เลือกตั้ง‘อบจ.’ส่อวุ่น ห้าม‘พรรค-ส.ส.’จุ้น

30.10.20 | 13:05 น.

หมายเหตุความเห็นของนักวิชาการและตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังเกิดประเด็นพรรคพลังประชารัฐมีมติไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และนายก อบจ. เนื่องจากเกรงว่าสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายมาตรา 34 ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ระบุว่าข้าราชการการเมือง ส.ส. ส.ว. ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ กระทำการใดโดยมิชอบ ด้วยหน้าที่และอำนาจอันเป็นการกลั่นแกล้งผู้สมัครใดหรือดำเนินการใดที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครใด

ประเสริฐ วชิรเขื่อนขันธ์
กรรมการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองท้องถิ่น อดีตนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย

หากตีความในมาตรา 34 ผู้ช่วย ส.ส. สามารถช่วยหาเสียงได้และอาจจะใช้โลโก้พรรคการเมืองได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากพรรคเมืองนั้น แต่ต้องรอการตีความ ขณะที่ผู้สมัครนายก อบจ. เทศบาล อบต.สามารถนำภาพของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พิมพ์ลงในโปสเตอร์หาเสียงได้ หากได้รับความยินยอมเพราะบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่ ส.ส.

ถ้าย้อนหลังกฎหมายเดิมไม่ได้ห้ามพรรคการเมือง ในยุคก่อนสามารถนำหัวหน้าพรรคเข้ามาสนับสนุนได้หรือปรากฏในป้ายหาเสียงได้ แต่มีเงื่อนไขต้องได้รับความยินยอมและในมาตรา 34 ฉบับปัจจุบันได้ระบุว่าห้ามเจ้าหน้าที่รัฐทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบไปสนับสนุนการหาเสียง และเขียนเพิ่มว่าหรือให้คุณให้โทษ หมายความว่าการนำภาพไปหาเสียง เอาโลโก้พรรคไปใช้ไม่ได้ แต่มาตรานี้ไม่มีบทกำหนดโทษหากมีการฝ่าฝืน แต่เขียนในวรรคท้ายว่าถ้าตรวจพบให้ กกต. แจ้งเพื่อให้หยุดการกระทำ หากยังไม่หยุดก็คงจะต้องใช้ประมวลกฎหมายอาญาฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน

เรื่องนี้หากปล่อยไว้จะต้องมีข้อถกเถียงเป็นประเด็นถกเถียงและจะต้องส่งให้ กกต.ตีความ แต่ก่อนการเลือกตั้งเชื่อว่า กกต.จะออกประกาศข้อกำหนดออกมาให้ปฏิบัติเพื่อแจ้งในประเด็นที่เป็นข้อห้าม และหากการตีความในมาตรา 34 ถ้า กกต.ไม่ชัดเจนการส่งตัวบุคคลเพื่อลงสมัครในนามพรรคมีปัญหาแน่นอน แต่สุดท้ายก็คงจะเลี่ยงไปใช้ชื่อกลุ่มการเมือง เหมือนที่มีการใช้ชื่อคณะก้าวหน้า ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการยุบพรรคอนาคตใหม่แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคก้าวไกล ถ้าจะส่งผู้สมัครก็จะในนามกลุ่มไม่ใช้ในนามพรรค แต่ ส.ส.มาเดินสนับสนุนไม่ได้ หรือถ้าถามว่าพรรคการเมืองจะสนับสนุนเงินทุนได้หรือไม่ กกต.ยังตอบไม่ชัดเจน เพราะยังไม่มีข้อกำหนด กฎหมายก็เขียนไว้กว้างๆ แต่เชื่อว่าการสนับสนุนเงินทุนจะไปเข้านิยามคำว่าให้คุณในมาตรา 34

Advertisement

ต้องยอมรับว่า กกต.อาจจะไม่ได้ตอบข้อหารือของพรรคการเมืองได้ทั้งหมด เพราะกฎหมายหลายฉบับที่ออกมาบังคับใช้ส่วนใหญ่จะต้องตามมาแก้ปัญหาในภายหลัง บางเรื่องผู้ปฏิบัติหรือผู้ที่หน้าที่ควบคุมการใช้กฎหมายยังไม่ทราบว่าจะต้องทำอะไรบ้าง แต่เมื่อมีปัญหาจะต้องนำไปตีความ และเรื่องนี้จะเป็นปัญหาละเอียดอ่อนของแต่ละจังหวัดที่มี กกต.ท้องถิ่นจะต้องทำหน้าที่วินิจฉัย

ถึงที่สุดเชื่อว่าพรรคการเมืองสามารถส่งผู้สมัครนายก อบจ.ได้ แต่ต้องปกปิดโดยใช้ชื่ออื่น เพราะกฎหมายไม่ได้ห้าม ถ้ามองตามเจตนาของมาตรา 34 ก็คงไม่ต้องการให้การเมืองใหญ่เข้าไปยุ่งกับการเมืองท้องถิ่น อาจ
มองว่าถ้ามีพรรคการเมืองใดสามารถกุมเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ แล้วประชาชนชื่นชอบ แต่อย่าลืมว่าระบอบประชาธิปไตยมีรากฐานมาจากท้องถิ่น แต่ถ้าพรรคการเมืองไปฝังรากลึกในท้องถิ่นได้ก็ทำให้พรรคอื่นมีปัญหา

เพราะการเมืองท้องถิ่นสามารถใช้ความใกล้ชิด เข้าถึง เข้าใจ มีระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือในหลายเรื่อง ไม่เหมือนการเมืองระดับชาติที่ประชาชนมองว่าห่างไกลออกไป ถ้าปล่อยให้ระบบพรรคการเมืองไปสร้างจุดขายในท้องถิ่นได้จริงก็น่าเป็นห่วง ดังนั้นในทางพฤตินัยพรรคการเมืองใหญ่ๆ ก็คงไม่ปล่อยให้อิสระจริงและต้องให้การสนับสนุนหาหาเสียงผู้สมัครในจังหวัดใหญ่ๆ อย่างน้อยก็ต้องใช้นายก อบจ.เป็นฐานของการเลือกตั้งในระดับชาติ

ขณะที่พรรคการเมืองสามารถหาเสียงกำหนดนโยบายกระจายอำนาจได้ แต่การมีเจตนาห้ามพรรคการเมืองหรือ ส.ส.ไปยุ่งกับสนามการเมืองท้องถิ่น ดูเหมือนก็ทำให้เป็นเรื่องที่น่าสงสัย แต่เชื่อว่าเจตนาจริงๆ ของมาตรา 34 คงไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐไปใช้อำนาจหน้าที่เข้าไปให้คุณให้โทษ แต่ไม่ได้ห้ามพรรคการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยว

สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ว่างเว้นมานานหลายปี จะมีปัญหาจากมาตรา 34 เชื่อว่าจะเป็นต้นเหตุของการร้องเรียนอย่างแน่นอนในหลายประเด็น หาก กกต.ยังไม่กำหนดแนวทางที่ชัดเจน

วิชิต ปลั่งศรีสกุล
นักวิชาการด้านกฎหมาย สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น จ.ประจวบคีรีขันธ์

เดิมมาตรา 34 ต้องการไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐ ที่เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการเลือกตั้งไปให้คุณให้โทษกับผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้ใด ดังนั้นเจตนารมณ์ควรห้ามเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจโดยตรง เช่น นายอำเภอ อย่าไปใช้อำนาจหน้าที่ในการปกครองที่มีอยู่ไปกลั่นแกล้งผู้สมัคร หรือช่วยผู้สมัครบางฝ่ายโดยวิธีการบางอย่าง

สำหรับปัญหาในการใช้มาตรา 34 นอกจากมีความเห็นที่หลากหลายในมุมมองของนักวิชาการด้านกฎหมาย ที่ผ่านมายังมีคำพิพากษาศาลหลายคดีที่วินิจฉัยว่าการใช้อำนาจหน้าที่หรือใช้ตำแหน่งของตัวเองไปเอื้อประโยชน์ให้ผู้สมัคร ให้พรรคการเมืองหรือผู้ใด กรณีนั้นศาลพิเคราะห์ว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงในเรื่องนั้นๆ

ขณะที่ ส.ส.ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่พิจารณากฎหมายในการควบคุมการปฏิบัติราชการของรัฐบาล กรณีที่จะห้าม ส.ส.และ ส.ว.ไปช่วยหาเสียง และห้ามไปนอกเวลา เชื่อว่าผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งที่ ส.ส.ต้องอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน หากจะห้ามแบบนี้แล้วจะปล่อยให้มีการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้มีการแข่งขันไปเพื่ออะไร ดังนั้น กกต.ควรปล่อยให้พรรคการเมืองหรือ ส.ส.ไปช่วยหาเสียงได้ โดยมีความชัดเจนในมาตรานี้พร้อมกับมีข้อกฎหมายมาใช้อ้างอิง เพื่อนำไปสู่แนวทางการปฏิบัติไม่ต้องเสียเวลาไปตีความย้อนหลัง

