สมชัย ชี้ ไพบูลย์ชงทำประชามติ ห้ามชุมนุม 2ปีคือทางออก ระบุ “ออกไปไกลๆ”
ตามที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เสนอให้ทำประชามติถามประชาชน 52 ล้านคน ให้รัฐบาลใช้มาตราการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด ห้ามชุมนุมการเมืองเป็นระยะเวลา 2 ปีเพื่อยุติปัญหาที่เกิดจากการชุมนุมการเมืองไประยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจช่วยเหลือเยียวยาประชาชน พ้นวิกฤติผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แทนการยุบสภาเพื่อใช้เป็นทางออกจากวิกฤตของประเทศ
ย้อนอ่าน : ไพบูลย์ ชงทางออก ม็อบยืดเยื้อ ทำประชามติถามประชาชน ห้ามชุมนุม 2ปี
ล่าสุด (2 ต.ค.) ในโลกโซเซียล ได้มีผู้แสดงความเห็นถึงข้อเสนอดังกล่าวเป็นจำนวนมาก อาทิ
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความว่า
“นี่คือ ทางออก ต้องบอกว่า ออกไปไกลๆ”
ด้าน นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ผ่านเพจส่วนตัว โดยระบุว่า
[ประชามติ จะนำมาใช้ทำลายเสรีภาพของประชาชนไม่ได้]
สิ่งคุณไพบูลย์นำเสนอ คือ การนำกระบวนการทำประชามติซึ่งเป็นกระบวนการทางประชาธิปไตย มาทำลายเสรีภาพในการชุมนุมซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรง
เพราะตามหลักการแล้ว ประชามติจะเอามาจำกัดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชนไม่ได้ (ในที่นี้ก็คือ เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 44)
หลักของประชาธิปไตยคือ เคารพเสียงข้างมาก แต่ก็ต้องประกันสิทธิเสรีภาพของทุกคน ไม่ใช่เอากลไกในการแสวงหาเสียงข้างมากมาทำลายหรือยกเว้นสิทธิเสรีภาพ
ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดการใช้ประชามติมายกเว้นสิทธิในชีวิต (อนุญาตให้ฆ่ากันได้) ยกเว้นเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ฯลฯ ได้ ซึ่งนั่นมันไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแน่นอน
คนอย่างคุณไพบูลย์ ตอนฝ่ายตรงข้ามมีอำนาจเป็นรัฐบาล ก็หาว่าเขาเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก แต่พอฝ่ายตัวเองมีอำนาจบ้าง ก็ทำไม่ต่างจากที่กล่าวหาคนอื่น ซ้ำร้ายอาจย่ำแย่ได้ยิ่งกว่ามาก
และการนำเสนอเช่นนี้ นอกจากจะขัดรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังสะท้อนให้เห็นความไม่เอาไหนและใช้งานไม่ได้ของข้อเสนอเช่นนี้ เพราะต้นเหตุที่อ้างมาว่า การชุมนุมทำให้ซ้ำเติม กระทบทางเศรษฐกิจและปัญหาโควิด-19 ข้ออ้างเหล่านั้นไม่สมเหตุสมผลเลย
ที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนยอมเสียสละเอาปากท้องของตัวเองร่วมมือกับรัฐบาลในการสู้สถานการณ์เหล่านี้มาตลอด แต่ที่ผ่านมารัฐบาลอาศัยสถานการณ์ความยากแค้นของประชาชน ไม่กระจายโอกาสในการเข้าถึงรายได้อย่างเท่าเทียม แต่กลับขยายความเหลื่อมล้ำ เอื้อนายทุนผูกขาด ทำงบประมาณปี 64 อย่างไม่สนใจประชาชน มุ่งเน้นการเกี่ยวข้องกันทางผลประโยชน์ทับซ้อน
การกล่าวโทษปัญหามาที่การชุมนุม ทั้งที่เขากำลังบอกว่าประชาชนเขาเดือดร้อนอย่างไร ก็คือการกำลังเหยียบหัวประชาชนซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนท่านดึงเงินออกจากมือของพวกเขา แล้วตบหัวซ้ำพร้อมยัดข้อหาขโมยให้ ทั้งที่พวกท่านก็คือขโมย ที่ขโมยโอกาสของประชาชนมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งจนถึงในวันนี้
เลิกอ้างมั่ว ๆ แบบนี้เสียทีเถอะครับ เพื่อความเจริญของบ้านเมือง เลิกโกหกหน้าตายได้เสียทีว่าพลเอกประยุทธ์และรัฐบาล “พังประชารัฐ” ไม่ใช่หนึ่งในต้นตอของปัญหา
อันที่จริง ผมเองก็มีข้อเสนอที่ทำได้ในทางกฎหมายผ่านการประชามติเช่นกันครับ เช่นการขอมติประชาชน ยกเลิกกฎหมายนิรโทษกรรม คสช. ทั้งหมด แล้วเอาผู้ก่อการทุกคนขึ้นศาล ข้อหาล้มล้างการปกครองและฉีกรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนตัดสินว่ารัฐประหารครั้งนั้นเป็นอย่างไรในทางกฎหมายและมติประชาชน
คุณไพบูลย์ เอาด้วยไหมครับ?”

