ส่องผู้นำ 10 ชาติ ถก อาเซียนซัมมิต รับมือ “หลังโควิด”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วม การประชุมสุดยอดอาเซียน (อาเซียนซัมมิต) ครั้งที่ 37 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบประชุมทางไกล ระหว่างวันที่ 12-15 พฤศจิกายน ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล
ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่มีการประชุมสุดยอดอาเซียนแบบเต็มรูปแบบที่จัดผ่านระบบการประชุมทางไกล มีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และเลขาธิการอาเซียนเข้าร่วม ที่ประเทศเวียดนามเป็นเจ้าภาพภายใต้หลักคิด “แน่นแฟ้นและตอบสนอง”
สำหรับกรอบการหารือและหัวข้อที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมสุดอาเซียนครั้งที่ 37 นั้น น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ครม.เห็นชอบเอกสารที่จะมีการลงนามหรือรับรองในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 37 ประชุมระหว่างวันที่ 12-15 พฤศจิกายน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้กล่าวแสดงข้อคิดเห็นและเสนอทิศทางขับเคลื่อนกลไกของอาเซียน ว่าการขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็งจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือและติดตามความคืบหน้าของข้อริเริ่มต่างๆ ของอาเซียนในการรับมือกับผลกระทบของโรคโควิด-19 ตลอดจนเพื่อหารือร่วมกันเกี่ยวกับความร่วมมือกับภาคีภายนอกของอาเซียน และแลกเปลี่ยนทรรศนะต่อสถานการณ์
ขณะที่ไทยเสนอ 4 ประเด็นสำคัญคือ 1.การร่วมเสริมสร้างความร่วมมือด้านสาธารณสุข สร้างความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีน พร้อมแบ่งปันไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน สนับสนุนคลังสำรองอุปกรณ์ทางการแพทย์อาเซียนสำหรับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และพร้อมสมทบเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ตลอดจนพร้อมที่จะเป็นที่ตั้งของศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่
2.ส่งเสริมแนวทางการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 แบบบูรณาการ 3.เสนอให้อาเซียนเตรียมความพร้อมในระยะยาวเพื่อยืนหยัดและต้านทานต่อความท้าทายใหม่ และ 4.อาเซียนต้องร่วมมือรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการรับมือกับการแพร่ระบาดและการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19 ที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย หรือ win-win cooperation
นอกจากนี้นายกฯ กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมในกรอบอาเซียน จำนวน 14 รายการ และการประชุมในกรอบแม่โขง จำนวน 2 รายการ โดยจะผลักดัน 3 ประเด็นหลักสำคัญในการประชุมกรอบอาเซียน และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การรับมือกับการแพร่ระบาดและผลกระทบของโควิด-19 การสร้างอนาคตที่เข้มแข็งและยั่งยืนในยุคหลังโควิด-19 การส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจและการสร้างบรรยากาศความร่วมมือในภูมิภาค
ทั้งนี้ ในการร่วมประชุมกับคู่เจรจาในกรอบต่างๆ ประเทศไทยจะย้ำถึงความสำคัญของกลไกต่างๆ ที่อาเซียนมีบทบาทนำ เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกัน และมุ่งหวังว่าจะมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ตลอดจนไทยพร้อมจะร่วมมือกับอาเซียน และคู่เจรจาของอาเซียนในการรับมือกับโควิด-19 และสนับสนุนข้อริเริ่มที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความยั่งยืนร่วมกัน
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯอธิบายเพิ่มว่า เอกสารที่จะมีการรับรองในการประชุมครั้งนี้มีจำนวนหลายฉบับ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น 1.การจัดทำวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนภายหลังปี ค.ศ.2025 2.การวางแนวทางการฟื้นตัวและสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาวให้แก่อาเซียนหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 3.การเสริมสร้างขีดความสามารถและความยืดหยุ่นของระบบสาธารณสุข การศึกษา และ SMEs 4.การอำนวยความสะดวกการเดินทางด้านธุรกิจที่จำเป็นในภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านสาธารณสุข 5.การส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้นำสหรัฐ ในเรื่องการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ เป็นต้น 6.การรับรองโคลอมเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าร่วมเป็นอัครภาคีอย่างเป็นทางการในสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้ยังมีการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-เกาหลี ครั้งที่ 2 และการประชุมระดับผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 12 ในวันที่ 13 พฤศจิกายน เป็นการจัดประชุมคู่ขนานกับการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 37
ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุมน้ำโขง-เกาหลี ครั้งที่ 2 แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือบนพื้นฐาน 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาชน ความเจริญรุ่งเรือง และสันติภาพ รวมถึง 7 สาขาที่มีความสำคัญ เช่น วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โดยเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันผ่านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สร้างขีดความสามารถในระดับอุดมศึกษา การเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์และอาชีวศึกษา และข้อมูลเทคโนโลยี โดยเสริมสร้างความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)
ส่วนร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 12 จะเป็นการดำเนินการภายใต้ 3 เสาหลัก ของยุทธศาสตร์กรุงโตเกียว ค.ศ.2019 ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การพัฒนาความเชื่อมโยงที่ดีและมีประสิทธิภาพ เช่น การก่อสร้างระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกในเมียนมา
การสร้างสังคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เช่น ความร่วมมือทางวิชาการเพื่อลดช่องว่างทางทักษะของผู้เชี่ยวชาญประเทศลุ่มน้ำโขง รวมถึงการสานต่อความสัมพันธ์ อาทิ ข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 เช่น การสนับสนุนเงินจำนวน 1 พันล้านเยนของญี่ปุ่น สำหรับโครงการส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์ในระดับฐานรากในปี ค.ศ.2020รวมทั้งยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) เช่น การเร่งรัดเพื่อบรรลุแผนแม่บท ACMECS (ค.ศ.2019-2030)
กรอบการประชุมสุดยอดอาเซียนในห้วงปี 2563 ประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ จะมุ่งเน้นในการขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือด้านสาธารณสุขเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
ต้องติดตามว่าในปี 2564 ประชาคมอาเซียน ที่ประเทศบรูไนจะขึ้นมาเป็นประธานอาเซียน จะร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมืดด้านต่างๆ ได้มากน้อยแค่ไหน และต้องเจอกับความท้าทายเรื่องอะไรอีกในภูมิภาคอาเซียน