แต่ถ้าปล่อยไว้แบบนี้พรรคการเมืองก็คงไม่กล้าขยับ หรือผู้ที่มีตำแหน่งทางราชการที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง แต่ไปห้ามช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครไม่ได้ ทั้งที่ควรห้ามเฉพาะบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงเรื่องนั้นๆ จะเหมาะสมกว่า เช่น กกต.ท้องถิ่นที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องทำหน้าที่โดยสุจริตเที่ยงธรรม แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หากใช้เวลานอกราชการก็น่าจะไปช่วยหาเสียงได้ เพราะถือเป็นสิทธิ แต่มองว่าเป็นการให้คุณให้โทษ

กกต.ต้องยอมรับว่าได้เขียนกฎหมายเพื่อให้ขัดแย้งกันเอง เพราะระเบียบของ กกต.รวมทั้งข้อบัญญัติที่กำหนดโดยภาพรวมพรรคการเมืองสามารถจะส่งผู้สมัคร นายก อบจ.หรือ ส.อบจ.ได้ หัวหน้าพรรคสามารถถ่ายรูปคู่กับผู้สมัครได้ แต่ต้องได้รับความยินยอม แต่เมื่อมาตรา 34 มองว่าจะเป็นการให้คุณให้โทษ การถ่ายรูปไม่ได้ให้คุณให้โทษอะไร แต่เป็นการช่วยหาเสียงบุคคลที่เหมาะสม มีความรู้ความสามารถ ส่วนการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจะทำได้หรือไม่ ล่าสุดมีความชัดเจนระดับหนึ่งว่าถ้าเป็นพรรคการเมืองสนับสนุนการหาเสียง อะไรที่เป็นค่าใช้จ่าย ก็จะต้องรวมเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครรายนั้นตามวงเงินที่ กกต.กำหนด

และหลังจากพรรคภูมิใจไทยทำหนังสือหารือไปที่ กกต.เพื่อให้ระบุชี้ชัดว่าจะทำอะไรได้บ้าง จากนั้นมีการเสนอความเห็นของฝ่ายกฎหมาย กกต.ทำไปถึงฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ กกต. แต่ผู้ที่มีความรู้ด้านกฎหมายโดยเฉพาะอดีตผู้พิพากษาบางรายที่ไปทำหน้าที่ใน กกต.มีหลายรายไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่กำหนดและมีข้อโต้แย้ง

ขณะที่ กกต.ควรมีหลักการและควรศึกษาแนวทางจากคำพิพากษาศาลฎีกาหรือเอกสารอื่น แล้วเร่งรัดให้มีการชี้แจงเรื่องนี้ให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจตรงกันโดยเร็ว

สมชัย ศรีสุทธิยากร
อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

กฎหมายฉบับนี้เสนอโดย กกต.หลังจากทำร่าง เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต และพยายามอุดช่องว่างที่จะนำไปสู่ปัญหาให้มากที่สุด สำหรับข้อความในมาตรา 34 ไม่ได้เป็นของใหม่ แต่เป็นหลักการทั่วไปที่ปรากฏในกฎหมายเลือกตั้งแทบจะทุกฉบับห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายทั้ง ทั้งข้าราชการการเมือง ส.ส. ส.ว. ผู้บริหารท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใดใช้ตำแหน่ง อำนาจหน้าที่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้สมัครฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง เพราะเจตนาห้ามบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่สามารถใช้อำนาจในการเอื้อประโยชน์ให้ผู้สมัครได้ เช่น ระหว่างการเลือกตั้งนายก อบจ.แล้วมีรัฐมนตรีเข้าไปในพื้นที่แล้วสัญญาว่าจะให้ หรือ ส.ส.-ส.ว.ไปรับปากว่าหากสนับสนุนพวกเดียวกันแล้วถ้ามีปัญหาในภายหลังสามารถช่วยเหลือได้

