“คำนูณ” บอกนายกฯ ถอยแล้ว ขอผู้ชุมนุมถอยด้วย เสนอแนวทาง 2 ปฏิเสธ 3 ไม่ และ 1 ต้อง แก้ปัญหาผ่านกลไกรัฐสภา
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อหาทางออกประเทษ เวลา 18.00 น. นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. อภิปรายว่า ตนเห็นรัฐบาลถอยแล้ว ก้าวแรกคือการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ก้าวที่สองเป็นผู้ริเริ่มเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ส่วนก้าวต่อไปคือก้าวที่สามมีความสำคัญอย่างยิ่ง คือการประกาศท่าทีอย่างชัดเจนที่สุดโดยนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และการชี้แจงของประธานรัฐสภา ที่สรุปได้ว่า รัฐบาลสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และได้เตรียมเวลาการทำงานไว้แล้ว รวมถึงกำลังหาวิธีการที่จะลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังมีก้าวที่สี่ในประเด็นอื่นที่อาจจะมีปัญหาอยู่ ท่านอาจปรึกษาสมาชิกรัฐสภาว่า รัฐบาลพร้อมที่จะให้มีการถามพี่น้องประชาชาชนโดยตรง โดยจัดให้มีการลงประชามติจะหนึ่งคำถามหรือมากกว่านั้นก็ได้ แต่กำลังมีปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 166 เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องสถานภาพของบุคคล ที่สำคัญอีกอย่างคือรองนายกฯ ระบุว่า ถ้ามีกลไกในการตั้งคำถามที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้รัฐบาลก็พร้อมพิจารณา ซึ่งตนเห็นว่าเป็นประเด็นใหม่ที่สมาชิกรัฐสภาควรให้คำปรึกษาในประเด็นนี้ด้วย และตนคิดว่าทุกก้าวเดินหน้าไปได้
นายคำนูณ กล่าวต่อว่า การกล่าวกับประชาชนในวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ของนายกฯ ตนคิดว่าประเทศยังมีทางออก และคิดว่ากุญแจของคำกล่าวของนายกฯในวันนั้น มี 4 ประการ คือ 1.ท่านปฏิเสธวิธีการสุดขั้วทั้งสองฝ่าย เพราะไม่ว่าขั้วใดขั้วหนึ่งชนะไปก็ไม่ยั่งยืน 2.หน้าที่ของผู้นำคือรักษาความสมดุลความต้องการของคนทุกกลุ่มในสังคม เพราะความต้องการของประชาชนในขณะนี้ไม่ได้มีเฉพาะความต้องการของกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองเท่านั้น 3.นายกฯแสดงความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา และ 4.รัฐบาลถอยแล้ว ขอให้ผู้ชุมนุมถอยด้วย ซึ่งตนขอสนับสนุนทั้ง 4 ประการนี้
“ผมขอเสนอแนวทาง 2 ปฏิเสธ 3 ไม่ และ 1 ต้อง คือ ปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ และปฏิเสธแนวคิดสองขั้ว ส่วน 3 ไม่ คือ ไม่เหมารวมว่าคนที่คิดต่างเป็นฝ่ายตรงข้าม ไม่กดดันให้ทุกคนต้องแสดงจุดยืนว่าคิดเหมือนเราเท่านั้น และไม่ไล่คนที่คิดต่างกับเราออกไปอยู่สุดขั้ว เพราะสังคมจะเดินหน้าไปได้เราต้องยอมรับว่าไม่ได้มีแต่แนวคิดปลายขั้วของทั้งสองฟาก แต่มีคนจำนวนมากอยู่ตรงกลางขั้ว สังคมจะเดินได้ต้องยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ส่วน 1 ต้อง คือต้องยอมรับพื้นที่ยืนของทุกฝ่าย โดยต้องแก้ปัญหาผ่านกลไกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ

