หมายเหตุ – “มติชน” สัมภาษณ์พิเศษ มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea Group (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการ การีน่า (Garena) แอร์เพย์ (Airpay) และช้อปปี้ (Shopee) เกี่ยวกับ
การมุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมเสวนาเรื่อง ‘รัฐ-เอกชนพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล’ จัดโดยมติชน วันที่ 21 ต.ค.นี้ ที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก เพลินจิต
เกิดคำถามขึ้นว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จะเกิดขึ้นในระยะสั้น หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวหรือไม่ ทางบริษัทได้มีการสำรวจความคิดเห็นในกลุ่มเยาวชนและกลุ่มคนรุ่นใหม่ กว่า 86% ของผู้ตอบแบบสอบถาม บอกว่าแม้จะผ่านช่วงล็อกดาวน์ หรือพ้นการระบาดโควิด-19 แล้ว แต่พฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ หรือการอยู่ในโลกออนไลน์ จะยังคงดำเนินการและใช้งานอยู่ตามปกติ สะท้อนให้เห็นว่าคนบางส่วนมีความพร้อมในการขยับเข้าไปสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลที่พูดถึงกันนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นง่ายมากขึ้น
แม้จะมีโอกาสให้เห็นอยู่ค่อนข้างมาก แต่มองว่าประเทศยังมีความท้าทายอยู่ ไม่ได้เป็นความท้าทายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ทั่วโลกน่าจะเจอความท้าทายในลักษณะเดียวกัน แบ่งเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การหาวิธีทำให้การเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล มีความเท่าเทียมกันในทุกบุคคล ไม่ใช่เพียงคนกลุ่มเมืองเท่านั้น แต่สำหรับกลุ่มคนที่อยู่อาศัยในต่างจังหวัด หรือในพื้นที่ห่างไกล ต้องหาวิธีทำให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น ถือเป็นเกมที่มีความท้าทายมาก และ 2.การหาวิธีทำให้คนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้น สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด มองว่ากลุ่มคนต้องการเห็นความท้ายทายเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงระบบการศึกษา และตัวบุคคล ที่จะต้องร่วมมือกันในการหาวิธี ทำให้ความท้าทายเหล่านี้กลายเป็นจริงให้ได้
ทุกภาคส่วนจะต้องมองว่า ทั้งหมดนี้เป็นการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องมองว่าเราควรจะสามารถทำอย่างไรให้เดินหน้าไปพร้อมกันได้ โดยมองว่าการสื่อสารมีความสำคัญมาก ในการหารือร่วมกัน เพื่อตั้งเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึงร่วมกัน ซึ่งมองว่าหากรัฐบาลและเอกชนหันมาคุยกันมากขึ้น ตั้งเป้าหมายในอนาคตของประเทศไทยร่วมกัน จะทำให้สามารถวิ่งไปพร้อมกันได้ดีกว่าต่างคนต่างวิ่ง ซึ่งอาจทำให้การวิ่งนั้นช้าลงได้ โดยมองว่าหากความร่วมมือนี้เกิดขึ้น จะทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นเมืองที่ใช้ระบบดิจิทัลได้
ในแง่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ มีความหลากหลายมากในแต่ละบุคคล หากประเมินเฉพาะในช่วงเกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 พบว่าคนส่วนใหญ่นิยมใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์มากขึ้น แม้แต่คนไม่เคยสั่งอาหารออนไลน์ในช่วงเวลาปกติ แต่เมื่อเกิดโควิด-19 ก็หันมาใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์มากขึ้น คิดเป็นสัดส่วนกว่า 36% จากทั้งหมด 100% รวมถึงการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ จำนวนของการทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ปรับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในทุกช่องทางที่สามารถผ่านได้ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของบุคคล ขยับเข้าสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น ในระยะเริ่มต้นอาจถือเป็นการบังคับให้เข้าไปเรียนรู้เทคโนโยลีดิจิทัลในตัวเอง เพราะเกิดวิกฤตโควิด-19 และการล็อกดาวน์ขึ้น แต่หลังจากนี้เชื่อว่าจะกลายเป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปแบบถาวร ส่วนนี้จะเป็นปัจจัยในการสนับสนุนให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัลได้
สำหรับมูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย จากการสำรวจของปี 2562 พบว่ามีมูลค่าอยู่ที่ 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อาจดูว่าเป็นมูลค่าค่อนข้างมาก แต่ความจริงแล้วคิดเป็นเพียง 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของประเทศไทยเท่านั้น มีการประมาณการว่าภายในปี 2568 มูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัลจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 3% มูลค่าประมาณ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นแนวโน้มของเศรษฐกิจดิจิทัล ถือว่าเป็นก้อนที่มีมูลค่ามหาศาลมาก
หากเปรียบเทียบศักยภาพของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มองว่าประเทศไทยมีศักยภาพไม่แพ้ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรัคเจอร์) ความพร้อมของบุคคลในการเรียนรู้ทักษะด้านดิจิทัล รวมถึงภาครัฐเริ่มขยับเข้ามา ผ่านการออกนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งระบบการศึกษาไทยยังเห็นว่าหลายสถาบันการศึกษาในประเทศ เริ่มมีหลักสูตรที่ช่วยเสริมสร้างทักษะในอนาคตเข้ามาสอนนักเรียนและนักศึกษามากขึ้น รวมถึงได้ร่วมกับบริษัทเอกชน อาทิ บริษัทเองก็ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ในการร่วมกันฝึกทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลตั้งแต่ในรั้วสถาบันการศึกษา ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นการสร้างแรงงานที่มีความพร้อมในการประกอบอาชีพ และสามารถสอดรับกับการทำงานในบริษัทได้ทันที หากรวมความร่วมมือในปัจจุบัน ประเมินว่าประเทศไทยน่าจะมีความพร้อมไม่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียน ในการขยับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
