“ยิ่งลักษณ์”เบิกความปมข้าวหาย-ศาลซักกรณีไม่ยับยั้ง ยกเคส”มาร์ค”เลิกซื้อเมล์เอ็นจีวีเทียบ

5.08.16 | 20:07 น.

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 สิงหาคม องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไต่สวนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท โดยเป็นการไต่สวนต่อจากช่วงเช้า

ทั้งนี้ อัยการโจทก์ ถามถึงหนี้และดอกเบี้ยที่รัฐจะต้องจ่ายชดเชยมูลค่าหนี้ของ ธกส. น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ธกส.อยู่ในฐานะผู้กู้เงิน มีกระทรวงคลังเป็นผู้ค้ำประกัน เงินชำระหนี้ได้มาจากการระบายข้าว โดยรัฐจะชดเชยในส่วนที่ขาด สำหรับดอกเบี้ย ธกส. จะเป็นผู้รับไป ยืนยันว่าเงินที่ใช้ในโครงการเป็นไปตามกรอบวงเงินหมุนเวียน 500,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการซักถามดังกล่าว องค์คณะฯ ได้ติงฝั่งอัยการโจทก์ ให้ถามถึงข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องของข้อกฎหมายศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยเอง

จากนั้น อัยการถามต่อว่า ตอนจัดโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลได้วางแผนการใช้หนี้ที่เกิดจากโครงการไว้อย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เป็นการวางแผนที่กระทรวงการคลังซึ่งมีสำนักบริหารหนี้คอยดูแล ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบที่กำหนดไว้

เมื่ออัยการโจทก์ ถามว่า งบประมาณของโครงการช่วยเหลือการเกษตรในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้

Advertisement

อัยการถามย้ำว่า จำเลยทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะ มีมูลค่าค้างอยู่กว่า 5.7ล้านล้านบาท โครงการนี้ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ทุกอย่างนั้นอยู่ภายใต้กรอบวงเงิน และยังยืนยันว่าโครงการนี้ต้องมองภาพรวม และความคุ้มค่า แต่ยอมรับว่าเงินโครงการมาจากนโยบายและงบประมาณ เป็นงบประมาณสาธารณะเพื่อประชาชน

เมื่ออัยการถามถึง ลักษณะการจำนำข้าวทุกเมล็ดของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจำเลย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การรับจำนำข้าวใน 1ปี เปิดรับจำนำไม่เกิน 2 ครั้งและอายุของข้าวต้องมีไม่ต่ำกว่า 110 วัน มีการกำหนดข้าวที่รับจำนำ 18 สายพันธุ์ รัฐบาลมีการส่งเสริมปลูกข้าวคุณภาพพิสูจน์ได้เพราะมีการลงชื่อโดยการตรวจสอบตามกฎเกณฑ์ อีกทั้งมีประชาคมตรวจสอบ และมีการออกหนังสือรับรองของเกษตรกร รวมทั้งยังมีสัญญาตรวจสอบคุณภาพด้วย เมื่อถามอีกว่า จำเลยได้ สั่งห้ามไม่ให้มีการเปิดเผยของโครงการรับจำนำข้าว จำเลย ตอบว่าเป็นไปตามมติ ครม. เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากมีหน่วยงานปฏิบัติร้องขอมา ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลอาจทำให้เป็นการสร้างอำนาจการซื้อขายต่อรองราคา แต่ตนไม่เคยสั่งการให้มีการปกปิดข้อมูล

เมื่อถามว่า การระบายข้าว แบบจีทูจี เป็นลักษณะอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ตอบถึงความหมายของการระบายข้าวแบบจีทูจี แต่ตอบว่าได้มอบอำนาจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบโดยไม่ได้ไปก้าวล่วงในชั้นปฏิบัติ

“ดิฉันดูในระดับนโยบาย ถ้าเอาคำถามในระดับปฏิบัติมาถาม จะไม่ถูกต้อง และเรื่องจีทูจีไม่ได้อยู่ในสำนวน ป.ป.ช.ตั้งแต่ต้นในการกล่าวหา แต่เอาข้อกล่าวหาดังกล่าวมาถามกับดิฉันทำให้ไม่มีโอกาสต่อสู้เหมือนเอาข้อหามายัดไว้ ” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังได้เบิกความตอบอัยการโจทก์ เรื่องข้าวหาย ระหว่างการระบายแบบจีทูจีด้วยว่า เรื่องนี้ได้ทำการตรวจสอบในวันเดียวกันทั่วประเทศ และมีการเชิญ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เพื่อร่วมตรวจสอบ แต่ น.ส.สุภา ไม่ได้ไป จึงยังไม่ได้มีการยอมรับข้อเท็จจริงส่วนนี้ อีกทั้งการตรวจสอบนั้นยังเคยขอให้ ป.ป.ช. เดินเผชิญสืบในพื้นที่ แต่ ป.ป.ช.ก็ไม่ได้ตรวจสอบ แต่ภายหลังได้มีการพิสูจน์แล้วว่าข้าวไม่ได้หาย โดยการตรวจสอบนั้นเป็นการตรวจสอบในวันเดียวกันทั่วประเทศ มีการใช้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบนับหมื่นคน ย่อมแสดงให้เห็นว่า หากข้าวหายไม่สามารถนำข้าวมาเติมให้ครบได้ โดย อคส.เองยังยืนยันว่าข้าวยังอยู่ และรัฐบาลใหม่ชุดนี้ก็ยอมรับข้อเท็จจริงตรงนี้ ส่วนที่มีการปรากฏข่าวตามสื่อมวลชนว่า ตนเห็นหนังสือสัญญาจีทูจีนั้น เป็นเรื่องคลาดเคลื่อนในการให้สัมภาษณ์ เนื่องจากมีนักข่าวถามหลายประเด็น แต่ข้อเท็จจริงคือตนไม่เคยเห็นสัญญาจีทูจี ส่วนที่ได้เห็นและได้รับทราบ เป็นในตามที่ปรากฏใน ครม.เท่านั้น

