ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศกำหนดวันรับสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด อบจ.และ ส.อบจ. วันที่ 2-6 พ.ย.63 และลงคะแนนเลือกตั้ง 20 ธ.ค.63 ปรากฏว่าบรรยากาศการรับสมัครทั่วประเทศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีผู้สมัครทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่แห่ลงสมัครกันเพียบ หลายจังหวัดมีผู้สมัคร “บิ๊กเนม” ลงสมัครชนกัน กลายเป็นสนามช้างชนช้างที่น่าจับตาเป็นพิเศษ
เริ่มจากสนามเลือกตั้งเมืองย่าโม จ.นครราชสีมา ถือว่าเป็นจังหวัดใหญ่ 32 อำเภอ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 2 ล้านคน เป็นสนามเลือกตั้งท้องถิ่นที่หลายพรรคการเมืองต้องการสร้างเป็นฐานเสียงเพื่อเชื่อมต่อสู่สนามเลือกตั้งระดับชาติ กระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยจับมือพลังประชารัฐ เพื่อไทยและชาติพัฒนา ให้การสนับสนุน “เจ๊หน่อย” ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล ภรรยาของกำนันป้อ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ และเจ้าของโรงแป้งมันเอี่ยมเฮง ลงชิงชัยเก้าอี้นายก อบจ.นครราชสีมา โดยมีข้อตกลงเก้าอี้รองนายก อบจ.และเก้าอี้ ส.อบจ.ที่แต่ละพรรคจะไม่ส่งผู้สมัครแข่งขันกันเอง ทำให้คอการเมืองฟันธงว่า “เจ๊หน่อย” กลายเป็นตัวเต็งไปโดยปริยาย ขณะที่ “หมอแหยง” นพ.สำเริง แหยงกระโทก อดีตนายก อบจ.นครราชสีมา เมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญชิงเก้าอี้ เพิ่งลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วย รมว.สาธารณสุข (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) เพราะผิดหวังที่ถูกผู้ใหญ่เท จึงต้องตัดสินใจลงสมัครอิสระในนามกลุ่มรักษ์โคราช
ผู้สมัครแข่งขันอีก 2 คน คือ นายวิฑูร ชาติปฏิมาพงษ์ อดีตนายก อบจ.นครราชสีมา ซึ่งลงสมัครในนามอิสระ ก็มีฐานคะแนนเสียงของตัวเอง แต่ที่ประมาทไม่ได้ คือ ดร.สาธิต ปิติวรา ผู้สมัครจาก “คณะก้าวหน้า” ที่โหนกระแสกลุ่มเยาวชนและนักศึกษาที่มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 6 แสนคน พร้อมชูนโยบายที่สอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ด้วย
จ.สกลนคร เป็นอีกสนามที่น่าจับตา มีแชมป์เก่า คือ ชัยมงคล ไชยรบ หรือครูต่าง อดีตนายก อบจ. 3 สมัย พ่วงตำแหน่งอดีตนายกสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย ลงสนามรอบนี้เจอคู่แข่งรอบด้าน แต่ละคนมีดีกรีครบเครื่อง มีทั้งผู้สมัครนักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจ รายแรก ดร.ชูพงศ์ คำจวง ผู้สมัครหมายเลข 2 อดีตคู่แข่งที่เคยขับเคี่ยวกันมา ลงสนามรอบนี้สวมเสื้อเพื่อไทย หวังฐานคะแนนเดิม อีกด้านคลื่นลูกใหม่ ณรงค์เดช อุฬารกุล ลูกชายนักธุรกิจเมืองสกลนคร ผู้สมัครหมายเลข 3 สังกัดพรรคก้าวไกล ถูกส่งสู้ศึกเลือกตั้งหวังเสียงเจเนอเรชั่นใหม่เข้าไปทำงาน และรายสุดท้าย กัญญาภัค ศิลปะรายะ อดีตนักการเมืองท้องถิ่น ที่ประกาศขอท้าชิงเก้าอี้อีกราย สนามเลือกตั้งนี้ไม่ธรรมดา
