‘บัณฑิต’ ถกปม 6 ตุลา ชี้ 44 ปีสังคมควรเรียนรู้ แนะใช้ ‘สามัญสำนึก’ ไม่ต้องซับซ้อน ตีความกฎหมาย

4.10.20 | 14:58 น.

‘อ.บัณฑิต’ ถกปม 6 ตุลา ชี้ ’44 ปี สังคมควรเรียนรู้’ แนะใช้ ‘สามัญสำนึก’ ไม่ต้องซับซ้อน ตีความกฎหมาย

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) ร่วมกับ ม.ธรรมศาสตร์ จัดงานครบรอบ 44 ปี 6 ตุลา 19 โดยเวลา 09.50 น. มีการเสวนาในหัวข้อ “หา(ย)” : อุดมการณ์- ความทรงจำ- รัฐธรรมนูญ

ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์หาวิทยาลัย กล่าวว่า เหตุการณ์ 14 ตุลา หลายคนคิดว่านำมาซึ่งจุดเปลี่ยนเป็นประวัติศาสตร์แห่งชัยชนะ ประกาศตนในที่สาธารณะ พี่น้องชาวไทยสำนึกว่าตนเองเป็นเจ้าขออำนาจอธิปไตย และสำนึกนั้นยังส่งต่อมาถึงปัจจุบัน จินตภาพของ 14 ตุลาหลายประการเป็นภาระหนักหน่วง การต่อสู้ขับเคี่ยวสู่การเปลี่ยนแปลง ต้องอาศัยมวลชนระดับ 14 ตุลา จะเห็นการขับเคลื่อนมวลชนในรอบหลายปีที่ผ่านมา กระทั่งนักการเมืองที่ไปพูดในเวทีผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ด้วยการข่มขู่ จำนวนมวลชน ซึ่งคือเรื่องธรรมดาในสมัยนี้ 14 ตุลาคมมีนัยยะ ตราตรึงใจคนจำนวนไม่น้อย

ผศ.ดร.บัณฑิตกล่าวว่า ทุกครั้งเกิดวิกฤต เกิดรัฐบาลแห่งชาติ ที่ต้องขบคิดคือการพูดถึงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ในทางรัฐศาสตร์ถกเถียงกันว่าเป็นของใครกันแน่ ระหว่างชื่อประชาชนในเอกสารที่มีลายเซ็นพร้อม กับเอกสารจากกูเกิลฟอร์ม ต้องขบคิดกัน แสนชื่อหาไม่ยาก ก็อยากรู้เหมือนกันว่าหาอย่างไร ใช้เอามายืนยันว่ามวลชนคนมากกว่าอีกฝ่าย

“อาจหลงลืมไปว่า รัฐธรรมนูญ 47 พูดถึงเปลี่ยรแปลงการปกครอง 2475 สิ่งที่เปลี่ยนหลักการและเหตุผลปรากฏชัดว่าเราร่างใหม่ได้ตลอดเวลาเมื่อมีเหตุจำเป็น แม้ฝ่ายรัฐประหารจะมีอำนาจว่าเป็นองค์อธิปัตย์ แต่ไม่ได้มีคนเดียวและเกิดบ่อย หากประชาชนจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ต้องทำให้ทันยุคสมัย และไม่จำเป็นต้องทำให้แก้ไขยาก ไม่ว่ายุคสมัยใด มีปัญหาก็ต้องแก้ จินตภาพที่แก้ยากคือการเหนี่ยวรั้งไม่ให้เดินไปตามครรลองของสังคม ยิ่งทำให้ยาก ซับซ้อน โอกาสที่สังคมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับมูลฐานจะมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าสิ่งที่ยึดเหนี่ยวรั้งไว้นั้นผิดธรรมชาติ และผิดกับนานาประเทศที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์” ผศ.ดร.บัณฑิตกล่าว

Advertisement

ผศ.ดร.บัณฑิตกล่าวต่อว่า การผลิกผันในช่วงนั้นเป็นผลพวงจากการใช้อำนาจภายใน พยายามเหนี่ยวรั้งอำนาจดั้งเดิม ระยะเวลา 2 ปี ก่อนประกาศร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2502 ร่างจริง ปี 2504 ปี 2507 ประกาศใช้ เรามีงานหลักฐานจำนวนมากที่ชี้ความไม่ลงรอยของชนชั้นนำ มาสู่ 14 ตุลาคม บ้างมองเป็นอุบัติเหตุ บ้างมองเป็นการปฏิวัติ ลองนึกถึงวันศุกร์ที่ผ่านมา เราติดอยู่บนถนนที่น้ำท่วมขัง คำอธิบายคือหากุญแจไม่เจอ สะท้อนปัญหาทุกระดับ สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยคือความผิดปกติ 6 ตุลา ปี 19 คือวาระ 2 ปี หลังรัฐธรรมนูญเตรียมการให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น ซี่งถ้าเลย 17 ตุลาจะไม่สามารถเลือกตั้งท้องถิ่นได้ ลองนึกดูว่าถ้าเรามีการเลือกตั้งท้องถิ่น เราจะเปลี่ยนไปขนาดไหน เราจะมีสภาท้องถิ่น การเมืองท้องถิ่นก้าวหน้าในระดับใด คือความล้าหลัง ความไม่ยอมตามมติมหาชน อ้างว่าต้องมีมวชนบนท้องถนน ซึ่งล้าสมัย เพราะสังคมอารยะต้องใช้เหตุผลสนับสนุน รองรับ ไม่ใช่การคิดตามอำเภอใจว่าสังคมต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้

“6 ตุลา เกินบรรยายถึงความโหดร้าย ความวิปริตของสังคม กระทั่งในครอบครัว ควรทำให้ความเห็นต่าง พูดคุยแลกเปลี่ยนได้ 44 ปี สังคมไทบควรเรียนรู้ การปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลง ข้อเรียกร้อง ที่ควรจะเปลี่ยนไปใช้เพียงสามัญสำนึก ก็ได้แล้ว ไม่ต้องอาศัยความซับซ้อนทางกฎหมายที่ต้องตีความ

“ท้องถนน ห้องเรียน โรงเรียน อยากชวนย้อนไปเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 19 ที่ 40 ปีผ่านไปยังมีการดีดสายเสื้อใน บังคับตัดผม ใช้ไม้เรียว ทำให้รุนแรงทางร่างกาย จิตใจ คือเครื่องสะท้อนขั้นมูลฐานว่าสังคมไทยอยู่ในหล่มโคลน ปฏิกิริยาเหล่านั้นแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่า 19 กันยา และศุกร์ที่ผ่านมาที่โรงเรียนชั้นนำของประเทศที่ลูกหลานอีลีทเข้าไปนั่งเรียน

“อำนาจสถาปนา บ่งชัดว่า เป็นเจตจำนงของประชาชนไม่จำเป็นต้องลงถนน ทวิตเตอร์ก็บ่งชี้ชัดเจน ลักษณะก้าวหน้าใน ปี 17 คืออีกประการของรัฐประหาร 19 การเปลี่ยนแปลงนี้ ชวนคิด ชวนติดตามอย่างยิ่ง” ผศ.ดร.บัณฑิตกล่าว