‘คนรุ่นใหม่’ ลั่น ไม่ลืม 6 ตุลา ประกาศสู้เพื่อปชต.จนกว่าจะชนะ จวกปมด้อยค่าคนเห็นต่าง
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงานรำลึก 44 ปี 6 ตุลา โดยเมื่อเวลา 16.10 น. มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “6 ตุลา ในทัศนะของคนรุ่นใหม่” ดำเนินรายการโดย น.ส.กุลภา พบูประภาพ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายศิวกรณ์ ทัศนศร นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตนสนใจมิติเรื่องบทบาทสตรีในเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่าทำไมผู้หญิงถึงยังไม่มีบทบาท ซึ่งแน่นอนว่าเรายังมีสังคมแบบชายเป็นใหญ่อยู่ ในเรื่องการเมืองก็มีแต่ผู้ชาย ย้อนกลับมาคำถามเดิม มีใครเห็นหรือยังว่ามีผู้หญิงคนไหนบ้างที่ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ก็ยังไม่มีส่วนตัวชื่นชอบอยู่คนหนึ่งคือนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและทุกวันนี้ก็ยังมีบทบาทในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิสตรีอยู่
“ส่วนตัวชอบความครีเอทของม็อบในปัจจุบัน อย่างม็อบไม่มุ้งมิ้งแต่ฟุ้งฟิ้ง และป้ายต่างๆ ที่ไม่มีความรุนแรง มีความหลายหลากของแต่ละม็อบ เช่นการเขียนป้ายเป็นภาษาลู, การวิ่งแบบนารูโตะ, หรือของกลุ่มนักเรียนเลวที่มีเพลงผู้ใหญ่เอ๋ยผู้ใหญ่ดีและเพลงลามะลิลา ซึ่งแต่ละม็อบได้มีการซ่อนความหมายทางการเมืองเอาไว้ผ่านความครีเอท ซึ่งถ้าเรายังไม่แพ้ก็ต้องสู้ต่อไป
อยากฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อยกว่า 20 ปีไปศึกษาประวัติศาสตร์ 6 ตุลา และ 14 ตุลา ว่ามีความเหมือนและมีความต่างกันอย่างไร แล้วถอดรหัสออกมา ซึ่งเชื่อว่าหากมีการถอดรหัสออกมาแล้วจะมีคนมาร่วมในม็อบมากขึ้น” นายศิวกรณ์กล่าว
นายเกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาสะท้อนว่า แค่เห็นต่างก็ถูกฆ่าแล้ว ซ้ำยังมีพระสงฆ์ออกมาบอกว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ศาสนากลายเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรง
“อยากฝากทุกคนว่าอย่าลืม 6 ตุลา เราจะอยู่เป็นผีคอยหลอกหลอนรัฐไปอีกนาน จนกว่าเราจะได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา เหมือนเกาหลีที่เคยเป็นเผด็จการมาก่อนแต่เมื่อเขาได้ประชาธิปไตยกลับมา คนผิดก็ได้รับโทษ จึงอยากให้คนผิดใน 6 ตุลาและ 14 ตุลา ได้รับโทษเช่นกันเราจะสู้จนกว่าเราจะชนะ” นายเกียรติชัยกล่าว
นายสิรภพ อัตโตหิ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาชิกคณะประชาชนปลดแอก กล่าวว่า รัฐเคยมีอำนาจมากกว่าในการเล่าเรื่อง แต่หลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง อำนาจในการเล่าเรื่องของรัฐก็สั่นสะเทือน ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะไม่มีความหมายหากเราทิ้งใครไว้ข้างหลังไม่ว่าจะเป็นคนเพศไหนก็ตาม หากพูดถึงการใช้อำนาจในเรื่องเพศ จะมีกี่คนที่รู้ว่า 6 ตุลาก็มีการเรียกร้องเรื่องเพศเช่นกัน หรือแม้กระทั่งเรื่องราวของคนเสื้อแดงที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนเผาบ้านเผาเมือง หรือการที่ห้ามไม่ให้รุ้ง ปนัสยา, เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์, และทนายอานนท์ นำภา มาพูดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นี่คือสิ่งที่คนมีอำนาจพยายามสะกัดกั้นคนตัวเล็กตัวน้อย
ในขณะที่ นางสาว ภัสราวลี ธนกิจวิบูลผล จากกลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า มิติในเหตุการณ์ 6 ตุลา คงปฏิเสธไม่ได้ที่เราจะสนใจเรื่องของการสูญเสียประชาชนในวันนั้นจากฝีมือของรัฐ แต่รัฐก็พยายามทำให้เรื่องนี้เลือนหายไป นี่เป็นสิ่งที่เราสังเกตว่าทำไมวันที่ 6 ตุลาคมในตอนนั้น ประชาชนถึงถูกสังหารหมู่เยอะ ทั้งที่เขาไม่มีอาวุธเลย มีแค่ความต้องการจะเรียกร้อง อย่างไรก็ตามหากจะบอกว่ารัฐบาลผิดไปทั้งหมดก็คงไม่ใช่ แต่รัฐผิดตรงที่เขาพยายามทำให้เรื่องเงียบหาย ทำให้คนเข้าใจผิดว่านักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นคอมมิวนิสต์ ทำไมคนที่เห็นต่างต้องถูกทำให้ด้อยค่าลง
“เชื่อว่าวันหนึ่งเราจะชนะ ส่วนตัวไม่เคยหมดหวังเลย 6 ตุลาได้ทิ้งบทเรียนไว้แล้ว เรามีหน้าที่แค่ต้องป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นซ้ำอีก ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ออกมาสู้อย่างเปิดหน้าและก็มีอีกหลายคนที่ออกมาต่อสู้แบบเปิดหน้าเพื่อยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง อยากให้ทุกคนตระหนักถึงสิทธิของตนเองให้มาก อย่าให้อำนาจเก่าหลอกหลอนเรา แต่เราจะหลอกหลอนอำนาจเก่าเอง”
นายลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ หรือ มิน จากกลุ่มนักเรียนเลว กล่าวว่า ตนอยากฝากถึงเรื่องการศึกษาไทย ซึ่งเรื่องนี้ก็ถูกซุกซ่อนอยู่ในพรมมานานแล้ว อยากให้เข้าใจในสิ่งที่พวกตนออกมาเรียกร้องสิ่งพบเจอในโรงเรียน
“การที่ถูกผู้ใหญ่มองว่าม็อบมีท่อน้ำเลี้ยง เราก็เคยถูกรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการพูดดูถูกเอาไว้เหมือนกัน ซึ่งต้องบอกว่าม็อบเราได้มีการเปิดรับบริจาคเพราะยังอยู่ในการดูแลของผู้ปกครองอยู่และไม่ใช่แค่ม็อบของนักเรียนเลวอย่างเดียว ม็อบอื่นๆ ก็มีการเปิดรับบริจาคเช่นกันสามารถค้นหาดูได้ แต่ด้วยความที่มาจัดในนามของเรา เลยทำให้ถูกผู้ใหญ่เอามาดูถูกในส่วนนี้ได้” นายลภนพัฒน์กล่าว


