รองปลัดฯยธ. ชี้ทำลายบัตรประชามติ แม้ไม่เจตนาก็ต้องรับโทษ ตามกม.

7.08.16 | 18:20 น.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์เฟชบุ๊ก ถึงกรณีการดำเนินคดี การทำลายบัตรประชามติ เนื่องจากเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 59 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคหนึ่ง

ทำลายบัตรประชามติ แม้ไม่เจตนาก็ต้องรับโทษ….!

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือ “เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา”

กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้

กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

Advertisement

การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย

พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 59 ผู้ใดทําลายบัตรที่มีไว้สําหรับการออกเสียงโดยไม่มีอํานาจกระทําได้ หรือจงใจ กระทําการด้วยประการใดๆ ให้บัตรออกเสียงชํารุด หรือเสียหาย หรือกระทําการด้วยประการใด ๆ แก่บัตรเสียให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

ถ้าผู้กระทําการตามวรรคหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานหรือเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการดําเนินการออกเสียง ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ซึ่งเมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคหนึ่งที่ว่า “เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา”

ดังนั้น เห็นได้ว่าการทำลายบัตรเลือกตั้ง แม้เป็นกระทำความผิดมิใช่โดยเจตนาก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำความผิดที่ต้องรับโทษจำและปรับตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 59

ส่วนการรับโทษประการใดก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ที่จะดูพฤติการณ์แห่งคดี สภาพความผิดหรือเหตุอื่นอันควรปรานี ซึ่งศาลอาจเห็นเป็นการสมควรจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้แล้วปล่อยตัวไป เพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ซึ่งศาลอาจสั่งให้สำนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลก่อนที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้