คณะราษฎร 2563 ได้จัดการชุมนุม 14 ตุลาฯ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เรียกร้องประชาธิปไตย โดยมีผู้เข้าร่วมล้นถนนราชดำเนิน อย่างไรก็ตาม ต่อมา รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีเนื้อหาระบุบางตอนว่า เกิดการชุมนุมในที่สาธารณะโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย และความไม่สงบเรียบร้อยของประชาชน มิใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขกรณีดังกล่าวให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2563 เวลา 04.00 น. จากนั้น กำลังตำรวจได้เข้ากดดัน สลายการชุมนุมของผู้ชุมนุมคณะราษฎร 2563 ที่หน้าทำเนียบ และยึดพื้นที่กลับคืนมาได้สำเร็จ
ข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 สรุปได้ว่า ห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ต้้งแต่ 5 คนขึ้นไป ห้ามเสนอข่าว หรือสื่ออื่นใด รวมตลอดทั้งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีข้อความอันอาจทําให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ห้ามเดินทางไปชุมนุม ตามที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบประกาศกำหนด อาทิ บริเวณรอบทำเนียบ ห้ามเข้าไป หรืออยู่ในอาคาร หรือสถานที่ห้าม ตามที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบประกาศกำหนด ประกาศครั้งนี้ไม่ใช่การประกาศเคอร์ฟิว ประชาชนทั่วไปยังสามารถเดินทางไปทำงานได้ตามปกติ
พรรคฝ่ายค้านได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ ให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะการชุมนุม 14 ตุลาฯ ที่เกิดขึ้น เป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้ปล่อยตัวนิสิต นักศึกษา และขอให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญทันที ขณะที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีข้อกำหนดและข้อจำกัดต่างๆ จะส่งผลซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการเมืองและกติกาการเมืองที่ไม่เป็นมาตรฐาน รัฐบาลควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ จะเป็นผลดีกว่าแก้ปลายเหตุ ซึ่งนอกจากจัดการปัญหาไม่ได้แล้ว ยังจะยิ่งบานปลายออกไปอีก

