‘หมอเอก’ ชงตั้งกก.สอบสลายชุมนุม แฉ หมกเม็ดไม่แจงสารเคมีผสมน้ำ ผิดหลักสากลร้ายแรง

26.10.20 | 19:20 น.
‘ส.ส.ก้าวไกล’ ชงตั้งคกก.สอบการสลายการชุมนุม ชี้ มกเม็ดไม่แจงสารเคมีผสมน้ำ ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่รัฐสภา การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อหาทางออกประเทศ เวลา 17.45 น. นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า เยาวชนที่มาร่วมชุมนุมเป็นความปกติแต่ถูกทำให้ไม่ปกติ พวกเขาพูดถึงการปฏิรูปในหลายด้าน เช่น การศึกษา รัฐสวัสดิการ ความหลากหลายทางเพศ และอนาคตของเขา เป็นสิ่งที่ควรเอามาฟัง แต่กลับมากล่าวหาผู้ชุมนุมและลูกหลานของตัวเอง และยืนยันความถูกต้องในการทำร้ายลูกหลานตัวเอง ตนจะกล่าวถึงกรณีที่กล่าวว่าการชุมนุมจะส่งผลต่อการระบาดของโควิด-19 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า ศบค. ไม่มีความรู้ แต่ใช้เชื้อโรคมาเป็นข้ออ้าง เพราะตั้งแต่มีการชุมนุมมาไม่มีรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อจากการชุมนุม และจากการสลายการชุมนุม ผู้ชุมนุมมีอาการคล้ายคลึงกับแก๊สน้ำตา ทั้งยังมีการรายงานจากสมาคมโรคปอดของสหรัฐอเมริกากล่าวว่าการใช้แก๊สน้ำตาทำให้คนมีความเสี่ยงในการเป็นโควิดและห้ามใช้ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ดังนั้นแทนที่จะกล่าวหาผู้ชุมนุม ต้องโทษรัฐบาลมากกว่าที่ทำให้มีความเสี่ยงต่อการระบาด


ส่วนการกล่าวว่าการใช้กำลังสลายการชุมนุมเป็นไปตามหลักสากล ตนถามกลับว่าใช้แหล่งไหนอ้างอิง ตนใช้เอกสารกฎการใช้กำลังของสหประชาชาติปี 2020 ที่กำหนดว่าต้องทำเมื่อมีความจำเป็นและต้องได้สัดส่วน และต้องระวังกลุ่มเปราะบาง แต่ในการชุมนุมมีเด็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง เมื่อดูการสลายการชุมนุมแยกปทุมวัน เป็นการชุมนุมโดยสงบ แต่กลับมีการฉีดน้ำสลายการชุมนุม ซึ่งการฉีดน้ำสลายการชุมนุมในระยะใกล้เคยส่งผลให้มีตัวอย่างผู้เสียชีวิตมาแล้วในต่างประเทศ อีกทั้งการสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวันมีการผสมสารเคมีบางอย่าง หลักการสากลในการใช้สารเคมีต้องมีข้อมูลด้านพิษวิทยา และเผยแพร่ว่าใช้สารเคมีอะไรอย่างชัดเจน เพื่อให้คนที่ได้รับผลได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี การไม่แจ้งจึงถือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

นพ.เอกภพ อภิปรายต่อว่า ส่วนรั้วลวดหนามก็ไม่ถูกหลักสากลของการตั้งสิ่งกีดขวาง เพราะตั้งไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ อาวุธควบคุมความเสี่ยงที่อันตรายถึงชีวิต กองกำลังควบคุมฝูงชนต้องดูแลสิทธิมนุษยชนตลอดการปฏิบัติการ และตำรวจที่มาทำงานในวันนั้น มีความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของผู้ชุมนุมแค่ไหน มีการอบรมกี่ชั่วโมง หรือผ่านการประเมินหรือไม่ และต้องมีการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างทันท่วงที แต่กลับกัน เจ้าหน้าที่รัฐกลับเข้ามารบกวนการปฏิบัติงานของอาสาสมัครแพทย์ตลอดเวลา มีการยึดเครื่องมือการสื่อสาร และผู้สื่อข่าวเผยแพร่ว่าเจ้าหน้าที่ปิดกั้นรถข่าวไม่ให้เดินทาง และมีการจับกุมอาสาสมัครแพทย์ไปด้วย ซึ่งผิดกับหลักสากลอย่างชัดเจน ความโปร่งใสของการปฏิบัติการต้องมีการสังเกตการณ์และให้ข้อมูลกับหน่วยงานกลาง เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน และต้องแจ้งทันที แต่มีหรือไม่กับการปฏิบัติการครั้งนี้ อีกทั้งยังมีหลักการสากลชัดเจนว่าการเชื่อฟังคำสั่งที่ผิดกฎหมาย ผู้ปฏิบัติการก็มีความผิดเช่นกัน ดังนั้นตนจึงขอเรียกร้องให้ผู้ปฏิบัติการที่อึดอัดใจมายืนเคียงข้างประชาชน และการปฏิบัติการที่ขัดต่อหลักสากล รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ชาติคือประชาชน คำว่ารักชาติต้องมีค่ามากกว่าตำแหน่ง แต่ถ้าทำแบบนี้คือไม่รักประชาชน ตนขอให้นายกฯ ลาออก