กอร.ฉ.รอประเมินเซอร์ไพรส์ม็อบ ลั่นพร้อมรับมือชุดเคลื่อนที่เร็ว ใช้กำลัง 1.8 พันนาย รักษาความสงบเรียบร้อย

20.10.20 | 13:08 น.

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 20 ตุลาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) โดย พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. และนายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอีเอส ร่วมกันแถลงสรุปภาพรวมสถานการณ์การชุมนุมและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวถึงการดูแลการชุมนุมในภาพรวมเมื่อวานนี้ (19 ตุลาคม) มีการเตรียมกำลังตำรวจเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม ผลการปฏิบัติไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด การควบคุมสถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนการนัดรวมตัวการชุมนุมในวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ใด อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมความพร้อมในด้านการอำนวยความสะดวกการจราจรและการดูแลความสงบเรียบร้อยไว้พร้อมแล้ว ส่วนสถานการณ์การชุมนุมในรอบ 24 ชั่วโมง มี 6 จุด คือ 1.แยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) 2.หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 3.มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) 4.บริเวณถนนตัดใหม่สาธุประดิษฐ์ 5.หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 2 6.สภ.เมืองนนทบุรี โดยได้เลิกชุมนุมก่อนเวลา 20.00 น.

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวต่อว่า ส่วนการดำเนินการทางกฎหมายมีการจับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 2 ราย ได้แก่ 1.นายปฏิวัติ สาหร่ายแย้ม หรือหมอลำแบงค์ ถูกเจ้าหน้าที่ สภ.เมืองขอนแก่น จับกุมได้ที่บ้านพักใน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ในความผิดตามมาตรา 116 2.จับกุมนายขวัญ จีนา ตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2563 ซึ่งกระทำผิดทุบทำลายป้อมกดสัญญาณไฟจราจรแยกบางนา ดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคแรก รายที่ 3 จับกุมนายประวิทย์ สมรัตน์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ปรากฏตามสื่อโซเชียลต่างๆ ว่าเป็นตำรวจปลอมตัวเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม ขอเรียนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่ใช่ตำรวจ จึงได้ติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้เสียทรัพย์ และชุมนุมเกิน 10 คนขึ้นไป สำหรับการจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมช่วงที่ผ่านมา จำนวน 76 คน แบ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา 21 คน ความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 54 คน และขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน 1 คน

คดีจับกุมนายประวิทย์ สมรัตน์

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า วันนี้ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เตรียมกำลังไว้ 12 กองร้อย จำนวน 1,860 นาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ภายใต้การบังคับบัญชา พล.ต.ต.สหรัฐ ศักดิ์ศิลปะชัย รอง ผบช.น. โดยเน้นการปฏิบัติเป็นชุดเคลื่อนที่เร็วในการเข้ารักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณที่มีการชุมนุมและป้องกันมือที่สามก่อความไม่สงบเรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มที่พบว่ามีความผิดนั้นมีการกระทำผิดลักษณะอย่างไร นายภุชงค์กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นความผิด พ.ร.บ.คอมพ์ โดยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบในภาพกว้าง ส่วนความผิดเรื่องของการยุยงปลุกปั่น ทำให้โครงสร้างพื้นฐานได้รับผลกระทบ ซึ่งผู้ที่กระทำความผิดทั้ง 58 รายนั้นได้ประสานไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตให้ระงับไปแล้ว และบางรายมีคำสั่งศาลแล้ว ส่วนบางรายก็ได้ใช้อำนาจคำสั่งของหัวหน้า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

Advertisement

เมื่อถามว่า ผู้ชุมนุมขีดเส้นตายให้ประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ภายในเวลา 18.00 น. ทางศูนย์ กอร.ฉ.จะดำเนินการอย่างไร พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยหลังจากนี้จะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมแล้ว ส่วนกรณีที่ผู้ชุมนุมประกาศเซอร์ไพรส์เจ้าหน้าที่เชื่อว่าจะเป็นการแยกย้ายชุมนุมตามจุดต่างๆ โดยทางเจ้าหน้าที่ได้เตรียมความพร้อมโดยการจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว

เมื่อถามอีกว่า เจ้าหน้าที่คิดว่าผู้ชุมนุมจะยกระดับการชุมนุมหรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า จากการประเมินเชื่อว่าผู้ชุมนุมขณะนี้สามารถยกระดับได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ส่วนการดาวกระจายจะเป็นการเคลื่อนตัวไปตามสถานีรถไฟฟ้าต่างๆ เท่านั้น เชื่อว่าชุดเคลื่อนที่เร็วจะสามารถเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยในส่วนนี้ได้ ส่วนกรณีที่แกนนำหลายคนได้รับการปล่อยตัวแล้วนั้น มีเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวโดยเฉพาะบางคนมีเงื่อนไขห้ามเข้าพื้นที่การชุมนุม ซึ่งขณะนี้ส่วนใหญ่มีหมายจับที่กำลังดำเนินการอยู่หลายสิบหมาย โดยทางเจ้าหน้าที่ขอย้ำเตือนไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมว่าการกระทำในทุกกรณีที่เข้าข่ายผิดมีเจ้าหน้าที่คอยรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายทุกราย

ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์กล่าวว่า กระทรวงดีอีเอสได้ตรวจสอบพบบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการยุยงทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ได้ส่งเรื่องมาให้ กอร.ฉ.ดำเนินรวมแล้ว 58 เรื่อง ส่วนกรณีการบิดเบือนข้อมูลในลักษณะข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ ได้มีการปลุกระดมโดยผู้ไม่หวังดี โดยใช้บัญชีปิดบังตัวตนผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ชักชวนให้กลุ่มผู้ชุมนุมใช้วิธีการปล้นสะดมในระหว่างสถานการณ์ที่มีความไม่สงบ โดยในทวิตเตอร์มีการแชตอ้างการกระทำลักษณะดังกล่าวในสถานการณ์การชุมนุมระหว่างประเทศ ซึ่งมีการชักชวนให้ทำลายทรัพย์สินของทางราชการและทรัพย์สินของประชาชนทั่วไปในพื้นที่บริเวณการชุมนุม เพื่อยกระดับการชุมนุม ในเรื่องนี้ทาง กอร.ฉ.มีความเป็นห่วงและขอแจ้งเตือนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมอย่าตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีที่พยายามยุยง ปลุกปั่นให้กระทำการดังกล่าว เพราะนอกจากจะเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ยังผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเข้าข่ายฐานลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือทำให้เสียทรัพย์แล้วแต่กรณี ส่วนผู้ที่ไม่หวังดีที่ทำการยุยง ปลุกปั่นในโลกออนไลน์จะต้องถูกดำเนินคดีทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และเป็นการฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย

จากการตรวจสอบกลุ่มผู้ชุมนุมหลายๆ คนได้รับข้อมูลลักษณะการเชิญชวนในทวิตเตอร์ แต่มีอีกหลายคนที่มีความเป็นห่วงเป็นใยได้มีการสื่อสารถึงกันและกัน พร้อมเตือนกันว่าอย่าตกเป็นเครื่องมือ ทาง กอร.ฉ.ต้องขอขอบคุณที่มีสติในการช่วยเตือนกันเป็นการป้องกันระวังภัยสำหรับบุคคลที่ 3 หรือบุคคลที่ไม่หวังดีมาแทรกแซงด้วยเจตนาร้าย