หน้าแรก การเมือง ประชาธิปไตยให...

ประชาธิปไตยใหม่ รวมตัวจับตาประชามติ ลุ้นผลคะเเนนหลังปิดหีบ

7.08.16 | 16:18 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับบรรยากาศการออกเสียงประชามติบริเวณเขตพระนครในช่วงบ่ายพบว่าประชาชนออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าช่วงเวลาเช้าและเที่ยง อีกทั้งในบริเวณดังกล่าวมีสภาพอากาศท้องฟ้ามืดครึ้ม และฝนตกลงมาเป็นระยะ

โดย สิบตรี เมธี สิงห์พา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ปฏิบัติหน้าที่ดูแลและอำนวยความสะดวกบริเวณ หน่วยออกเสียงที่ 8 แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร บริเวณอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย กล่าวว่า สำหรับการออกเสียงประชามติในวนันี้นั้นส่วนมากประชาชนได้เดินทางมาใช้สิทธิในช่วงเช้าและเที่ยงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเพียงแค่ช่วงเวลาเที่ยงประชาชนก็มาใช้สิทธิเกินกว่าครึ่งหนึ่งของของหน่วยนี้แล้ว

“ส่วนเรื่องสภาพอากาศนั้นทางหน่วยและเจ้าหน้าที่ได้มีการเตรียมอุปกรณ์ที่เอาไว้กันฝนบริเวณรอบหน่วยจึงไม่เกิดปัญหาใดๆ และพร้อมที่จะให้บริการแก่ประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และแม้ว่าเขตพระนครมีเขตเลือกตั้งมากถึง 40 หน่วย แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนก็พร้อมที่จะทำหน้าที่บริการแก่ประชาชนที่มาใช้สิทธิ” สิบตรีเมธี กล่าว

13879213_1762044644008369_5146494417422371087_n

ต่อมาเวลา 15.30 น. ที่หอประชุมประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรมศาสตร ท่าพระจันทร์ ได้มีการจัดกิจกรรม “จับตาประชามติ” โดยกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ที่ได้มีการนัดหมายประชาชนผ่านทางเฟซบุ๊คให้มาร่วมกันรอผลคะแนนประชามติ

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าประชาชนจำนวนมากได้ทยอยเดินทางมาร่วมกิจกรรมหลังจากที่ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงประชามติท่ามกลางฝนที่ตกโปรยปรายอย่างต่อเนื่อง ส่วนกิจกรรมภายในงานได้มีการแจกจุลสารก้าวข้าม และเอกสารข้อดีข้อเสียรัฐธรรมนูญ ที่จัดทำโดยกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ พร้อมด้วยการขายเสื้อข้อความ “รัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชน” และ “คน=คน” นอกจากนี้มีการถ่ายทอดสดรายการโทรทัศน์ที่มีการติดตามข่าวประชามติให้แก่ประชาชนได้ติดตามอีกด้วย

13882434_1762044730675027_1201111679647678993_n

13876707_1762044724008361_143925484542364307_n

ต่อมาเวลา 17.00 น. นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมาหวทิยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถามเปิดงานว่า วันนี้ส่วนตัวได้ไปใช้สิทธิในการออกเสียงประชามติ โดยเป็นครั้งที่สองที่ได้ออกไปใช้เสียงลงคะแนนประชามติ ครั้งแรกที่ไปออกเสียงนั้นตนเองได้ไปออกเสียงโหวตโนแต่ก็แพ้เพราะคำพูดที่ว่าโหวตไปก่อนแล้วค่อยแก้ ซึ่งเป็นคำพูดที่ไม่จริง แต่เป็นความพยายามที่ต้องการให้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยเสนาธิการอำมาตยาธิปไตยนั้นถูกบังคับใช้ แม้ว่าครั้งนั้นเราจะพ่ายแพ้ แต่เราก็ยอมรับกติกาที่เกิดขึ้น ทั้งที่เราไม่ได้เรียกร้องให้ทหารออกมาทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบ

“แต่การเลือกตั้งทั่วไปสองครั้งที่ผ่านมาภายใต้รัฐธรรมนูญของพวกเขาทั้งปี 2550 2554 ฝ่ายชนชั้นนำเสนาธิการอำมาตยาธิปไตยก็พ่ายแพ้ทั้งสองครั้ง และเหตุที่คณะรัฐประหารทั้งปี 2549 และ 2557 ให้มีการทำประชามติได้นั้นไม่ใช่เป็นเพราะเขาใจดี แต่เป็นเพราะมีการตื่นตัวทางประชาธฺปไตยเพิ่มมากขึ้น สังคมไทยโดยเฉพาะชนชั้นล่างได้เปลี่ยนไปแล้ว อีกทั้งกระแสของนานาอารยะประเทศเป็นสิ่งที่ฝืนไม่ได้”

ชาญวิทย์

นายชาญวิทย์ กล่าวอีกว่า แม้ว่าการทำประชามติในครั้งนี้จะมีการลิดรอนสิทธิ มีการจับกุมผู้คน แต่สิ่งที่เราเห็นคือการตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ทั้งที่สามารถใช้สิทธิและยังใช้สิทธิไม่ได้ แต่กลับแสดงความคิดเห็นที่ไปไกลกว่าคนอายุ 70-80 ที่พยายามให้คนเหล่านี้อยู่ในกรอบที่พวกเขาสร้างขึ้นมา

“ณ เวลานี้ วินาทีนี้เราไม่ทราบว่าผลประชามติจะเป็นเช่นไร แต่แน่นอนผมคิดว่าทุกอย่างของสังคมไทยมีพลวัต สังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว ผมอยากจะเชื่อว่าสยามประเทศของเราอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน ผมพูดซ้ำๆ บ่อยครั้งว่าอะไรที่เราไม่คิดจะเห็นเราก็จะได้เห็น อะไรที่เราเห็นอยู฿่ตลอดในชั่วชีวตินี้เราจะไม่เห็นอีกต่อไป” นายชาญวิทย์ กล่าว

13912915_1762051607341006_8030358690311337733_n

หลังจากนั้น นายปกรณ์ อารีกุล สมาชิกกลุ่มประชาธิปใหม่ได้ขึ้นมารายงานสถานการณ์การนับคะแนนการลงประชามติในพื้นที่ต่างๆ ท่ามกลางประชาชนที่ให้ความสนใจพร้อมส่งเสียงเชียร์หากมีพื้นที่ที่โหวตไม่รับร่างมีคะแนนสูงกว่า พร้อมด้วยการวิเคราะห์จาก นายประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มาหวทิยาลัย

โดยนายประภาส กล่าวว่า การทำโพลที่ผ่านมายังถือว่าไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงได้มากเท่าที่ควร จากการได้ลงพื้นที่คุยกับชาวบ้านจะเห็นว่าพวกเขาไม่กล้าที่จะพูดหรือขยับเพราะเกรงกลัวเจ้าหน้าทที่รัฐ การแสดงความคิดเห็นต่างๆ ก็อาจจะส่งผลแก่พวกเขา มันจึงทำให้ผลโพลที่ออกมาไม่ได้สะท้อนว่าผู้คนจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรอย่างแท้จริง

“ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือภาคใต้มีคนรับมากถึงแปดสิบแปดเปอร์เซ็นต์ แต่ครั้งนี้ถือว่าลดไปมาก ขณะที่กรุงเทพและปริมณฑลถือว่าสูสีกันมากกว่าครั้งที่ผ่านมา ดังนั้นส่วนตัวมองว่าการเมืองภายในพรรคประชาธิปปัตย์ถือว่ามีผลต่อการแสดงความคิดเห็นต่อคนกรุงเทพเช่นกัน” นายประภาสกล่าว