ส่วนตัวเห็นว่าใช้โลโก้พรรคการเมืองเข้าไปใช้ในการหาเสียงได้ เพราะพรรคการเมืองไม่ใช่ตัวบุคคล และพรรคการเมืองไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการใช้ภาพนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็สามารถทำได้เพราะบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ขณะที่กฎหมายห้ามเพียงการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ และพรรคการเมืองสามารถส่งผู้สมัครได้ แต่ถ้ารัฐมนตรีที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ไปใช้ตำแหน่งแล้วเอื้อประโยชน์ถือว่าผิด ดังนั้นเจตนาในมาตรานี้ไม่ได้กระทำต่อพรรคการเมือง

กรณีที่พรรคการเมืองจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะกลัวว่าอาจจะมีปัญหาการตีความเกิดขึ้นในอนาคต เพราะบทเรียนที่ผ่านมาหลายเรื่องที่คิดว่าทำแล้วไม่ผิด แต่มีความผิด เช่น มาตรา 72 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ระบุว่าไม่สามารถรับเงินที่มิชอบด้วยกฎหมาย มีเจตนาห้ามพรรครับเงินจากธุรกิจสีเทา แต่ยังมีการตีความว่าเงินกู้เป็นเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้มีการยุบพรรค เพราะฉะนั้นการตีความกฎหมายเป็นการวินิจฉัยในสิ่งที่คิดว่าถูกให้กลายเป็นผิดได้ ดังนั้นหากพรรคการเมืองทุกพรรคจะประกาศว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวตั้งแต่เริ่มต้นก็เป็นวิธีการที่ปลอดภัย ส่วนจะใช้โลโก้หรือเครื่องหมายที่คล้ายคลึงก็คงไม่มีข้อห้าม

หากใช้หลักเกณฑ์นี้ผู้สมัครผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นที่เป็นกลุ่มการเมืองจะได้เปรียบ แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่เป็นพรรคการเมืองจะเสียเปรียบ จึงอาจถูกมองว่าเป็นการเลี่ยงบาลี เช่น หากเป็นตัวแทนพรรคพลังประชารัฐก็คงไม่กล้าทำ แต่ถ้าเป็นกลุ่มนิยมพลังประชารัฐก็จะทำได้ แต่คนส่วนใหญ่คงทราบว่าในทางพฤตินัยผู้สมัครรายใดมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร แต่ถ้าหากคิดว่าจะมีการออกกติกาตรงไปตรงมา ให้เสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ต้องนำไปสู่การตีความในภายหลังจะทำได้หรือไม่ ขอเรียนว่ากติกามีอยู่ชัดเจนแล้ว พรรคส่งผู้สมัครและสนับสนุนได้ แต่ค่าใช้จ่ายในหาเสียงต้องไม่เกินที่กำหนด

แต่พรรคการเมืองอาจจะเกรงกลัวการตีความในอนาคตข้างหน้า เรื่องบางเรื่องที่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาก็อาจถูกหยิบยกมาวินิจฉัย ดังนั้นจึงต้องหาทางหลีกเลี่ยงไว้ก่อน ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ พรรคการเมืองที่คนทั่วไปรู้จักอาจจะไม่สามารถใช้โลโก้พรรคทำให้เสียเปรียบ แต่กลุ่มการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาสามารถทำได้เพราะไม่ใช่พรรค ยกเว้นจะมีการเชื่อมโยงว่ากลุ่มการเมืองนั้นมีการสนับสนุนโดยพรรคการเมือง

“ถ้าพรรคการเมืองต้องการความชัดเจนก็ควรถามไปที่ กกต. ให้ตอบข้อหาหารือให้ทราบภายใน 30 วัน แต่เชื่อว่าคำตอบที่ได้คงจะไม่ทันกับช่วงที่จะเปิดรับสมัครนายก อบจ. หรืออาจจะหลีกเลี่ยงการใช้โลโก้พรรคไปใช้ชื่อกลุ่มการเมือง ซึ่งบางจังหวัดในภาคใต้ก็มีนักการเมืองท้องถิ่นที่สังกัดพรรคเดียวกัน ตั้งกลุ่มแข่งกันเองก็เป็นทางออกที่สามารถนำมาใช้ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน และยังยืนยันว่าพรรคการเมืองสามารถประกาศตัวผู้สมัครนายก อบจ.ได้ว่าจะส่งกี่จังหวัด เพราะมาตรา 34 ไม่ได้กล่าวถึงพรรคการเมืองแต่ระบุถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ยกเว้นจะพิสูจน์ได้ว่าการกระทำของ ส.ส.เป็นการกระทำของกรรมการบริหารพรรคการเมือง”