หน้าแรก การเมือง อ.จุฬาฯ โต้ ไ...

อ.จุฬาฯ โต้ ไพบูลย์ เข้าใจผิด ยัน สภายังมีอำนาจเรียกชี้แจง ตามม.129 ของรธน.

8.10.20 | 14:46 น.
อ.จุฬาฯ โต้ ไพบูลย์ เข้าใจผิด ยัน สภายังมีอำนาจเรียกชี้แจง ตามม.129 ของรธน.

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แสดงความเห็นกรณี นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหน.พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์หลัง ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน พรบ.คำสั่งเรียกของ กมธ.ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยนายไพบูลย์มองว่า กมธ.คณะต่างๆหมดสิทธิเรียกชี้แจง ผศ.ดร.พรสันต์ ระบุว่า


บทสัมภาษณ์ของคุณไพบูลย์ทำนองว่าหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการฯ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญใน ๓ มาตรา ส่งผลให้ต่อไปนี้คณะกรรมาธิการทั้งของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาไม่สามารถเรียกบุคคลต่างๆ เข้ามาชี้แจงได้นั้นเป็นคำสัมภาษณ์ที่คลาดเคลื่อนจากหลักการและไม่ถูกต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ปฏิบัติหน้าที่และประชาชน ผมจึงขออธิบายสั้นๆ ๒ ข้อ ดังนี้

๑) จริงอยู่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ๓ มาตราใน พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้หมายความว่า ด้วยผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวจะสามารถเข้าไปทำลาย “ความมีอยู่ของอำนาจสอบหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมาธิการ” (Existence of Committee’s Investigative Powers) ที่เป็นอำนาจนิติบัญญัติในระดับรัฐธรรมนูญ (Constitutional Powers)

เราต้องเข้าใจให้ถูกต้อง อย่าสับสนว่า “ที่มาของอำนาจคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการในรัฐสภา” นั้น แท้ที่จริงมีฐานที่มาจาก “รัฐธรรมนูญ” (ม.๑๒๙) หาใช่ “กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ” (พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการฯ) ไม่ ดังนั้น แม้กฎหมายจะมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นคนละส่วนกัน

Advertisement

๒) จากเหตุผลข้อที่ ๑) คณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี หรือในวุฒิสภาก็ดี ยังคงมีอำนาจและสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้ตามปกติ กล่าวคือ ยังสามารถเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริง หรือความคิดเห็นในกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับภารกิจของคณะกรรมาธิการได้ ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจ ม.๑๒๙ ของรัฐธรรมนูญโดยตรง

กรรมาธิการหลายท่านอาจกังวลใจเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งผมคิดว่าต้องรออ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็มเสียก่อนเพื่อความชัดเจนในเรื่องผลทางรัฐธรรมนูญของคำวินิจฉัยด้วยว่าจะส่งผลกระทบต่อกฎหมายดังกล่าวมากน้อยเพียงใด) ว่าจะส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของท่านหรือไม่ ผมเห็นว่าก็คงจะมีอยู่บ้าง แต่ท่านยังคงทำหน้าที่ตนเองโดยการใช้อำนาจคำสั่งเรียกนี้ต่อไปได้ โดยรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า “เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี” ที่จะต้องสั่งการให้บุคลากรของตนเองให้ความร่วมมือกับทางคณะกรรมาธิการเวลามีการออกคำสั่งเรียกไป (ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงตัวรัฐมนตรีเองด้วย หากมีคำสั่งเรียกท่านไปให้ความเห็น หรือข้อมูลใดๆ เว้นแต่จะเป็นกรณีจำเป็น)

ดังนั้น ผมจึงขออธิบายและสรุปหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ถูกต้องว่า คณะกรรมาธิการในรัฐสภายังคงมีอำนาจเช่นเดิมในการออกคำสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริงต่างๆ และเป็นหน้าที่ของท่านที่ได้รับคำสั่งที่จะต้องปฏิบัติตามด้วย ทั้งนี้ตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในกิจการของตนเพื่อให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ และ ม.๑๒๙ ของรัฐธรรมมนูญ

ถ้าเราไปสรุปอย่างที่คุณไพบูลย์ให้สัมภาษณ์ว่าต่อไปนี้คณะกรรมาธิการจะไม่มีอำนาจในการเรียกบุคคลใดๆ มาได้อีกโดยอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมย้ำว่า “ไม่สอดคล้องกับหลักการและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ” แล้ว ย่อมก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติอีกหลายเรื่องตามมาทันที นอกจากคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแล้ว ก็จะรวมไปถึงคณะกรรมาธิการของรัฐสภาที่ก่อนหน้านี้รัฐสภามีมติตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก่อนลงมติในวาระรับหลักการด้วย ว่า คณะกรรมาธิการนี้ก็จะไม่มีอำนาจในการออกคำสั่งเรียกบุคคลต่างๆ ไปให้ข้อมูล หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยเช่นเดียวกัน