นายประภาส กล่าวอีกว่า การทำโพลส่วนมากมักจะทำแล้วเข้าถึงเฉพาะคนชั้นกลางซึ่งแนวคิดอนุรักษ์นิยมมากกว่าคนต่างจังหวัด ซึ่งส่วนมากต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ รวมไปถึงการควบคุมของรัฐที่เข้มข้นมากจึงทำให้ผลโพลส่วนมากจึงมีลักษณะคะแนนที่ออกมาว่าโหวตรับทิ้งห่างหรือทิ้งขาดคะแนนโหวตไม่รับ จึงไม่คิดว่าผลคะแนนแพ้ชนะจะออกมาทิ้งขาดมากเหมือนอย่างที่ผลโพลออกมา

นายประภาส กล่าวว่า สิ่งที่จะตามมาทั้งเรื่องของนายกคนนอกประชาชน ชีวิติของผู้คนในชนบทได้เปลี่ยนไปไปมาก อำนาจแบบนี้จะสร้างวิกฤตให้กับผู้คนในชนบทและอยู่ได้ไม่ยาวนานหากผ่านจริงเรากำลังจะกลับไปอยู่ในสภาพเดียวกับรัฐธรรมนุญ 2521อีกครั้ง และคงจะเกิดการเรียกร้องให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบอีก และการย้อนกลับไปสู่ระบอบแบบเก่าส่วนตัวเชื่อว่ามันไม่จีรังยั่งยืน

13903342_1762051610674339_1341351643463740264_n

ต่อมาเวลา 18.30 น. นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวทิยาลัยเกษตรศาสตร์ นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ นายวรวุฒิ บัตรมาตร ขึ้นแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ล่าสุด โดยมี นายวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายพิชิต กล่าวว่า จากสถานการณ์ล่าสุดในตอนนี้คิดว่าไม่เกินความคาดหมาย แต่ถึงอย่างไรการต่อสู้ยังคงไม่จบ 9 ปีที่แล้วที่ได้มีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 และเราก็แพ้ แต่สุดท้ายแล้วก็มีการฉีกทิ้งในที่สุด ดังนั้นสิหาคม2559 ก็คงไม่ต่างจากปี 2550 รัฐธรรมนูญย้อนยุคไดโนเสาร์จะอยู่ได้นานแค่ไหน ส่วนตัวหากร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านก็อยากเห็นให้มันอยู่นานๆ เพื่อคนที่ตัดสินใจรับจะได้เห็นผลที่เกิดขึ้นด้วยมือที่ตนเอง

“หากพ่ายแพ้ก็ขออย่าให้เสียใจเพราะนี่เป็นการพ่ายแพ้ครั้งหนึ่งในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาแล้ว เราเป็นประชาชนเรามีเวลามากและเราสามารถรอได้ แพ้หลายครั้งได้ แต่เวลาชนะเราขอชนะแค่ครั้งเดียว ต่างจากพวกเขาที่เวลาน้อยลง เขาชนะมาเรื่อยๆ แต่ถ้าแพ้ครั้งเดียวเขาหมดตัว วันนี้เราถือว่าเป็นพยานด้วยกัน และอยากจะให้สัญญาว่าเราจะอยู่ด้วยกันเพื่อดูตอนจบ” นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต กล่าวอีกว่า ภาควิชาการถือว่าทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว หันหลับไปดูแล้วก็ไม่เสียดายในสิ่งที่ทำ เหมือนอย่างที่อาจารย์วรเจตน์พูด เราสู้ในกติกาที่ไม่เป็นธรรม เราถูกมัดมือไว้ข้างหนึ่งแล้วต้องขึ้นชก แม้สุดท้ายเราจะแพ้ แต่เราก็แพ้ในกติกาที่ไม่เป็นธรรม แต่ไม่เป็นไรในวันข้างหน้าเมื่อหนังเรื่องนี้จบแล้วก็ขอให้อย่าลืมทักผมว่าในวันนี้เราก็มาอยู่เป็นพยานด้วยกัน