จ.ขอนแก่น มีผู้สมัครชิงเก้าอี้นายกทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ล่าสุดมี 7 คน หมายเลข 1 นายภัทรพันธุ หงส์วัฒนาพิเชฐ, หมายเลข 2 น.ส.ณัฎฐณิชา สารบรรณ, หมายเลข 3 น.ส.กรชฎาพิชญ์ ภูมิเขต, หมายเลข 4 นายอัษฎางค์ แสวงการ, หมายเลข 5 นายชัยอนันต์ วูดเลย์จูเนียร์ หมายเลข 6 นายพงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ อดีตนายก 4 สมัย และหมายเลข 7 นายศรุต เบ้าจรรยา
ที่น่าจับตา พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว 8 มกราคม 2555 ชนะคู่แข่งกว่า 3 แสนคะแนน ได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ มีคู่แข่งที่น่าสนใจ อัษฎางค์ แสวงการ บิ๊กเนมจากแวดวงการศึกษา เคยเป็น ผอ.โรงเรียนเทคโนโลยีธุรกิจอาชีวะ, อุปนายกโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน, คณะกรรมการสมาชิกคุรุสภา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จังหวัดขอนแก่น, อธิการบดีวิทยาลัยบัณฑิตบริหารธุรกิจในทางการเมือง เป็นอดีต ส.ว.ขอนแก่น อดีตสมัครเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1 ขอนแก่น ปี 2553 ในนามพรรคเสรีธรรม กลายเป็นคู่แข่งที่ประมาทไม่ได้
จ.สงขลา เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถือเป็นนัดล้างตา ที่หากประชาธิปัตย์ไม่สามารถยึดเก้าอี้นายก อบจ.มาได้ ก็จะถือเป็นชัยชนะอย่างสวยงามของพลังประชารัฐหลังสามารถทะลวงที่นั่ง ส.ส.มาได้ถึง 4 ที่นั่งมาแล้ว เปิดรับสมัครวันแรกมีผู้สมัครนายก อบจ. 4 ราย หมายเลข 1 ได้แก่ นายจะเด็ด เหมโกทวีทรัพย์ ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 2 พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ทีมสงขลาประชารัฐ หมายเลข 3 นายไพเจน มากสุวรรณ ทีมประชาธิปัตย์ และหมายเลข 4 นางภัทราวรรณ ขำตรี ทีมเพื่อสังคม แต่จากการวิเคราะห์แล้วชัดเจนว่า เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคพลังประชารัฐ ที่แม้ไม่ได้ประกาศส่งผู้สมัครในนามพรรค แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า พ.อ.สุชาตินั้นเป็นคนของพรรค เคยเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งในภาคใต้ของ พปชร.และสามารถกวาดที่นั่ง ส.ส.เข้ามาได้จำนวนมาก
ขณะที่นายไพเจน มากสุวรรณ จากพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะถือเป็นหน้าใหม่ของสนามการเมือง แต่ในอดีตเคยดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นคนสงขลา เรียนหนังสือในหลายสถาบันของจังหวัด โดยเฉพาะโรงเรียนมหาวชิราวุธ ปัจจุบันยังเป็นนายกสมาคมนักเรียนเก่ามหาวชิราวุธ อีกทั้งเป็นคนดั้งเดิมใน อ.สิงหนคร ฐานจากเครือญาติจึงมีไม่น้อย นอกจากนั้น ยังได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.และอดีต ส.ส.ของ ปชป.ทั้ง 8 เขตเลือกตั้ง สนามเลือกตั้งนี้ ปชป.ลั่นจะแพ้ไม่ได้
จ.นครศรีธรรมราช มีการแข่งขันทางการเมืองสูงมาก วันแรกมีผู้สมัครนายก อบจ.ถึง 5 ราย หมายเลข 1 นายอำนวย ยุติธรรม จากกลุ่มนครประชารัฐ หมายเลข 2 นางกนกพร เดชเดโช หมายเลข 3 นายอนันต์ ทองอุ่น หมายเลข 4 นายอิสระ หัสดินทร์ หมายเลข 5 นายนนทิวรรธน์ นนทภักดิ์ และหมายเลข 6 พล.ท.ธีร์ณฉัฏฐ์ จินดาเงิน แม้ยังไร้เงา พิชัย บุณยเกียรติ อดีตนายก อบจ.คนล่าสุด แต่คนเมืองคอนคาดการณ์ว่าคงจะมายื่นใบสมัครในวันสุดท้าย
เมื่อพลิกปูมหลัง อำนวย ยุติธรรม นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชนและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จ.นครศรีธรรมราช เป็นน้องชาย สายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.พปชร.นครศรีธรรมราช ลงสมัครในกลุ่มนครประชารัฐ
เบอร์ 2 กนกพร เดชเดโช ประธานสตรีจังหวัดนครศรีธรรมราชและประธานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี 14 จังหวัดภาคใต้ มารดา ชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.ปชป.นครศรีธรรมราช ลงสมัครในกลุ่มพลังเมืองนคร, เบอร์ 3 อนันต์ ทองอุ่น อดีตท้องถิ่นจังหวัดพัทลุง กลุ่มทิศทางใหม่ เบอร์ 4 นพ.อิสระ หัสดินทร์ อดีต ส.ส.หลายสมัย ลงสมัครในกลุ่มก้าวหน้า เบอร์ 5 นนทิวรรธน์ นนทภักดิ์ ลงสมัครอิสระ และ พล.ท.ธีร์ณฉัฏฐ์ จินดาเงิน อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก/ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 41 (ผบ.มทบ.41) ลงสมัครในกลุ่มคนรักเมืองนคร ชื่อชั้นแต่ละคนนั้นไม่ธรรมดา
จ.กาญจนบุรี มีคู่ต่อสู้ 2 ทีม คือ “ทีมพลังกาญจน์” ที่นำโดย นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ หรือ หมอหนุ่ย อดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย เขต 3 เมื่อปี พ.ศ.2554 ผู้สมัคร นายก อบจ.เบอร์ 1 และทีม “พลังใหม่” ที่นำโดย นายรังสรรค์ รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ หรือเสี่ยสรรค์ อดีตนายก อบจ.กาญจนบุรี 2 สมัย เบอร์ 2 แม้มีแค่ 2 ทีม แต่ชื่อชั้นไม่ธรรมดาทั้ง 2 คน เดือดไม่เดือดขนาด นายขวัญเพชร ถนอมนาม ผอ.กกต.ประจำจังหวัดกาญจนบุรี ออกมาบอกว่า “สถานการณ์การแข่งขันในสนามนี้ทราบว่ามีการแข่งขันที่เข้มข้นดุเดือด ดังนั้น ขอให้ผู้สมัครหาเสียงให้อยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนด”
และที่น่าจับตาอีกสนามหนึ่งคือ จ.ปทุมธานี เพราะ 2 ตัวเต็งพาลูกทีมเดินทางมายื่นใบสมัคร ประกอบด้วยทีมปทุมรักไทย มี นายชาญ พวงเพ็ชร์ อดีตนายก อบจ.ปทุมธานี 4 สมัย เป็นหัวหน้าทีม สู้กับคู่แข่งทีมคนรักปทุมของ “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นหัวหน้าทีม
สำหรับ ชาญ พวงเพ็ชร์ นั่งเป็นนายก อบจ.ตั้งแต่ปี 2547 ครองเก้าอี้ยาวนานถึงปัจจุบัน สโลแกนที่ติดหูติดตาชาวบ้าน “ลุงชาญใจดี” ขณะที่ “บิ๊กแจ๊ส” สวมเสื้อทีมคนรักปทุม ภายใต้สโลแกน “ชีวิตที่เหลือเพื่อชาวปทุมธานี” กล้ารับอาสาลงมาท้าชน ขณะรับราชการเปิดคลินิกการแพทย์แผนไทยเพื่อให้การรักษาโรคหลากหลาย ตุนคะแนนเสียงมาเรื่อยๆ แบบเงียบๆ ถึงวันนี้บารมีของบิ๊กแจ๊สกับชาญถือเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ
การเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้ นี่แค่เปิดตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน แต่ละจังหวัดมี “ช้าง” ลงประชันกันเป็นจำนวนมาก
คาดว่าเมื่อปิดการรับสมัคร วันที่ 6 พฤศจิกายน คงจะได้เห็นอีกหลายสนามเลือกตั้งที่เดือดปุดปุด เพราะระดับบิ๊กของจังหวัดลงมาต่อสู้กันในสนามประชาธิปไตย

