เหยี่ยวถลาลม : เขลาหรือเมาอำนาจ
หลายวันมานี้มีการกล่าวถึงเรื่อง “หมายจับ” ที่ตำรวจนิยมใช้ไป “อายัดตัว” ผู้ชุมนุมทางการเมืองคนสำคัญๆ ที่ได้รับการ “ปล่อยตัวชั่วคราว” จากเรือนจำ
ทันทีที่ก้าวเท้าออกมาจากที่คุมขังก็จะถูกอายัดเอาไปขังอีก
จนเกิดวงจร อายัด-ขัง-ปล่อย-อายัด-ขัง-ปล่อย !
ก่อนหน้านี้ แทบจะไม่มีใคร “ตั้งใจฟัง” เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์
“เพนกวิน” ได้บรรยายเอาไว้หลังการชุมนุมหน้า สน.ประชาชื่น ดังนี้
ศาลอาญารัชดามีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวผมและเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมืองอีกสามคน ได้แก่ รุ้ง ไมค์ และหมอลำแบงค์
แต่ไม่ทันก้าวเท้าพ้นประตูเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตำรวจ สน.ประชาชื่น ก็มาจอดรถรอเพื่อ “อายัดตัว” ตามหมายจับ สภ.เมืองนนทบุรีและ สภ.เมืองพระนครศรีอยุธยา
“เราขอตรวจสอบว่า หมายจับดังกล่าวคือหมายจับอะไร เมื่อได้อ่านแล้วพบว่า เป็นหมายจับที่เคยจับพวกผมไปแล้ว พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและสอบปากคำพวกผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หมายจับนั้นจึงสิ้นผลไปแล้ว”
เพนกวินว่าตำรวจ สน.ประชาชื่น พยายามหว่านล้อมให้เราขึ้นรถขนผู้ต้องหาไป แต่เราปฏิเสธ ตำรวจก็ยังอ้างข้างๆ คูๆ จนต่อมาตำรวจนอกเครื่องแบบที่ไม่ยอมแสดงบัตรเพื่อยืนยันได้ใช้กำลังบังคับเราโดยล็อกคอจับแขนขาแล้วลากตัวขึ้นรถ
เป็นคำบรรยายที่แสกหน้าตำรวจ !!
ต่อมา “ศุภกิจ แย้มประชา” รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ออกมาให้ความรู้เรื่อง “การสิ้นของหมายจับ” ซึ่งก็ตรงตามที่ “เพนกวิน” ว่า หมายจับที่จับกันไปแล้ว เป็น “หมายสิ้นผล” แล้ว
ประเทศในระบบเสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้วจะทำ
อะไรก็ได้ แต่จะต้องรักษาความสมดุลระหว่าง การใช้อำนาจรัฐเพื่อความสงบเรียบร้อยกับสิทธิเสรีภาพของชีวิตและร่างกาย
“ต้นธาร” กระบวนการยุติธรรมจะฟอนเฟะ ถ้าตำรวจไม่เข้าใจ “ความคิดพื้นฐาน” ของระบบเสรีนิยม
สังเกตเห็นได้จากที่ตำรวจชอบขอให้ศาลออก “หมายจับ” ทั้งที่ ถ้าจะกล่าวโดยเคร่งครัดแล้วการออก “หมายจับ” ต้องมี “เหตุจำเป็น” เช่น ตำรวจออกหมายเรียกแล้วไม่มา จึงต้องออก “หมายจับ” เพื่อไปจับตัวมา
หรือจำเป็นต้องออกหมายจับ เพื่อคุมตัวเอาไว้ไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาไปทำลายพยานหลักฐาน
“หมายจับ” ไม่ได้มีไว้เป็น “เครื่องมือ” สำหรับคุกคามสิทธิเสรีภาพ
ทั้งไม่ได้มีไว้ให้แสดง “อำนาจบาตรใหญ่” !?!!