“ส่วนตัวมองว่าคนที่โหวตรับมีสองกลุ่มใหญ่ คือกลุ่มหนึ่งคือนิยมในระบอบที่เราเห็นอยู่ แต่คนที่โหวตก็อยากเลือกตั้งให้เร็ว แต่ถึงอย่างไรคนที่อยากเลือกตั้งเร็วก็ต้องรออีกนาน เพราะต้องร่างกฎหมายลูก และยังคงมีความไม่แน่นอนอีกว่าจะได้เลือกตั้งเร็วจริงหรือไม่ ซึ่งหากมีการเลือกนไปเรื่อยๆ เชื่อว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น และเชื่อว่าในอีกปีสองปีข้่างหน้าเขาจะเห็นผลว่าได่้ทำอะไรลงไปและรับผลนั้นต่อไป” นายพิชิตกล่าว

13907143_1762105327335634_897631550556327057_n

นายพิชิต กล่าวอีกว่า ความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในสังคมไทยยังคงไม่จบ คะแนนที่ออกมามันทำให้เราเห็นได้ชัด เพียงแต่รอเหตุการณ์ที่จุดประทุความขัดแย้ง รัฐธรรมนูญนี้จะสร้างความขัดแย้งอีกรอบจะเกิดรัฐบาลผสมหลายพรรค เหมือนยุคที่ พลอ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี มันจะวนไปอยู่อย่างนั้น เพียงแต่ความขัดแย้งในรอบนี้จะไม่เหมือนกับที่ผ่านมา เพราะยุคนั้นไม่มีมวลชนสองซีกออกมาเผชิญหน้ากัน ระบบรัฐสภาไม่อาจแก้ความขัดแย้งในห้องประชมุมได้ สส. ที่ถูกเลือกไปไม่มีอำนาจและแก้ปัญหานั้นไม่ได้ ความขัดแข้งนั้นก็จะลงไปสู่ท้องถนนอีก

“เชื่อว่าประชามติถ้าจะมีอีกคงจะเป็นครั้งสุดท้ายและครั้งเเดียว หลังจากนี้นักวิชาการยังคงจะต้องทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ทำหน้าที่ชีั้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้บกพร่องอย่างไร เราจะไม่หยุดที่จะพูด และเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับบนี้จะอายุไม่ยืนเหมือนอย่างปี 2550 และเราจะทำหน้าที่ตรงนี้เท่าที่เราทำได้ และไม่ว่าจะมีมวยให้ขึ้นชกกันอีกกี่ยก เราจะขึ้นชกต่อ” นายพิชิต กล่าว

ด้าน นายวรวุฒิ กล่าวว่า การลงคะแนนในครั้งเป็นการต่อสู้ของยุคสมัย วัยรุ่นหลายคนไม่เห็นชอบ ในขณะที่คนแก่หลายชอบเห็นชอบ แต่ผมเชื่อว่าในวันข้างหน้าคนหนุ่มสาวในยุคนี้จะเป็นกำลังให้ฝ่ายประชาธิปไตยเอาชนะได้ในอนาคต

“การต่อสู้ในครั้งนี้ฝ่ายที่แพ้ถูกชกใต้เข็มขัด ถูกชกใต้กติกา เราควรดีใจว่าอย่างน้อยที่สุดเราทำอย่างเต็มที่แล้ว และการต่อยมวยไม่ได้มีแค่ครั้งเดียวแต่มีหลายครั้ง และเมื่อถึงวันที่พวกเขาแพ้สิ่งที่เขามาทั้งหมดจะกลายเป็นศูนย์ และเมื่อนั้นถึงจะเป็นชัยชนะของประชาชน” นายวรวุฒิ กล่าว

นายวรวุฒิ กล่าวว่า ถ้าสังเกตว่าจังหวัดที่ไม่รับร่างจะเป็นจังหวัดที่มีความเข้มแช็งในท้องถิ่นมาก อย่าง สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ภาคเหนือ อย่างเชียงใหม่ เชียงราย หรือภาคอีสาน ที่ต้องต่อสู้เรื่องการใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ดังนั้นต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน สังคมไทยไม่อาจผ่านความขัดแข้งนี้ไปได้ รัฐธรรมนูญนี้จะกลายเป็นเครื่องกดทับคนเห็นต่าง และพาประเทศเข้าสู่สังคมที่น่ากลัวอีกครั้งหนึ่ง

