สมชัย เปิดร่างแก้ รธน.ไอลอว์ ยกเป็นฉบับ ‘กล้าหาญ กล้าชน แยบยล ไม่เกรงใจ ส.ว.’

สมชัย เปิดร่างแก้ รธน.ไอลอว์ ยกเป็นฉบับ ‘กล้าหาญ กล้าชน แยบยล ไม่เกรงใจ ส.ว.’

 

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการเลือกตั้ง ม.รังสิต และเป็นอดีตกรรมการการเลือกตั้ง แสดงความเห็นวิเคราะห์ร่าง รธน.ฉบับประชาชน ที่มีความเสี่ยงถูกผู้แทนฝ่ายรัฐบาลรวมถึง ส.ว.คว่ำ โดยระบุว่า

เปิดร่าง ไอลอว์

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน ทั้งแยบยล ทั้งกล้าหาญ

ผมเป็นหนึ่งในแสนกว่าคนที่ร่วมลงชื่อกับ ไอลอว์ ในการขอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยใช้ช่องทางมาตรา 256(1) ในรัฐธรรมนูญ

ยอมรับว่า ขณะลงชื่อ ดูแค่หลักการและหัวข้อที่จะขอแก้ ไม่ได้อ่านถึงขนาดที่เป็นรายละเอียดในแต่ละมาตรา แต่เมื่อภายหลังได้มีโอกาสอ่านร่างที่สมบูรณ์ฉบับเสนอสภา ต้องยอมรับว่า วิธีการร่างนั้น แยบยลและกล้าหาญยิ่ง

จะขออนุญาตนำเสนอเรียงมาตรา โดยแบ่งเป็น 4 ตอน เพื่อให้ไม่ยาวเกินไป

ประเด็นที่หนึ่ง เป็นร่างที่กล้าพูดตรงๆ เกี่ยวกับเรื่อง ควรยกเลิกหมวดปฏิรูปประเทศ และมาตราที่เกี่ยวกับการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ

เพราะข้อความในหมวดปฏิรูปที่เขียน เพื่อให้เป็นหลักการที่ดูดี สวยหรู เป็นนามธรรม แต่ไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ เพื่อเป็นข้ออ้างว่า ประเทศกำลังเดินหน้าสู่การปฏิรูป และเป็นเครื่องมือให้ ส.ว.มากำกับการทำงานของรัฐบาล และพร้อมเข่นฆ่าห้ำหั่นฝ่ายรัฐบาล หากเป็นคนละพวก แต่หากเป็นพวกเดียวกันก็จะละเลย เพิกเฉย หรือกำกับแบบขอไปทีแค่เป็นพิธีกรรม

ดูจากรายงานความคืบหน้าของรัฐบาลในเรื่องการปฏิรูปประเทศและการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ของเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2563 เพิ่งเข้าสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 5 สิงหาคม 2563 และเข้าวุฒิสภาเมื่อ 31 สิงหาคม และ 8 กันยายน 2563 (ล่าช้าถึง 6 เดือน) แถมไม่มีความคืบหน้าใดๆที่ดูดี

ตัวอย่างเช่น เขียนรายงานความคืบหน้าในการปฏิรูปการเมืองว่ามีผลงานโดดเด่นที่เป็นรูปธรรม คือ การผลิตภาพยนต์สั้นความยาว 7 นาที เรื่อง “ฝุ่นหรือหยดน้ำ” ส่วนความคืบหน้าในการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คือ ผลงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการจ้างที่ปรึกษาโครงการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติแล้ว

รายงานโดยภาพรวมบอกว่า มีเรื่องที่ดำเนินการแล้วเสร็จทำบรรลุเป้าหมายครบถ้วน เพียง 10 เรื่องจาก 173 เรื่องหรือเพียงร้อยละ 6 เท่านั้น ทั้งที่ดำเนินการผ่านไปแล้วถึง 3 ปีเศษจากกรอบเวลา 5 ปี

ซึ่งหากเป็นรัฐบาลที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม ที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจกลายเป็นประเด็นในการล้มรัฐบาลไปแล้ว

เมื่อเป็นของหลอกลวง เมื่อเป็นสิ่งที่เขียนขึ้นมาแล้วทำไม่ได้จริง เมื่อเป็นเพียงเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม ไอลอว์จึงเสนอไว้ในมาตรา 3 มาตรา 4 มาตรา 5 และ มาตรา 7 ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ยกประเด็นดังกล่าวออกไป

