เปิดตำนาน ‘6 ตุลา’ น.ศ.ยุคปี 19 ให้ปากคำ หวังบันทึกอดีตอีกแง่ พ้อ ‘ผู้มีอำนาจไม่เคยมอง ปชช. เป็นคน’
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) ร่วมกับ ม.ธรรมศาสตร์ จัดงานครบรอบ 44 ปี 6 ตุลา 19 ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 15.10 น. ที่ห้องประชุมศรีบูรพา มีการสนทนา บอกเล่า “ตำนาน 6 ตุลา 2519”
โดยนักศึกษาที่เคยผ่านเหตุการณ์นองเลือด ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มี น.ส.อรวรรณ นารากุล นักศึกษา คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ปี 2 เมื่อ 44 ปีที่แล้ว ดำเนินรายการ
นายสุขุม เลาหพูนรังษี ผู้บุกเบิกกิจการชมรมนาฏศิลป์ และการละคร ในฐานะประธานชมรม ปี18 และ ผู้ก่อตั้งคณะละครตะวันเพลิง กล่าวความในใจที่มีมาตลอด 44 ปี
โดยในตอนหนึ่ง นายสุขุมเล่าด้วยน้ำเสียงอัดอั้นว่า ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นภาพอย่างนี้ กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ร้องด้วยความสะใจ มีเสียงปืนเป็นระยะ ทุกครั้งที่มีเสียงปืน ลูกเสือชาวบ้านก็จะวิ่งแตกฮือไป ม.ธรรมศาสตร์ ตนเดินสวนลูกเสือขาวบ้านเข้ามา หยุดยืนที่ต้นมะขามต้นหนึ่ง
“ผมเห็นรอยเลือดเป็นรูปคน แต่ไม่มีศพแล้ว ทำอะไรขนาดไหน จนสนามหญ้าในสนามหลวงเป็นรูปคน มันจะต้องทำรุนแรงขนาดไหน นั่นคือภาพสุดท้ายที่รู้สึก ยืนอึ้งขณะนั้น จนมีเพื่อนรุ่นน้องที่อยู่ด้านนอกมาสะกิด ระวัง เดี๋ยวเขาจับได้พี่ รีบๆไป เดี๋ยวจะมีม็อบที่รามคำแหง ซึ่งวันนั้น ตัวเองใส่กางเกงยีนส์ เสื้อม่อฮ่อมสะพายย่ามมา เลยรีบหนี ตอนนั้นแทบไม่มีเสียงโต้ตอบ ยิ่งเข้าไปที เสียงฮือที เป็นภาพสุดท้ายที่ได้เห็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่รัก เพราะอยู่ในเมืองไม่ได้แล้ว
เชื่อว่าอีกหลายคนจะมีมุมมองเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้เป็นมหากาพย์ ที่อยากเล่าวันนี้เพราะ ก่อนที่คนรุ่นนี้ รุ่นเดือนตุลาคมที่ถูกปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม จะค่อยๆหมดไป อยากให้มีการบันทึกปากคำแต่ละมุมมองออกมา เก็บไว้ให้ลูกหลานได้รับรู้ความเหี้ยมโหดของอำนาจที่ครอบคลุมสังคมไทยมา 40-50 ปี โดยไม่เปลี่ยนแปลง จะว่าไปแล้ว หลัง 2475 ด้วยซ้ำ ทำอย่างไร ให้มันจบที่รุ่นเรา” นายสุขุมกล่าว
นายสุขุมกล่าวอีกด้วยว่า ในขณะที่เรียกร้องให้มีการงดสอบ อ.ป๋วยลงมาตึกโดม เพื่อห้าม มีนักศึกษาราม หนึ่งในวงดนตรีต้นกล้า คาดว่าน่าจะอยู่ปี 1 จู่ๆ โดยไม่มีการเตี๋ยมใดๆ เมื่อเห็นการโต้เถียงระหว่าง นักศึกษา และ อ.ป๋วย ก็ลุกขึ้นกลางวง กรีดแขนตรงนั้น และพูดว่า “ผมไม่ใช่ธรรมศาสตร์ แต่รักธรรมศาสตร์” อ.ป๋วยอึ้ง ไม่รู้จะพูดอะไร เดินขึ้นตึกไปเงียบๆ ซึ่งน่าจดจำว่า นี่คือ มหาวิทยาลัยของประชาชนจริงๆ
“40 กว่าปีหลังอ่านเรื่องราวทั้งหมดจบ ก็พอสรุปได้ว่า ถึงไม่เกิดภาพที่ใช้เป็นข้ออ้างการล้อมปราบ ก็หาเรื่องอื่นมาเล่นเราอยู่ดี เหมือนหมาป่ากับลูกแกะ เพราะระหว่างนั้นอ่านหนังสือพิมพ์ มีการสร้างกระแส คนจะฆ่า หมาป่าจะกินลูกแกะ ก็หาเรื่องอ้างได้เสมอ ผลถูกกำหนดมาแล้วจากอำนาจบางอย่าง ว่าจะต้องออกมาอย่างนี้ ต้องปราบปรามนักศึกษา ต้องการส่วนย้อนกงล้อประวัติศาสตร์ที่กำลังเคลื่อนไป” นายสุขุมกล่าวและปิดท้ายด้วยกลอน “กระแสทวน”
ด้านนายอเวกษา มนูรัษฎา หรือ บอม อดีตนักศึกษา ม.รามคำแหง ผู้ข้าร่วมกิจกรรมชุมนุม ในฐานะ การ์ดอาสา กล่าวว่า ช่วงนั้นไม่รู้ใครนิมนต์เณรถนอมกลับมาไทย ช่วงนั้นมีข่าวว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ใส่ร้าย โจมตีขบวนการนักศึกษา ทุกการชุมนุมมีการก่อกวน เขวี้ยงระเบิด ส่งพวกมากวนบ้าง โดยทีมการ์ดของเรามีแนวร่วมอาชีวะและรามคำแหง
นายอเวกษากล่าวว่า เมื่อได้ข่าวว่า จอมพลถนอม กิตติขจร จะกลับมา ก็รีบเดินทางกลับมาจากอีสาน ตอนนั้นมีฝนตกหนัก มีการก่อกวน จึงคิดว่าไม่ปลอดภัย ตัดสินใจเข้าธรรมศาสตร์ ถึงวันที่ 5 ตุลาคม ตั้งเวที พูดคุยกัน ตอนนั้นมีการปลุกระดมมวลชน ชมรมวิทยุเสรี พยายามโจมตีขบวนการนักศึกษามากมาย มีการตั้งขบวนการกระทิงแดง เอาเด็กอาชีวะมา มีเลี้ยงเหล้า มีการออกใบอนุญาตพกปืนให้เด็กเหล่านี้มาก่อกวนขบวนการนักศึกษา ซึ่งส่วนตัวเป็นการ์ดอยู่ และเคยเรียนอุเทนถวายมาก่อน รู้จักหน้าค่าตาบ้าง เราคอยป้องกันพวกที่มาก่อกวน
“แต่คืนวันที่ 5 ค่อนข้างวิกฤต มีการโหม โจมตีสารพัด หาว่ามีเวียดกงอยู่ในนี้ มีอาวุธร้ายแรงบ้าง ด้วยการกระทำของหนังสือพิมพ์ดาวสยาม กับ บางกอกโพสต์ ปลุกระดมลูกเสือชาวบ้านอย่างหนักหน่วง ให้มาบุกธรรมศาสตร์ คืนนั้น 3-4 ทุ่ม ได้ยินว่ามีเสียงชักลูกเลื่อน จึงเตือนกันว่า มีการเตรียมพร้อมแล้ว บอกให้ระวัง
เรามีการ์ดป้องกันด้านหน้า คืนนั้น 4-5 ทุ่ม ขึ้นไปบนตึกนิติศาสตร์ ซึ่งเมื่อก่อนจะมีทางเดินและระเบียงแต่ละชั้นๆ มีกล้องส่องทางไกล ขึ้นไปดูสถานการณ์ด้านนอก เห็นว่าข้างในพิพิธภัณฑ์มีแสงไฟสว่าง พล.ต.ท.ชุมพล โลหะชาละ รองอธิบดีกรมตำรวจ ตอนนั้น เป็นสายเหยี่ยว พาตำรวจชุดหนึ่งเข้ามา เข้าแถวหน้ารั้วธรรมศาสตร์ มีเอ็ม 79 มาลง สนามฟุตบอลบ้าง เขวี้ยงระเบิดบ้าง ยิงใส่หน้าประตู พอมารู้ทีหลัง รุ่งสางเห็นตัวคน มีการเอาโต๊ะไม้ป้องกันวิถีกระสุนที่ยิงมาตลอด ประมาณ 6 โมงกว่า มีเสียงปืนจากตึกพิพิธภัณฑ์ กำลังเล็งการ์ดเราที่อยู่ข้างล่าง หูดับตับไหม้ กลุ่มกระทิงแดงหลบหมด คิดว่าข้างในยิง ซึ่งเราไม่มีอาวุธ เป็นตำรวจที่บัญชาการโดยรองอธิบดีตำรวจ ทำลายการ์ดเราแล้วเอารถเมล์พังข้ามา เราจึงลงมาข้างล่าง เขายิงกระจกแตก ต้องคลานหลบ ออกจากตึกนิติฯ มาข้างล่าง ก็เจอกลุ่มแนวร่วมอาชีวะที่มาเสริมกำลัง” นายอเวกษาเผย และกล่าวต่อว่า
“ทราบข่าวทีหลังว่า พล.ต.ท.ชุมพล พูดไป ร้องไห้ไป บอก ‘นักศึกษามีอาวุธร้ายแรง’ ไปแสดงละครในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของ เสนีย์ ปราโมช ที่ตอนนั้นเป็นนายกฯไม่มีน้ำยา ไม่มีอำนาจทำอะไร”
ด้าน นายเซียนหมิน แซ่ซือ ผู้สนใจการเมือง ที่ติดตามการชุมนุมทุกครั้ง เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้ชุมนุมที่พัฒนามาเป็นการชุมนุม ในวันที่ 4 5 6 ตุลาคม และ บาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ครั้งนั้น โดยตนวิ่งตาม นายอเวกษาไป แล้วโดนยิงข้างตึก อมธ. และวารสารศาสตร์ จึงยืนตรงนั้นซักพัก เขายิงเข้ากำแพง โดนยิงบุ๋มลงไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเซียนหมินได้เปิดเสื้อเพื่อให้ผู้ชมได้เห็นร่องรอยจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น
นายเซียนหมินกล่าวต่อว่า จึงถอยไปทางตึกสโมสร ขึ้นเรือไปศิริราช ต้องปั้มหัวใจตลอด ร่างกายโดนหนัก
ตัดลำไส้ 40 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ทานข้าวแล้วต้องเข้าห้องน้ำทันที กว่าจะรักษาหาย ต้องติดแป๊บบริเวณแผลให้น้ำเหลืองออก ทุกวัน เป็นเวลากว่า 10 ปีกว่าจะรักษาหาย
“ทำไมทำกับประชาชนได้ ผู้มีอำนาจไม่เคยมีจิตใจเอื้อเฟื้อ ไม่เคยคิดว่าประชาชนเป็นคนหรืออย่างไร” นายเซียนหมินกล่าว


