วัดอุณหภูมิการเมือง สลายม็อบ-ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

16.10.20 | 10:05 น.

สุขุม นวลสกุล
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

เชื่อว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคณะราษฎร 2563 ยังไม่จบง่ายๆ เพราะเดิมแจ้งว่าจะปักหลักพักค้างที่ทำเนียบรัฐบาล 3 วัน ก็หมายความว่าจะต้องมีตอนต่อไป แม้ว่าจะย้ายการชุมนุมไปที่ราชประสงค์ แต่จะไม่จบ

ส่วนปัจจัยที่จะทำให้มีมวลชนหนาแน่นหรือไม่ ก็ต้องดูท่าทีของรัฐบาลว่าจะมองความเคลื่อนไหวของบุคคลกลุ่มนี้เป็นศัตรู มีการใช้อำนาจรัฐคุกคามมากขึ้นหรือไม่ การไม่อนุญาตให้ประกันตัว เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดภาพเปรียบเทียบในการใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุมกลุ่มอื่นในอดีตที่มีส่วนทำให้มีการสืบทอดอำนาจ และไม่แน่ว่าหากถ้ามีการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขตก็จะทำให้ประวัติศาสตร์สมัยตุลาคม 2516 อาจฟื้นขึ้นมาได้ เพราะมวลชนยุคนั้นก็มีการเรียกร้องให้มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแล้วถูกจับกุม

ถ้าประเมินสถานการณ์แล้ว โอกาสจะเกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมคงมีไม่มาก เพราะขณะที่มีการชุมนุมของคณะราษฎร ก็ยังมีอีกกลุ่มที่ออกมาต่อต้านการเคลื่อนไหวซึ่งคนส่วนใหญ่รับรู้กันดีว่ามีที่มาอย่างไร นอกจากนั้นจุดเปลี่ยนของคณะราษฎรอาจจะเกิดจากประเด็นข้อเรียกร้องบางเรื่องที่กว้างขวางมากขึ้น ทำให้ผู้คนรับรู้มากขึ้นแต่ไม่กล้าแสดงออก ท่ามกลางเสียงเตือนว่าบางประเด็นอยู่ในภาวะความเสี่ยง แต่บุคคลกลุ่มนี้เห็นว่าน่าจะทำให้มีการระดมมวลชนเข้ามาเพิ่มได้

Advertisement

เพราะฉะนั้นจึงเข้าทางในการสร้างมวลชนที่เห็นต่างมาชนกันเอง สังเกตได้จากการนำคนทำงานมาสวมเสื้อเหลืองเพื่อทำให้เห็นว่ายังมีคนอีกกลุ่มออกมาต่อต้าน จุดนี้คณะราษฎรควรฉายภาพให้ชัดเจนว่ายังมีการจัดตั้งมวลชนจากฝ่ายรัฐ เพราะจะเห็นได้ว่าแกนนำมวลชนที่เคยเป็นฐานให้มีการยึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม 2557 ออกมาพร้อมกันหมด เหมือนเปิดตัวให้เห็นว่าแม้รัฐบาลสืบทอดอำนาจชุดนี้จะมีจุดอ่อนอย่างไร แกนนำเหล่านั้นจะปักหลักเพื่ออยู่เคียงข้างต่อไป

สำหรับการยึดอำนาจส่วนตัวเชื่อว่าเกิดขึ้นยาก แม้ว่าจะมีความพยายามสร้างภาพให้มวลชนของคณะราษฎรเกี่ยวข้องกับประเด็นใน
บางเรื่องที่ละเอียดอ่อน ทำให้คนส่วนใหญ่อาจจะไม่เข้าใจว่าคณะราษฎรควรจะมีเป้าหมายจะล้มรัฐบาลหรือไม่

ดังนั้นจึงมีการเบี่ยงเบนให้คู่ชกของคณะราษฎรกลายเป็นเรื่องอื่น และส่วนตัวไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่มีการเรียกแกนนำมวลชนเก่าๆ ที่เคย
ปูทางในการยึดอำนาจจะออกมาเพื่อจุดประสงค์อื่นมากกว่าการ
ปกป้องรัฐบาลหรือไม่ เพราะไม่กล้าอยู่ยาว กลัวว่าจะมีภาพของการปกป้องรัฐบาล ซึ่งทำให้หากองเชียร์ได้ยาก