นายวรวุฒิ กล่าวอีกว่า สองปีที่เราอยู่ภายใต้การปกครองของคสช. กองทัพได้รับงบประมานเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยปี2559 กองทัพได้งบประมานกว่า สองแสนล้านบาท แต่เราไม่เห็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน และเชื่อว่าหลังจากนี้กองทัพจะขยายอำนาจและผลประโยชน์ของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง ขณะที่สวัสดิการของคนไทยจะถูกลดลง

“จากผลที่ออกมาเราเห็นว่าคนที่เห็นชอบไม่มีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศ เพราะยังมีคนที่ไม่ออกมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราก็ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เราจะไม่ยอมแพ้ เรายังคงสู้ต่อไปเพื่อในท้ายที่สุดประเทศไทยจะก้าวไปสู่ปลายถ้ำที่มีแสงสว่าง เราจะไม่ตกไปอยู่ภายใต้ความมืดตลอดไป” นายวรวุฒิกล่าว

นายเดชรัตน์ กล่าวว่า ฝ่ายที่หนุนให้รับร่าง ไม่ได้พูดถึงเนื้อหาในร่างมากนัก แต่อาศัยข้อความอื่นๆ ที่นำเข้ามาเพื่อช่วยให้เกิดการตัดสินใจเพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญ อย่างเรื่องปราบโกงก็ดี เรื่องปรองดองก็ดี ื โดยที่คนที่ตัดสินใจไม่สามารถรู้ได้เราจะเดินไปสู่จุดใดในอนาคต ตอนนี้เรามีรัฐธณรมนูญที่มีคนร่างคนเดียวกันกับเมื่อปี 2535 ก็คือมีชัย ฤชุพันธ์ และในอนาคตหากถึงจุดที่คนที่ชนะเลือกตั้งไม่ได้เป็นนายก เพราะคนที่คสช.แต่งตั้งมีน้ำหนักเท่ากับคนไทย 50 เปอร์เซ็นต์ วันนั้นเชื่อว่าประเทศจะก้าวไปสู่ปัญหา

นายเดชรัตน์ กล่าวอีกว่า นักวิขาการของเราจะตามต่อไปกันในแต่ละเรื่อง เพื่อที่จะต่อสู้กันต่อไม่ว่าจะเป็นประเด็นไหน เราจะตามติดไปเรื่อยๆ และหากเราทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ เชื่อว่าคนที่ตัดสินใจรับร่างจะเปลี่ยนใจในอนาคต

13924877_1762105324002301_4358851064109783963_n

ต่อมาเวลา 19.30 น. นายปูนเทพ ศิรินุพงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนางสาวปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขึ้นมาแสงดความคิดเห็นต่อผลคะแนน โดย นายปูนเทพ กล่าวว่า เราแพ้ในเวทีของเขา แต่การพ่ายแพ้ไม่ใช่ว่าสิ่งที่พูดมาตลอดเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หลักการประชาธิปไตย ความเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเชื่อด้วยที่ว่าจะต้องปกครองโดยกฎหมาย จะยังคงเหมือนเดิม เราจะต้องไม่ท้ิงหลักการนั้นไปเพราะประชามติแพ้ และในอนาคตเมื่อเราเอยู่ในสถานการรณ์ที่เปิดมากขึ้น เราจะเปิดพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น หลังจากนี้เรายังคงต้องทำหน้าทืี่ในการพูด แสดงความคิดเห็น และยึดมั่นในหลักการต่อไป

ขณะที่นางสาวปองขวัญ กล่าวว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การเปลี่ยนของประเทศ ไม่มีการต่อสู้่ใดที่ใช้การเปลี่ยนแปลงในเวลาสั้นๆได้โดยไม่ใช้กำลัง เราต้องยอมรับว่าการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงจะต้องใช้เวลา การแพ้ประชามติในครั้งนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดที่จะทำให้เราเปลี่ยนไปสู่ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ในอนาคต

