในอนาคต หากมีการแก้ไขได้บ้างในบางเรื่องก็จะเป็นเรื่องดี แต่วันนี้ในวาระการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้การเมืองหรือการมีอำนาจของรัฐบาลดีขึ้น นอกจากนั้นในกลไกของสภา ฝ่ายค้านก็ไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง แต่พยายามสร้างประเด็นขัดแย้ง เพื่อทำให้เกิดการเผชิญหน้า ขณะที่มาตรการของรัฐบาลทำจะต้องมีการตรวจสอบให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะการใช้เงินกู้เพื่อกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจ
ทั้งที่ปัญหาล้ำหน้าไปมาก แต่การใช้เงินยังล่าช้า เพราะฉะนั้นหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีองค์ประกอบที่ดีขึ้นในระยะสั้นถือว่ายังไม่จำเป็น แต่กติกาที่มีก็ยังสามารถทำงานได้ ถ้าจะทำกันจริงๆ
ถ้ามองไปที่ปลายทางของรัฐธรรมนูญ 2560 จะต้องปรับเปลี่ยนองค์ประกอบโครงสร้าง ที่มาของ ส.ว. และเข้าใจว่าในรัฐธรรมนูญเดิม ผู้ร่างก็ตั้งใจที่จะให้เปลี่ยนจากการมีบทเฉพาะกาล สำหรับนายกรัฐมนตรีคนนอก หากปิดประตู แล้วเจอปัญหาเหมือนในอดีตจะทำอย่างไร เรื่องนี้ถกเถียงกันมานานหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ปี 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
ดังนั้นน่าสนใจว่าจะมีการปิดประตูนายกรัฐมนตรีคนนอกหรือไม่ แต่ความเห็นส่วนตัวไม่ควรมี ส่วนปัญหาจากโครงสร้างอำนาจ มีหลายส่วนที่รัฐธรรมนูญ 2560 เปิดช่องทางให้ตรวจสอบนักการเมือง ไม่ทราบว่าองค์ประกอบที่จะแก้ไขมีหรือไม่ แต่เห็นว่าของเดิมที่เขียนไว้เหมาะสม
แล้ว เป็นการปรามเอาไว้ว่าคนที่ทำงานการเมืองต้องถูกตรวจสอบ และมีหลายมาตราเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ
ปัญหาที่เจอพบว่ายังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เพราะยังไม่ได้นำไปใช้จริง ทำให้เรื่องนี้ถูกวิจารณ์มาก ไม่ทราบว่าทำไม่ได้จริงหรือผู้เกี่ยวข้องทำไม่เป็น
ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ในประเด็นแรก กระแสของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีแรงกระเพื่อมค่อนข้างสูง คนในสังคมจำนวนหนึ่งมองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะสามารถปลดล็อกความขัดแย้งด้านการเมืองได้ระดับหนึ่ง ถ้าพิจารณาในแง่ของเกมการเมือง รัฐบาลสามารถใช้เกมการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลเองต่อเนื่องได้ไปอีกระยะหนึ่ง สามารถลดกระแสการเสียดทานในเรื่องของการเคลื่อนไหวภายนอก อย่างการชุมนุมประท้วงของนักศึกษา หรือคนจำนวนหนึ่งที่มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาเรื่องของการกระชับอำนาจ การแก้รัฐธรรมนูญ จะช่วยลดดีกรีความร้อนแรงของอุณหภูมิทางการเมืองที่รัฐบาลเผชิญอยู่
และถ้ามองในอีกระดับหนึ่ง คิดว่ารัฐบาลกับ ส.ว. ในด้านหนึ่งมีความเป็นพี่เลี้ยงซึ่งกันและกัน ท่าทีที่แข็งจนเกินไปของ ส.ว. ในประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดมาสู่แรงย้อนกลับของความชอบธรรมและเสถียรภาพของรัฐบาล แม้ดูเหมือนค้ำจุนกันแต่ก็ส่งผลกระทบในด้านลบต่อกันด้วย หากแข็งต่อกระแสในแง่ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวมองว่า รัฐบาลกังวลว่าเสถียรภาพของตัวเองจะไม่สามารถลดทอนแรงเสียดทานได้ การปรับและแก้มาตรา 256 คงเป็นการหาทางลง
และคงเห็นว่าเป็นทางลงเดียว คือการแก้ไขมาตรานี้ พูดง่ายๆ คือจะทำให้รัฐบาลเสียหายน้อยที่สุด
ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.นเรศวร
หากพูดในภาษาชาวบ้าน ส่วนตัวคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์พูดไปอย่างนั้นเอง เป็นไปไม่ได้ที่นายกรัฐมนตรีจะไม่รู้ขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และในที่สุดก็ยังต้องการเสียง ส.ว. การประชุมรัฐสภาที่ผ่านมา ก็เห็นแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไร ส.ว.ก็ไม่เอาด้วย โอกาสการแก้รัฐธรรมนูญจึงยาก ดังนั้นสิ่งที่พูดจึงเหมือนเป็นการพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้โดยที่ตัวเองก็รู้อยู่แล้ว ถามว่าสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์พูด อาจเพื่อลดกระแสม็อบ หรือพูดเพื่อให้คนมาร่วมกับผู้ชุมนุมน้อยลงหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าก็มีผลทางการเมือง มีนัยยะทางนั้นอยู่ เพราะขณะนี้ปัญหารุมเร้ารัฐบาลอยู่มาก
ต้องไม่ลืมว่าจนถึงวันนี้ในการประชุม ครม.ที่ผ่านมา หาคนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นกระทรวงเกรดเอได้หรือยัง ก่อนหน้านี้ที่นายกฯเคยพูดว่าถ้าผู้ชุมนุมชนะแล้วประเทศจะอยู่ไม่ได้นั้น คิดว่าประเทศก็จะอยู่อย่างนี้ แต่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ที่จะอยู่ไม่ได้คือรัฐบาลมากกว่า