เปิดร่าง ไอลอว์ ตอนที่ 2

ในตอนที่ 1 ได้กล่าวถึงข้อเสนอในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของไอลอว์ ที่ให้ยกเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ ออกจากรัฐธรรมนูญ

ในตอนที่ 2 นี้ จะเจาะลึกข้อเสนอที่เกี่ยวกับ วุฒิสภา ที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 10 ของร่างแก้ไขของไอลอว์ ที่ต้องกล่าวว่า กล้าหาญและกล้าชนแบบไม่เกรงใจ โดยมีเนื้อสรุปได้ดังนี้

1) โละทิ้ง ส.ว. 250 คนที่มาจากการแต่งตั้งจาก คสช.และมาโดยตำแหน่ง ผบ.ต่างๆ

2) ให้มี ส.ว. ใหม่ 200 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยน้อยสุดต้องมี ส.ว.หนึ่งคน และเพิ่มจำนวนตามสัดส่วนของผู้มีสิทธิ

3) ผู้มีสิทธิหนึ่งคน เลือกได้ 1 เสียง ให้ผู้ได้รับเลือกเรียงลำดับจากผู้ได้คะแนนสูงสุด จนครบจำนวนในแต่ละจังหวัด

ข้อเสนอแบบนี้ คล้ายกับการเลือกตั้ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ที่อาจทำให้ในบางจังหวัด นักการเมืองที่มีอิทธิพลสามารถส่งญาติพี่น้องมาลงสมัคร แต่สำหรับจังหวัดที่มีประชากรมาก เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ความรู้ความสามารถและเป็นที่รู้จัก เข้ามาเป็น ส.ว.ได้ โดยไม่ต้องพึงอิทธิพลทางการเมือง

เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียแล้ว ยังน่าจะดีกว่าการออกแบบแบบอื่นๆ และดีกว่า การแต่งตั้งจาก คสช. ที่มาทำหน้าที่เป็นเสาค้ำจุนการสืบทอดอำนาจร้อยพันเท่า

ส.ว.ปัจจุบัน ยังคงทำหน้าที่ต่อ จนกว่าการเลือกตั้ง ส.ว.จะเสร็จสิ้น และชุดใหม่มาทำหน้าที่ต่อ จึงไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดสุญญากาศใดๆ

เพียงแต่ข้อเสนอนี้ กล้า และไม่เกรงใจ จนยากที่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ว.ชุดปัจจุบัน เพราะเป็นการลงมติเพื่อทุบหม้อข้าวตนเอง

ดังนั้น จึงต้องหาคำอภิปรายอื่นๆ เพื่อล้มญัตติของไอลอว์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับเงินช่วยเหลือจากต่างชาติ (รัฐบาลก็รับ ไม่เห็นมีใครโวยวาย) หรือเรื่อง รับร่างแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ปปช. ต้องพ้นจากตำแหน่ง จะเกิดสุญญากาศ แล้วจะเปิดช่องให้คอร์รัปชั่นกัน ซึ่งผมจะนำเสนอรายละเอียดในตอนที่ 3 ว่าไม่เป็นจริง อย่างไร

ไม่รับ เพราะเกรงตัวเองตกงาน มิใช่ด้วยเหตุผลอื่นตามที่เขาหลอกลวง

เปิดร่าง ไอลอว์ ตอนที่ 3 เริ่มใหม่ องค์กรอิสระ

ข้อเสนอในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ไอลอว์เสนออีกประเด็นหนึ่งซึ่งถือว่า “หนักมาก” คือ การให้ศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พ้นจากตำแหน่ง

สาเหตุอาจเนื่องมาจาก ที่มาของบุคคลกลุ่มนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ คสช.มีอำนาจ และสรรหาบุคคลที่อาจเห็นว่ามีความคิดไปในทางเดียวกันมาดำรงตำแหน่ง

อีกทั้งผลการทำงาน การวินิจฉัยในหลายๆ เรื่อง ล้วนแล้วแต่ขัดสายตาประชาชนและเอนเอียงข้างผู้มีอำนาจทั้งสิ้น