การประกาศจะชุมนุมที่ราชประสงค์ก็ทำได้ แต่จะไม่คับคั่งเหมือนการชุมนุมในจุดเดิมทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหรือสนามหลวง ขณะที่แกนนำที่ถูกจับกุมถือว่าไม่เกินความคาดหมาย บางฝ่ายไม่คิดว่ารัฐบาลจะทำ หรือก่อนหน้านี้อาจจะเห็นนักศึกษาคงมีประสบการณ์น้อยเกินไปในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

แต่เมื่อเห็นว่ามีศักยภาพจึงตัดสินใจเข้าจับกุม และการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของคณะราษฎรที่รวมมวลชนจากหลายกลุ่มวันนี้ไม่ถือว่าเสียของ หลังจากมีการยกระดับการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ถือว่าขณะนี้เป็นอันดับหนึ่งของพลังมวลชนทางการเมือง

ขณะที่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล ประชาชนอาจจะมองว่าแค่ประกาศในสถานการณ์โรคระบาดก็เพียงพอแล้ว แต่ล่าสุดยังมาประกาศซ้ำ เหมือนวางไพ่สุดท้าย แล้วถ้าหากกลุ่มมวลชนยังไม่หยุดเคลื่อนไหวอีก รัฐบาลก็หมดไพ่ไปแล้ว

ดังนั้นหลังจากนี้หากรัฐบาลจะอยู่ไปอีกระยะ ก็ควรปรับท่าที ต้องฟังเสียงเรียกร้องให้มากขึ้น ควรมีปฏิกิริยาบางอย่างสนองตอบเพื่อให้มีทางเลือก และเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระแรกคงผ่านไปได้ แล้วไปว่ากันใหม่ในการเปิดสภาในเดือนพฤศจิกายน

ขณะที่รัฐบาลนี้ล้มได้ยากทั้งในแง่กฎหมายและข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เพราะถ้ายึดหลักไม่สนใจอะไรก็ยังอยู่ได้

แต่การจุดกระแสความขัดแย้งในใจคนก็จะเป็นอุปสรรคในการทำงาน แล้วอาจมีปัญหากับพรรคการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ท่าทีของทุกพรรคก็ต้องเป็นตัวของตัวเองให้มากขึ้นเพื่อเสนอตัวเป็นทางเลือก ดีกว่าไปเดินตามทางที่รัฐบาลกำหนดให้เดิน

ในระยะยาวมองว่าแกนนำที่ถูกจับกุม โอกาสที่จะกลับมาเคลื่อนไหวอีก หากได้รับการปล่อยตัว หากรัฐบาลไม่ปล่อยก็จะถูกเรียกร้องให้ปล่อยจากสังคมภายนอก และหากมีการเคลื่อนไหวอีกรัฐบาลก็จะใช้จังหวะฉกฉวยในการใช้กฎหมายและเบี่ยงประเด็นเหมือนที่ผ่านมา โดยหลีกเลี่ยงความรุนแรง เพราะกลัวปัญหาจากอารมณ์วูบเดียวของกระแสสังคม

ชำนาญ จันทร์เรือง
นักวิชาการด้านกฎหมายและการกระจายอำนาจให้ อปท.

การเข้าสลายการชุมนุมยิ่งทำให้ประชาชนที่มีแนวความคิดกลางๆ เพิ่มความโกรธแค้น ขณะที่ผู้ที่ถูกจับกุมทั้งหมดไม่ใช่แกนนำสุดโต่ง แต่เป็นเพียงแกนนำในแนวราบ และก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าสลาย แกนนำทั้งหมดก็รู้ตัวล่วงหน้า โดยมีการประกาศว่าจะยุติการชุมนุมแล้วนัดชุมนุมอีกครั้งที่แยกราชประสงค์

แต่ต้องยอมรับว่าการใช้ยุทธศาสตร์ทั้งฝ่ายผู้มีอำนาจและผู้ชุมนุม น่าจะศึกษาจากตำราเล่มเดียวกัน เพื่อรอให้มีจังหวะที่เหมาะสมกับสถานการณ์

โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐรอให้มีปัญหาจากความก้าวร้าว รุนแรง มีกิริยาไม่เหมาะสม หรือมีความวุ่นวาย ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมหากมีการใช้ความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐก็ถือว่าเข้าล็อกเพื่อใช้ในการเรียกมวลชนมาสนับสนุน

ทั้งที่ปัญหาเริ่มจากวันที่มีการจับกุม ไผ่ ดาวดิน เพราะเดิมประเมินไว้ว่ามวลชนที่จะเข้าร่วมชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 จะไม่มีจำนวนมากพอ แต่เมื่อมีการจับกุม ไผ่ ดาวดิน หรือคนอื่น ต้องยอมรับว่าคนเหล่านี้มีแฟนคลับที่ติดตามในโลกไซเบอร์จำนวนมาก

แต่ส่วนตัวมองว่าเจ้าหน้าที่รัฐรีบร้อนเกินไป เนื่องจากเดิมหาความชอบธรรมในการเข้าสลายไม่ได้ เพราะเป็นช่วงเวลากลางคืนและมีการประกาศเพื่อสลายการชุมนุมล่วงหน้าแล้ว ขณะที่การยึดทำเนียบ เป็นการกระทำในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

แต่เป้าหมายอยู่ที่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นไข่แดงจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจใน กทม. และเชื่อว่าการสลายการชุมนุมหากมีมวลชนจำนวนมาก คงไม่สามารถทำได้เหมือนการปราบเสื้อแดงในปี 2553

การเริ่มต้นชุมนุมอีกครั้งที่ราชประสงค์อาจจะจัดชุมนุมแบบดาวกระจาย คงไม่มีการนั่งบนพื้นถนนเหมือนในอดีต และการชุมนุมแบบใหม่จะใช้โมเดลการชุมนุมจากต่างประเทศมีการรวมตัวเป็นครั้งคราว เพื่อทำกิจกรรมบางอย่างบีบให้ผู้มีอำนาจทนไม่ไหว

สำหรับการจับกุมบุคคลที่มีหน้าที่ปราศรัยหลักก็ไม่เป็นปัญหา เนื่องจากจะมีคนใหม่เข้ามาทดแทนได้ รวมทั้งปัญหาจากกรณีการจับแกนนำก่อนชุมนุมวันที่ 14 ตุลาคม และไม่ได้ประกันตัวทั้งที่เป็นข้อหาธรรมดา ก็ถือว่าเป็นการเติมเชื้อไฟ

สำหรับภาพการชุมนุมที่ปรากฏไปทั่วโลก จะทำให้รัฐบาลมีผลกระทบกับเสถียรภาพพอสมควร และเดิมมีปัญหาขาดการยอมรับมานานแล้วก่อนหน้านี้

โดยเฉพาะสหภาพยุโรป หรืออียู พยายามจะทบทวนในการกลับมาเจรจาทางการค้าอีกครั้ง หลังมีการเลือกตั้ง ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเมินว่าจะมีการแก้ไขได้ยากกว่าเดิม จากผลของการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินใน กทม. ซึ่งจะคล้ายกับการทำรัฐประหาร ที่ตลกก็คือมีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินซ้ำซ้อนกับของเดิมที่ใช้กับสถานการณ์โควิด-19 กฎหมายฉบับเดียวใช้ 2 ครั้งอาจนำไปสู่ปัญหาการร้องให้มีการวินิจฉัยตีความ

อย่าลืมว่าในอดีตศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวกับการชุมนุมเอาไว้ แต่ต้องยอมรับว่าการใช้กฎหมายอาจจะถูกมองว่ามี 2 มาตรฐานหรือไม่ เช่น กรณีที่ กปปส.ยึดทำเนียบแล้วไปขอคำสั่งศาลแพ่ง ศาลยังมีคำสั่งห้ามเจ้าหน้าที่รัฐในการเข้าสลาย

ต่างจากการจับกุมแกนนำคณะราษฎรหลังจากจับแล้วก็นำไปคุมขัง ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบันไปไกลแล้วการสืบค้นข้อมูลในอดีตทำได้ง่ายและทั่วโลกก็คงจะเห็นแล้วว่าสถานการณ์อะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย ด้วยบรรทัดฐานในการปฏิบัติอย่างไร

วันนี้ประชาชนในประเทศไม่มีความปรองดอง สมานฉันท์เหมือนที่ คสช.เคยประกาศแนวทางปฏิบัติไว้หลังทำรัฐประหาร และยิ่งแตกร้าวมากยิ่งขึ้นจากการทำทุกอย่างเพียงเพื่อวางเป้าหมายในการสืบทอดอำนาจ นอกจากนั้นไม่มีการปฏิรูปการเมือง ไม่ปราบทุจริต เห็นชัดๆ ว่าสิ่งที่ คสช.เคยประกาศแนวทางไว้มีปัญหาหนักกว่าเดิมและเชื่อว่ารัฐบาลนี้คงอยู่ได้อีกระยะ ส่วนตัววิเคราะห์ว่าหากการสลายการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลถ้าทำแล้วไม่สำเร็จมีการต่อสู้ขัดขืน ก็มีการเตรียมพร้อมเพื่อเข้ายึดอำนาจ แกนนำที่ทราบล่วงหน้าจึงประกาศสลายการชุมนุมก่อน แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็แกล้งทำเนียนเข้าไปสลาย