เมื่ออัยการ ถามถึงการตรวจสอบความเสียหายการระบายข้าวแบบจีทูจีทั้ง 8 ครั้งในระยะเวลากว่า 2 ปี 8 เดือนที่มีข้าวกว่า 14 ล้านตัน มูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาทได้มีการตรวจสอบ บ.สยามอินดิก้า ที่เป็นคู่สัญญาหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า มีการตั้งคณะทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วจะให้ไม่เชื่อถือในคณะกรรมการฯได้อย่างไร โดยตนไม่รู้จักกับนายอภิชาต หรือ เสียเปี๋ยง จันทรสกุลพร ผู้ก่อตั้งสยามอินดิก้า

ทั้งนี้ อัยการ พยายามนำเอกสารที่มีรูปถ่าย เสี่ยเปี๋ยง คู่กับนายทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของจำเลย มาถามจำเลยว่าได้ไปงานเลี้ยงเดียวกันหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวยืนยันว่า ไม่รู้จักกันเลย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในคำถามนี้ องค์คณะฯ ได้ติงอัยการโจทก์ว่า หากไม่ใช่รูปถ่ายคู่จำเลย ก็ไม่ควรนำมาถาม

เมื่อถามถึงคดีของจำเลย ที่ยังมีอยู่ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. อีกหลายคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการไต่สวนของ ป.ป.ช. เพราะภายหลังมีการเปลี่ยนตัวอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงหลายสำนวน โดยมีน.ส.สุภา และนายวิชา มหาคุณ ร่วมเป็นอนุกรรมการ ตนได้คัดค้านบุคคลทั้งสอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนี้ องค์คณะฯ ได้กล่าวกับจำเลยว่า ไม่ทราบในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไม่มีการปรากฏในสำนวน

จากนั้นองค์คณะฯ พยายามถามถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ที่ว่ากรณีจำเป็น นายกฯ สามารถยกเลิกยับยั้งการปฏิบัติราชการใดๆที่ขัดต่อนโยบาย หรือ มติ ครม.ก็ได้ และมีอำนาจสั่งสอบข้อเท็จจริง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยใช้ระงับโครงการเช่าซื้อรถเมล์ปรับอากาศเอ็นจีวีและระบายข้าวที่ก่อให้เกิดความเสียหาย และพ.ร.บ.ดังกล่าว ยังให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องประเมินโครงการ แล้วพรรคเพื่อไทยมีการศึกษาข้อมูล และราคาตลาดโลกไม่เป็นไปตามการศึกษานโยบายหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การจะยับยั้งนโยบายใด ตามอำนาจ มาตรา11 วรรคหนึ่งนั้น ต้องพบว่าโครงการที่ดำเนินอยู่ขัดกับนโยบายที่แถลง และมติ ครม. แต่โครงการรับจำนำข้าว ไม่ได้ขัดมติ ครม.และนโยบายที่รัฐบาลแถลง

ภายหลังไต่สวนพยานปากนี้เสร็จ ศาลได้แจ้งให้คู่ความทราบว่า หลังจากที่ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องว่ามีมีการเผยแพร่หนังสั้นผ่านทางยูทูบ เรื่อง “ต้นกล้า” โดย ป.ป.ช. และกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ มีเนื้อหาฝ่าฝืนคำสั่งศาล จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่พบมีการเผยแพร่หนังสั้นเรื่องดังกล่าวอีก จึงให้ยกคำร้อง

ส่วนที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความเสียหายโครงการจำนำข้าว ที่ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มาสอบถาม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การให้สัมภาษณ์เป็นเพียงข้อเท็จจริงในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการรับจำนำข้าว โดยมีนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามารายงานการจัดการบริหารโครงการรับจำนำข้าว ไม่มีลักษณะชี้นำ จึงให้ยกคำร้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยครั้งต่อไปวันที่ 19 สิงหาคม เวลา 09.30 น.