ปปช.ตัดสินกรณี แหวนแม่นาฬิกาเพื่อน อืดอาดล่ากรณีถือครองที่ดินของนักการเมืองหญิง กกต.ไม่สามารถจัดการกับการทุจริตเลือกตั้ง ชงเรื่องยุบพรรคฝ่ายตรงข้าม แต่กลับมีมาตรฐานต่างไปกับพรรคอื่น กสม.แม้สรรหายังไม่เสร็จ แต่คนทำงานในฝั่งองค์เอกชนโดนกีดกันออก ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแต่ละครั้งแทบทายผลได้ล่วงหน้า

สิ่งนี้คือ ปรากฏการณ์ที่นำไปสู่ข้อเสนอในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของไอลอว์

หากรับร่าง และรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขประกาศใช้ บุคคลที่อยู่ในตำแหน่งดังกล่าวถือว่าสิ้นสุด แต่จะยังรักษาการ ไปจนกว่าคนใหม่ที่ผ่านกระบวนการสรรหา ตามรัฐธรรมนูญ 2540 จะมาแทนที่ การยกเลิก พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นการเปิดช่องให้สรรหาใหม่ ภายใต้กติกาปี 2540 อย่างแยบยล

ใครจะมาอ้างว่า เกิดสุญญากาศ ไม่มี กกต. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้คดีทุจริตทางการเมืองต่างๆ ต้องล่าช้าไปกว่าหกเดือน ล้วนเข้าใจผิด และเป็นการชี้นำผิดๆ ต่อสังคม เพราะเขายังอยู่ หากตั้งใจทำงานอย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่มีอะไรล่าช้า

ข้อเสนอนี้ ยอมรับว่า “หนักมาก” (ตอนต่อไป รายละเอียด สสร. ของไอลอว์ แบบเบิ้มๆไม่เหมือน ที่พรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลเสนอ)

เปิดร่าง ไอลอว์ ตอนที่ 4 แก้วิธีการแก้ที่ไม่เหมือน

ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เสนอโดย ไอลอว์ ในส่วนประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 มีส่วนที่เหมือนกันในการตัด ส.ว. หนึ่งในสามออกจากขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระหนึ่งและสาม แต่มีประเด็นแตกต่างจากร่างของรัฐบาลและฝ่ายค้านที่น่าสนใจคือ

หนึ่ง ตัดขั้นตอนที่ต้องทำประชามติพร่ำเพรื่อใน (8) ของมาตรา 256 ออก ซึ่งร่างของรัฐบาลยังอาลัยอาวรณ์อยู่

สอง ตัดขั้นตอน การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหลังทำประชามติแล้วว่าร่างที่ผ่านประชามติขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ออก (ยังมีอยู่ในร่างรัฐบาล ทั้งๆที่ก็ผ่านประชาชนทั้งประเทศมาแล้ว ศาลจะมาใหญ่กว่าประชาชนได้อย่างไร)

สาม การได้มาซึ่ง สสร. 200 คน มาจากการเลือกตั้งทางตรง (เหมือนร่างฝ่ายค้าน แต่ของรัฐบาล แบ่งเป็น 150+20+20+10)

สี่ ใช้ประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง เป็นข้อเสนอที่เบิ้มมาก นักการเมืองซื้อเสียงไม่ได้ (ร่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง)

ห้า ใช้เวลาร่าง 360 วัน และต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง (ร่างรัฐบาล 240 วัน ร่างฝ่ายค้าน 120 วัน) ยอมช้ากว่า แต่ขอให้ฟังประชาชนจริงๆ ใจใหญ่มาก

หก ร่างเสร็จ เข้าสภา สภาผ่านไม่ต้องลงประชามติ (เหมือน 40 และประหยัดเงิน) สภาไม่ผ่านถึงทำประชามติ ว่า ประชาชนจะเอาอย่างไร (เหมือนร่างรัฐบาล แต่ร่างฝ่ายค้าน ให้ทำประชามติเลย)

หากถามความเห็นผม น่าจะผสมผสานความคิดทั้งสามฝ่ายในการออกแบบ โดยรับหลักการร่างที่ดีที่สุดเป็นร่างหลักและไปแปรญัตติเอาส่วนดีของร่างที่เหลือมาผสมผสาน

โดยหากเรียงลำดับ จากดีสุดถึงเลวสุดในความเห็นของผม คือ ไอลอว์ ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล

สมชัย ศรีสุทธิยากร
มหาวิทยาลัยรังสิต
หนึ่งวันก่อนวันลงมติวาระ 1 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon