‘ส.ส.ชัยภูมิ’ แนะทุกฝ่ายนำปัญหาพูดคุยในสภา เบรกชม -ด่า ‘รัฐบาล’ วอนผู้ชุมนุมยึดเรื่องจริงอย่ามองเพียงความหวัง
วันที่ 25 ตุลาคม นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 26-27 ตุลาคมนี้ เพื่อเปิดอภิปรายทั่วไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 156 ว่า ที่มาของการเปิดประชุมตามที่รัฐบาลได้เสนอ ทุกฝ่ายรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ส.ส.เป็นตัวแทนของ ประชาชน ส.ว. และรัฐบาล ต้องช่วยกันแสดงความคิดเห็นเสนอถึงแนวทางการแแก้ปัญหาในวิกฤตครั้งนี้ เป็นกลไกของประชาธิปไตย เราต้องการให้หลายๆส่วนมาพูดคุยหาทางออก แต่การอภิปรายในรัฐสภาที่ผ่านมา ฝ่ายค้าน รัฐบาลทำหน้าที่มากเกินไป หากมาอภิปรายลักษณะเดิม ๆ ต่อว่า ด่าทอ เหมือนเดิม ส.ส.รัฐบาล ส.ว. พูดเข้าข้างตนเองชมรัฐบาลเหมือนเดิมก็ไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นเพื่อให้เวทีนี้เกิดประโยชน์ต่อประเทศควรนำปัญหามาพูดคุย ว่าผู้ชุมนุมต้องการอะไร มีข้อไหนที่เป็นไปได้บ้าง มาหาทางออก เช่นเรื่องให้นายกฯ ลาออกก็มี2มุม บางกลุ่มพอใจการทำงานของนายกฯ บางกลุ่มไม่พอใจ อยากให้รับฟังทุกฝ่าย ไม่ใช่ฟังรัฐบาลแต่ต้องเป็นกระแสของสังคม ไม่ขอก้าวล่วงเพราะทุกคนต่างมีเหตุผลตนเอง ขณะที่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมก็เห็นด้วยในบางมาตรา เพราะโลกเปลี่ยนไปสังคมก็มีการปรับเปลี่ยนไป ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็สามารถทพได้และควรทำถ้าสิ่งใดไม่ไปตามยุคตามสมัย มีอยู่แล้วเป็นปัญหา ที่มาของ ส.ว. หรือ บทเฉพาะกาลที่ให้อำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ ยอมรับว่าเป้นปัญหาอยู่ ผมเห็นด้วยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 เรื่องเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับได้
นายสัมฤทธิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องสถาบัน ควรต้องรอหรือข้ามไปก่อน ต้องฝากไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม นักศึกษา นักเรียน เราต้องดูความจริงด้วยอย่าดูแต่ความหวัง ดูความจริงว่าสังคมไทยส่วนใหญ่เขาไม่เห็นด้วย ในสังคมเรามีคนหลากหลาย เช่น คนสูงอายุ คนทำงาน ที่ไม่เห็นด้วย เราก็ควรข้ามไป เราต้องเคารพคนส่วนใหญ่ในสังคม อย่างไรก็ตาม อยากให้การอภิปรายในสภาทั้ง 2 วันนี้ ควรใช้เวทีนี้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ อย่าทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านจนเกินไป ตำหนิอย่างเดียว ควรหาแนวทางยุติปัญหาให้ได้ อะไรควรแก้อย่างไรต้องช่วยกัน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล ไม่ต้องเยินย่อนายกฯอย่างเดียว แต่เอาปัญหามาพูดคุยหาแนวทางที่เป็นเรื่องจริงใช้เวทีให้เกิดประโยชน์จริง มิเช่นนั้น จะสร้างความเสื่อมให้สภา คนจะไม่ฟัง คนจะไม่นับถือจะไม่เคารพและไม่เชื่อมั่นอีกต่อไป

