อนุทิน เปิดงาน สปสช. มั่นใจรัฐบาลใส่ใจสุขภาพประชาชน รับประกันเอา ปชช.เป็นที่ตั้ง
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ ห้องประชุมออดิทอเรียม โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในระหว่างการเปิดประชุม สร้างความร่วมมือเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อชี้แจงนโยบายของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
นายอนุทินกล่าวว่า นโยบายของ สธ.ร่วมกับ สปสช. ในการให้บริการประชาชนคนไทยทุกคน ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง) ทุกท่านคงเห็นแล้วว่าเมื่อใดก็ตามที่ประเทศไทย มีผู้บริหารประเทศที่มาจากการตัดสินใจ การเลือกของประชาชน คนที่เข้ามาบริหารประเทศจะคำนึงถึงสิ่งใดไม่ได้เลย นอกจากจากการดูแลรับใช้ให้บริการที่ดีที่สุดกับประชาชนทุกคนอย่างเต็มความสามารถ ซึ่งเป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนเป็นผู้เลือกเข้ามาทำงานแทนตัวเอง ให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งมีทางเลือกว่าหากทำแล้วไม่สำเร็จ ก็สามารถเลือกคนอื่นมาทำอีกเมื่อหมดวาระแล้ว
นายอนุทินกล่าวว่า เมื่อ สปสช.เสนอเรื่องใดเกี่ยวกับสุขภาพประชาชนไปในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็อนุมัติทันที ตนจึงอยากให้มั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้ ให้ความใส่ใจเรื่องสุขภาพประชาชนเต็มที่ และยิ่งมีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้ประเด็นของสาธารณสุขได้รับความเอาใจใส่จากตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีมาจนถึงคณะรัฐมนตรี ตนบอกได้กับประชาชนได้เลยว่า หากเป็นเรื่องกระทรวงสาธารณสุขและอธิบายถึงความจำเป็น ประโยชน์ได้ ครม.อนุมัติอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเรื่องสวัสดิการแพทย์ พยาบาล ไปจนถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) บรรจุข้าราชการ การเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาล เพิ่มอุปกรณ์การแพทย์ การซื้อยา พัฒนาวัคซีน ซึ่งรัฐบาลมีความเต็มใจจะให้ ด้วยความเชื่อและมุ่งหวังว่าเมื่อคนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรง มีความเข้าใจระบบการสาธารณสุข เข้าใจเรื่องการรักษาตนเอง ประเทศไทยจะมีความเจริญรุ่งเรือง ในทุกด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ ความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ

“หากเรามีจิตใจที่ดี สุขภาพที่ดี มีระบบรักษาพยาบาลที่ดีให้กับพวกเราเองแล้ว เราจะมานั่งหาเรื่องกันเองทำไม คงไม่มี เพราะ ทุกคนก็อยากไปทำมาหากิน สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับครอบครัว เราก็จะเป็นประเทศที่พลิกฟื้นมาก่อนคนอื่น” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินกล่าวว่า ตนมั่นใจว่า ประเทศไทยหลังจากที่โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นไปแล้ว นักท่องเที่ยวจะกลับมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน ตนเป็นนักธุรกิจมาก่อน สมัยที่อยู่ภาคธุรกิจ ตนเองมีการพยากรณ์ล่วงหน้าไว้เป็น 10 ปี มองว่า 5 หรือ 10 ปีจะเป็นอย่างไรและในแต่ละปีจะทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวัน เมื่อมาอยู่ภาคราชการก็นำสิ่งเหล่านี้มาวางเอาไว้ แต่ต้องซ่อนเอาไว้ในฝ่ายข้าราชการประจำ เพราะฝ่ายการเมือง มาๆ ไปๆ ไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เดี๋ยวพ้น เดี๋ยวมียุบสภา มีปฏิวัติ อยู่ไม่นาน ตนก็ไปฝากไว้กับข้าราชการประจำ เพื่อให้สิ่งเหล่านี้อยู่ในระบบที่เป็นระเบียบประจำ เพื่อให้เกิดและไปถึงเป้าหมายให้ได้
“พอมารับตำแหน่ง รมว.สธ. ซึ่งโดยตำแหน่งจะต้องเป็นประธาน สปสช.ด้วย จะดูว่าดี ก็ดีที่สองหน่วยงาน หน่วยงานหนึ่งเป็นผู้ให้เงิน อีกหน่วยเป็นผู้ให้บริการ ก็ต้องมารับเงินกัน จริง ๆ ประธานต้องมี 2 คน เพราะมันทับซ้อนกัน บางทีสลับหมวกไม่ทัน สธ.จะเร่งเบิกเงิน สปสช. แต่ สปสช.บอกขอเก็บเงินไว้ก่อน ประธานก็ไม่รู้จะทำยังไง แต่ถ้ามองในแง่ดีคือ รับนโยบาย สปสช. มาเมื่อไหร่ก็ผลักดันใน สธ. หรือ รับไอเดียจาก สธ. มีปัญหาอย่างไรมาผลักดันที่ สปสช. ซึ่งเป็นยุคที่ผมมารับผิดชอบ สธ. ก็พยายามผลักดันทุกอย่างให้ประชาชน และในเวลา 15 เดือนที่ได้มาเป็นอยู่ สธ. การประชุมที่เร้าใจและท้าทายที่สุด คือ การประชุมบอร์ด สปสช.” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินกล่าวว่า บอร์ด สปสช. 33 คน เป็นยอดฝีมือ แต่สิ่งที่ตนเถียงบ้าง โดนดุ ตำหนิบ้างก็โกรธบ้าง แต่ต้องให้ความร่วมมือตลอดเวลาคือ หากอาานเข้าไปในใจของทั้ง 33 คนในบอร์ด สปสช. มีความคิดถึงประชาชน เป็นสิ่งที่ตนไม่กล้าเถียง เพราะ กรรมการทุกท่านสะท้อนความต้องการของประชาชนมาให้ สปสช.ได้ฟัง เมื่อมีคำว่าประชาชน ตนในภาคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็ต้องยอม ไม่มีสิทธิโต้เถียง ตนคิดว่าสิ่งนี้เป็นความสวยงามของการทำงานร่วมกัน ที่ต่างคนต่างทำเพื่อประชาชน และหากเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมาย จะเป็นสิ่งที่ทำให้ สปสช.เดินหน้าไปเรื่อยๆ เพื่อทำให้ประสบความสำเร็จให้ได้
“ผมให้คำยืนยันในฐานะประธานบอร์ด สปสช. อาจจะพูดแทนกรรมการทุกท่านให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า พวกเราทุกคนหัวใจมีแต่พวกท่าน ผมรับประกัน และถ้านั่งอยู่ในห้องนั้นจะรู้สึกได้ถึงสิ่งนี้” นายอนุทินกล่าว