“ที่สำคัญคือเราจำเป็นที่จะต้องต่อสู้ให้ชนะ เราจะทำอย่างไรให้คนเห็นด้วยกับเราโดยที่ไม่ต้องใช้กำลัง อันเป็นหลักการในการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการประชาธิปไตย สิ่งที่เรามองไปข้างหน้าไม่ได้เป็นการสู้่รบ แต่เป็นการเปลี่ยนใจโน้มน้าวใจคนให้เห็นด้วยกับเรา” นางสาวปองขวัญ กล่าว

13892186_1762105400668960_4740075288463827614_n

จากนั้นหลังจากที่ผลประชามติออกมา นายรังสิมันต์ โรม ได้ขึ้นกล่าวแลงถการณ์โดยมีเนื้อหาดังนี้ แถลงการณ์ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (New Democracy Movement – NDM)

เรื่อง แนวทางของขบวนการภายหลังผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างไม่เป็นทางการ

ตามที่ผลการลงคะแนนออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อย่างไม่เป็นทางการออกมาเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ประชาชนผู้ออกเสียงส่วนใหญ่ได้ลงคะแนนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านการออกเสียงประชามตินั้น

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ขอยืนยันในแนวทางการรณรงค์ของเรา ว่าเราเคารพในเสียงของประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด คิดเห็นอย่างไร และพร้อมยอมรับการตัดสินใจของประชาชนไม่ว่าจะเป็นเช่นไร เพราะนี่คือการตัดสินใจที่เกิดจากผู้ที่เป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศอย่างเท่าเทียมกัน

กว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้ทำกิจกรรมรณรงค์เผยแพร่ข้อเสียและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญนี้อย่างสม่ำเสมอ เราเอาตัวเองเข้าร่วมแข่งขันในกติกาอันไม่เป็นธรรม เราต้องเผชิญกับการข่มขู่คุกคามนานัปการจากอำนาจเผด็จการ แม้เราจะต้องพานพบกับความไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราจะนำมาใช้เป็นข้อแก้ตัว ผลการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า เรายังพยายามไม่มากพอ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ยังต้องทุ่มเทยิ่งกว่านี้ ทำงานให้หนักกว่านี้ พัฒนาไปให้มากกว่านี้

แม้ร่างรัฐธรรมนูญนี้จะผ่านการออกเสียงประชามติไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้ใดที่ได้รับความเดือดร้อนจากระบอบเผด็จการอีก ไม่ได้หมายความว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะได้รับการคุ้มครอง และไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยได้จริง

ดังนั้นหลังจากนี้ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่จึงขอยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการต่อสู้เรียกร้องระบอบประชาธิปไตย พิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และต่อต้านการกระทำอันไม่ถูกต้องของเผด็จการทหารต่อไป เราจะไม่ย่อท้อเพียงเพราะความผิดหวังแค่ครั้งเดียว ในวันนี้หนทางสู่ประชาธิปไตยอาจดูยาวไกล แต่เราเชื่อว่าหากเราไม่หยุดนิ่ง ยังคงก้าวเดินต่อไป ในวันข้างหน้าที่ไม่นานเกินรอ เราและประชาชนทุกคนจะไปถึงยังจุดหมายที่ตั้งหวังไว้อย่างแน่นอน เราจะสู้ต่อไป

จากนั้นได้ทางกลุ่มได้ปิดงานกิจกรรม ท่ามกลางประชาชนที่ตะโกนให้กำลังใจ พร้อมตะโกนว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” และร้องเพลงเราคือเพื่อนกัน โดยหลังกจาที่ร้องเพลงเสร็จประชาชนทั้งหมดได้ขึ้นไปบนเวทีเพื่อสวมกอดให้กำลังใจ แก่กลุ่มประชาธิปไตยใหม่