บทนำมติชน : ก่อนลงประชามติ

5.08.16 | 12:08 น.

การชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านการลงประชามติจะเกิดในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แล้ว ยังคาดหมายได้ยากว่า ประชาชนจะออกมาใช้สิทธิมากน้อยแค่ไหน แม้ว่าทางราชการตั้งเป้าไว้ 80% จากผู้มีสิทธิ 50.5 ล้านคน และได้โฆษณาประชาสัมพันธ์แบบกว้างๆ มีขบวนแห่ถือป้ายตามจังหวัดต่างๆ ตามแบบของทางราชการ แต่การลงประชามติในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีข้อมูลและเนื้อหาสาระ ถึง 279 มาตรา แม้ประชาชนที่ติดตามข่าวสารอาจเข้าใจ แต่บรรยากาศของการเมือง อาจเป็นข้อจำกัดทำให้ข้อมูลข่าวสารไม่แพร่สะพัดเท่าที่ควร ส่งผลต่อความรับรู้ของประชาชนวงกว้าง และอาจกระทบต่อการออกมาใช้สิทธิ

การสัมมนา “ฟันธง ลงประชามติ” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติว่า แนวโน้มคนไปลงประชามติ จะกาด้วยเหตุผลที่อาจไม่ตรงกับที่เข้าใจ เช่นไม่ชอบเพียงเรื่องเดียวก็ไม่รับ หรือชอบเพียงเรื่องเดียวก็รับแล้ว ส่วนตัวอยากเห็นกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ปรองดอง ใช้เวลาหาจุดร่วมเปิดพื้นที่ให้คนเข้ามาได้มากที่สุด ปัญหาคือเราบอกไม่ได้ว่าคนที่ลงประชามติแปลว่าอะไร คนที่โหวตรับอาจโหวตเพราะรับขั้วการเมืองบางขั้ว คนโหวตไม่รับก็เช่นเดียวกัน วิธีการที่จะเสริมให้ช่วยประชาชนตัดสินใจในเรื่องซับซ้อนคือต้องเปิดให้คนพูดกันได้มาก ขณะนี้เราไม่รู้ว่าการกาอย่างใดอย่างหนึ่งแปลว่าอะไร ความขัดแย้งที่สั่นคลอนแก่นแกนระบบการเมืองจะยังเหมือนเดิม การลงประชามติไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้ง หลังวันที่ 7 ส.ค. เป็นไปได้ไหมที่จะกลับมาสู่กระบวนการ เป็นไปได้ไหมที่ผู้มีอำนาจรัฐจะมองความหวังมากกว่าความกลัว ที่อาจทำให้เราเดินออกจากลูปนี้

ไม่ว่าผลการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.จะออกมาอย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ ก็จะยังถูกละเลยต่อไป ดังข้อสังเกตุของนักวิชาการ หากต้องการแก้ปัญหานี้อย่างถูกจุด สิ่งที่พึงกระทำหลังการลงประชามติ ก็คือ กระบวนการที่ให้ประชาชน ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ และมีส่วนในการตัดสินใจ ทั้งโดยตรงหรือ ผ่านตัวแทนจากกระบวนการเลือกตั้ง โดยต้องแบ่งแยกอำนาจหน้าที่กันอย่างชัดเจน ระหว่างฝ่ายการเมืองและภาคราชการ ขณะที่การปฏิรูปจะต้องเริ่มต้นจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย มิฉะนั้น การเมืองไทยจะวนในรอยเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก และส่งผลต่อประเทศในภาพรวมดังที่ปรากฏอยู่