ไม่ได้มองว่าการชุมนุมครั้งนี้จะมีจุดเปลี่ยนอย่างรวดเร็วตามที่บางฝ่ายตั้งข้อสังเกต หลังจับแกนนำ แต่อาจจะจบแบบเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 เพราะมีการจับกลุ่มบุคคล การสลายการชุมนุม การเข้าตรวจค้น การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีการออกข่าวว่ามีบุคคลอยู่เบื้องหลัง มีการสร้างสถานการณ์บางอย่างมีเป้าหมายสร้างความเกลียดชัง มีฝ่ายสนับสนุนอำนาจรัฐกับฝ่ายที่ต่อต้าน แต่เชื่อว่าสถานการณ์ครั้งนี้จะไม่จบเร็วเหมือน 14 ตุลาคม 2516

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระ ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง

สําหรับสถานการณ์ม็อบคณะราษฎร ที่ออกมาชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 โดยตำรวจได้สลายการชุมนุมเมื่อเช้าของวันที่ 15 ตุลาคม และช่วงเย็นคณะราษฎรจะนัดชุมนุมกันอีกครั้งที่แยกราชประสงค์นั้น เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงเท่าวันที่ 14 ตุลาคม เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้
ลงนามในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร

จากการประกาศดังกล่าวอาจส่งผลให้ม็อบขยายวงกว้างขึ้น แต่อาจเป็นไปด้วยความลำบากเพราะมีประกาศนี้ค้ำการกระทำเหล่านั้นอยู่ รวมทั้งมองว่าม็อบยังมีเอกภาพที่ไม่ตรงกันหลายเรื่อง อาทิ ส่วนหนึ่งต้องการให้นายกฯลาออกจากตำแหน่งเท่านั้น แต่อีกส่วนต้องการท้าทายสถาบัน เป็นต้น จากปัจจัยเหล่านี้จึงส่งผลให้ม็อบอ่อนแรงลง

อีกทั้งม็อบไม่มีแกนนำหลักเพราะถูกจับดำเนินคดีไปก็เกือบทั้งหมด เพราะฉะนั้น การที่ม็อบจะแสดงพลังให้เท่ากับเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม จึงยังไม่ใช่เรื่องง่าย

มองว่าม็อบจะแข็งแรงขึ้นก็ต่อเมื่อรัฐบาลดำเนินการผิดพลาด แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมากดูจากการเตรียมการเรื่องกำลังพลจากหน่วยต่างๆ

ส่วนข้อกังวลที่ว่าการชุมนุมในครั้งนี้จะส่งผลถึงท่าทีของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในการโหวตสนับสนุนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง แม้ว่าตอนนี้ในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จะมีความพร้อมแล้ว

แต่ ส.ว.อาจต้องไตร่ตรองอีกครั้ง เนื่องจากการที่รัฐบาลปล่อยให้ม็อบขยายตัว หรือยืดเยื้อรุนแรง จะส่งผลให้การศึกษาการแก้ไขร่างรัฐรรมนูญยืดเยื้อออกไปอีก จากที่กำหนดให้ศึกษา 30 วัน หรือตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา

แม้ม็อบไม่สามารถขยายความเข้มแข็งได้ แต่รัฐบาลควรรับฟังข้อเสนอของคณะราษฎร อาทิ การแก้ไขเรื่องบัตรเลือกตั้งใบเดียว การแก้ไขอำนาจวุฒิสภา และการแก้ไขรัฐธรรมมูญบางมาตราที่เหมาะสม เป็นต้น

อีกเรื่องที่รัฐบาลควรแก้ไขคือในเรื่องของการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ลงไปในรัฐธรรมนูญ มองว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ควรให้สิทธิในการตัดสินใจกับทีมรัฐบาลใหม่ๆ ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลควรคำนึงถึงปัญหา และแก้ปัญหาเพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ในปัจจุบัน

ส่วนเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจตอนนี้ ยังถือว่าไม่มีผลกระทบมากนัก แต่ที่ได้รับผลกระทบหนัก คือ ตลาดการเงิน โดยเฉพาะการซื้อขายพันธบัตร ที่ตอนนี้ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง นอกเหนือจากนั้น ยังเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นหลัก

และยืนยันว่าม็อบในครั้งนี้ไม่กระทบต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่ง และช้อปดีมีคืน เป็นต้น