นักกิจกรรม ลั่นการชุมนุมเกิดจากการถูกกดขี่ ชี้มาสู้แบบสันติ ไม่มีอาวุธ ไม่มีอำนาจ
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ได้ลานพระบรมรูปสองรัชกาล แขวงพญาไท จังหวัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มคณะจุฬาฯ, นักเรียนเลว, เกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ, เกี๊ยวอุดมเงยหน้าท้าเผด็จการ จัดกิจกรรมผูกโบว์ขาวกับชาวประชา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.34 น. น.ส.ชุมาพร แต่งเกลี้ยง หรือวาดดาว นักกิจกรรมเพื่อความหลากหลายทางเพศและสมรมเท่าเทียม ผู้ร่วมจัดตั้งพรรคสามัญชน แนวร่วมม็อบปลดแอก ขึ้นปราศรัยและกล่าวว่า รู้ว่าตอนนี้ใจของทุกคนอยู่ที่ราชประสงค์ และการชุมนุมปี 2553 การชุมนุมเกิดจากการที่พวกเขาถูกกดขี่ ซึ่งพวกเขาไม่ได้มีอาวุธ ไม่มีอำนาจ ไม่ได้มีเงินทอง พวกเขาจึงต้องออกมาเรียกร้องต่อการถูกกดขี่อย่างสันติ การนั่งเงียบไม่พูดอะไรเลย ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่รัฐบอกให้เดินไปทางทิศทางไหนแล้วเราต้องเดินตาม ไม่ได้หมายความว่าเราสยบยอม ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรอให้แกนนำสักคนไปต่อรอง
“พวกเราเคยตั้งคำถามไหม ทำไมนักเรียนต้องออกมาชุมนุม นิสิตนักศึกษาที่ควรจะมีชีวิตที่ดีในประเทศนี้ และกำลังจะได้เงินเดือนหลักหมื่นหลักแสนต้องออกมาชุมนุม นี่คือกลิ่นอายของการถูกกดขี่ การชุมนุมในวันนั้น การถูกกดขี่ของพวกเราถูกเพิกเฉย กลิ่นอายของการถูกกดขี่มันรุกคืบเข้ามาหานักเรียนนักศึกษาที่มองไม่เห็นอนาคต ทำให้ความรู้สึกไม่สยบยอมจะปลุกวิญญาณของการต่อสู้ขึ้นมา” น.ส.ชุมาพรกล่าว
น.ส.ชุมาพรกล่าวต่ออีกว่า เชื่อว่าหลายคนในที่นี่เปิดทวิตเตอร์ดูแฮชแท็กว่ารัฐใช้อำนาจอะไรบ้างในการคุกคามประชาชน และเชื่อว่าคนที่อยู่ที่นี้ในอนาคตจะเป็นคนที่เข้าไปเป็นแกนนำ เข้าไปเป็นการ์ด เข้าไปเป็นคนปราศรัย เราต้องฝึกซ้อมเช็กความรู้สึก เพื่อทำให้รู้ว่าเราอยู่ตรงจุดไหนของสันติวิธี ทําไมความรู้สึกถึงสำคัญกับการเข้าหาจุดร่วมของสันติวิธี เพราะความรู้สึกที่เรารู้สึกนั้นอาจจะทำให้เราวางแผนได้ว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างเมื่อวานหลังจากการพูดคุยในวงผู้หญิงปลดแอกประมาณ 10 กว่าคนเราพบว่าหลายคนรู้สึกต้องการกลับบ้าน ทันทีที่เพื่อนต้องการกลับบ้าน เราต้องบอกว่ากลับบ้านอย่างปลอดภัย อย่ารู้สึกผิดว่าคุณกำลังกลับบ้านแล้วทิ้งเพื่อนไว้ ทันทีที่เรารู้สึกกลัวและฝืนความรู้สึกตัวแล้วนั่งอยู่ที่นั้น เราจะปกป้องตัวเองไม่ได้ และยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่บอกว่าโกรธ ไม่พอใจ จะอยู่ต่อสู้ที่นี่ เราก็อนุญาตให้เขาได้เดินต่อ เหมือนกับวันนี้ที่มีคนนั่งอยู่แล้วก็ดูทวิตเตอร์แล้วรู้สึกว่าไม่ไหว และอยากจะไปร่วมการชุมนุม อย่ารู้สึกว่าการทิ้งที่นี่เป็นสิ่งที่ล้มเหลวให้เดินออกไปอย่างห้าวหาญ และเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าไม่ไหวก็ให้กลับมาในพื้นที่ปลอดภัย นี่คือหัวใจสำคัญของสันติวิธี ซึ่งสันติวิธีไม่ได้หมายความว่าเราจะยอมรับ แต่สันติวิธีคือการรุกคืบเพื่อให้อำนาจของการไม่สยบยอมของผู้ที่ถูกกดขี่ได้เติบโตขึ้น
น.ส.ชุมาพรกล่าวว่า “เมื่อวานตอนประมาณตี 4 กลุ่มเพื่อนผู้หญิงปลดแอกที่อยู่ตรงนั้นเช็กข่าวทวิตเตอร์และพบว่ามีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ประสบการณ์ที่เรารู้ว่าความรุนแรงและความร้ายกาจของคนที่บ้าอำนาจ โดยที่ไม่เคยมองว่าคนตัวเล็กตัวน้อยเป็นยังไง คนที่เคยกราดยิงคนบนท้องถนน แล้วก็ชวนคนอีกกลุ่มนึงมาล้างถนนเป็นยังไง ลุกขึ้นมาถามว่า ใครเป็นคนแก่บ้างคะ ใครเดินไม่ไหวบ้างคะให้มารวมกันที่โชว์รูม พี่น้องที่ร่วมชุมนุมที่เป็นผู้สูงอายุมารวมกลุ่ม เราเช็กสภาพและก็นำพี่น้องกลุ่มนั้นเดินออกทางด้าน แล้วกลับไปร่วมกับพี่น้องที่อยู่ในกลุ่มแล้วก็อยู่เพื่อที่จะสกัดกั้นการรุกคืบของตำรวจ ซึ่งถ้าหากว่าใครเคยเผชิญหน้ากับตำรวจจะเห็นได้ว่าตำรวจจะอยู่ภายใต้การควบคุมของหัวหน้าแค่ 2-3 คน นี่คือการใช้อำนาจของผู้ที่มีอำนาจ ซึ่งเขาได้สลัดทิ้งความเป็นมนุษย์ เขาจะทำอย่างนี้ซ้ำๆ ต้องระวังตัวให้ดี เพราะทันทีที่เขาทำอย่างนี้ซ้ำๆ หมายความว่าเขากำลังรุกคืบเข้ามา ซึ่งเมื่อวานเราจะได้ยินเสียง ห้าก้าว ห้าก้าว ห้าก้าวและวิ่ง ทันทีผู้ที่มาชุมนุมจะถอยกลับไป ซึ่งบอกได้ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นซ้ำในประเทศไทยอีก
“สิ่งเดียวที่เราควรทำคือการส่งต่อความไม่สยบยอมแบบสันติวิธี อย่าส่งต่อความสันติวิธีเพื่อต่อสู้กับอำนาจรัฐเพียงเพราะเราหวั่นกลัว แต่ให้ส่งต่อการยืนขึ้น การส่งเสียง เพราะประสบการณ์จากทั่วโลกสำหรับการต่อสู้ของผู้ที่ถูกกดขี่ เสียงของประชาชนจะชนะในที่สุด เพราะประสบการณ์จากทั่วโลกสำหรับการต่อสู้ของผู้ที่ถูกกดขี่ เสียงของประชาชนจะพลิกฟ้า คับแผ่นดิน แน่นอนว่าทุกคนต้องปกป้องเพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด เพราะการเคลื่อนไหวแบบสันติวิธี ไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงเพื่อกับกระบอกปืนของผู้มีอำนาจ” น.ส.ชุมาพรกล่าว