สำหรับการมีเทคโนโลยี 5จี มองว่าจะเป็นตัวที่จะทำให้เศรษฐกิจดิจิทัล มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยี 5จี จะเข้ามาปลดล็อกปัญหาหรืออุปสรรคที่เทคโนโลยี 4จี ไม่สามารถทำได้ อาทิ การต้องใช้ข้อมูลแบบทันที (เรียลไทม์) เทคโนโลยี 4จี อาจยังไม่สามารถรองรับตรงนี้ได้ แต่หากมี 5จี เข้ามา ก็จะสามารถตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ได้ หรือหากมองในแง่ธุรกิจบันเทิง ที่มีเป็นก้อนใหญ่มากในปัจจุบัน คนเจนวายหรือเจนแซด การเสพสื่อบันเทิงในปัจจุบันของคนกลุ่มนี้ นิยมเสพในโลกออนไลน์ หรือบนอินเตอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ เทคโนโลยี 5จี จะเข้ามาทำให้การดูสิ่งบันเทิงเหล่านั้น มีประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิม และดีมากขึ้น
ในส่วนของบริษัทมองว่าในฐานะบริษัทเอกชน มีการประเมินความสามารถในการเป็นส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งมองว่ามี 2 ประเด็นหลัก ที่น่าจะทำได้ เพราะบริษัทก็เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มดิจิทัลหลายชิ้น ได้แก่ 1.เป็นส่วนในการเร่งให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัล อาทิ แพลตฟอร์มช้อปปี้ ที่เป็นการซื้อของออนไลน หากสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการที่ขายของหน้าร้านเพียงช่องทางเดียว หันมาขายของผ่านช่องทางออนไลน์ได้เพิ่มขึ้น ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประชาชน และเป็นส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย ซึ่งหากพูดถึงผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากกลุ่มคนในเมืองแล้ว ยังมองไปยังกลุ่มคนต่างจังหวัด และคนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งไม่มีความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลเท่ากับคนเมือง
โดยได้สนับสนุนกลุ่มเกษตรกร และผู้ขายในต่างจังหวัดต่างๆ จะหาวิธีในการนำกลุ่มคนเหล่านี้ เข้ามาขายสินค้าในโลกออนไลน์เพิ่มเติม สิ่งที่เร็วที่สุดและทำได้ในวงกว้างมากที่สุดคือ การร่วมมือกับภาครัฐ อาทิ การร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ปลูกหรือผลิตเอง มาขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ตั้งเป้าหมายในปี 2563 จะฝึกทักษะเกษตรกรให้ได้ 1,000 ราย และสามารถนำสินค้าต่างๆ มาขายบนช้อปปี้ได้ รวมถึงในภาคการท่องเที่ยว ได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการจัดทำแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว อาทิ ช้อปแอพพ์เดียว เที่ยวทั่วไทย ในการสำรวจหาโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว ในจังหวัดต่างๆ สามารถจัดทำโปรโมชั่นได้อย่างไรบ้าง ซึ่งจะทำการประชาสัมพันธ์ให้ผ่าน
ช้อปปี้ได้ ส่วนอีกประเด็นที่มองว่าสามารถทำได้คือ การช่วยกระตุ้นและสร้างทักษะในด้านดิจิทัล ให้เข้ามาอยู่ในสังคมไทยได้มากขึ้น ทั้งทักษะดิจิทัลที่สามารถใช้ได้ในอาชีพ และทักษะดิจิทัลที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2564 มองว่ายังอยู่ในโซนชะลอตัว จนกว่าจะค้นพบวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งยังต้องรอการใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการกระจายให้ทั่วถึง โดยมองว่าจนถึงปลายปี 2564 อาจยังเกิดขึ้นไม่ทัน และทั้งปี 2564 เศรษฐกิจจะยังค่อนข้างชะลอตัว เป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะอยู่ในตลาดกันเอง ซื้อขายสินค้าระหว่างกัน เพราะยังไม่สามารถไปต่างประเทศได้ รวมถึงยังไม่มีต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยได้เช่นกัน อีกทั้งยังต้องติดตามด้วยว่า ภาครัฐจะมีมาตรการอะไรออกมาช่วยเหลือ และสนับสนุนธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีอย่างไรได้บ้าง อาทิ ในช่วงเกิดการระบาดโควิด-19 แพลตฟอร์มช้อปปี้ก็เป็นหนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่เป็นส่วนช่วยในการสร้างรายได้ และพาข้ามผ่านช่วงล็อกดาวน์ไปได้ แต่เนื่องจากคนที่ไม่เคยขายของออนไลน์ หรือซื้อของออนไลน์ จะเข้าสู่การซื้อและขายสินค้าออนไลน์ได้ทันที ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ทำให้บริษัทร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในการออกแคมเปญช่วยผู้ขายที่เคยค้าขายกับช้อปปี้อยู่ ผ่านการช่วยลดต้นทุนที่ช้อปปี้ช่วยเหลือได้ รวมถึงสนับสนุนผู้ขายที่ไม่เคยขายของกับช้อปปี้ ให้สามารถขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มช้อปปี้ได้อย่างสะดวกมากที่สุด ในส่วนของผู้ซื้อก็จะดึงดูดให้เข้ามาซื้อสินค้ามากขึ้น ผ่านโปรโมชั่นกระตุ้นต่างๆ
ในอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลจะกลายมาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย หากระบบมีความพร้อม และบุคคลมีความพร้อม เชื่อว่าเราจะสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด และก้าวผ่านประเทศกำลังพัฒนา เข้าสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างแน่นอน

