อ่าน “ถ้อยคำ” ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างเปรียบเทียบกับ “ถ้อยคำ” ของ นายถาวร เสนเนียม แล้วต้องมองอย่างที่เรียกกันว่า
“ระหว่าง บรรทัด”
นั่นก็คือ ต่างเสนอ “กัปปิยโวหาร” ตรงและสอดรับกันว่า จะไม่มีความขัดแย้ง แตกแยก เกิดขึ้น “ภายใน” พรรคประชาธิปัตย์
นายถาวร เสนเนียม ถึงกับระบุ
“ใครก็แล้วแต่ที่หวังดีว่า กปปส.จะแตกกับประชาธิปัตย์ ขอให้สบายใจได้ว่าเรายังคงเหนียวแน่น มีความเป็นประชาธิปัตย์เหมือนเดิม”
กระนั้น เมื่อกล่าวถึง “ประชามติ” ก็มี “นัยยะ”
“การทำประชามติปี 50 ฝ่ายรับชนะ 57 ต่อ 43 แต่ในอีก 3 เดือนต่อมาพรรคการเมืองที่ไม่รับกลับชนะการเลือกตั้ง การลงคะแนนแต่ละครั้งมีปัจจัยเฉพาะ”
เป็นบทสรุปจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
“ตั้งแต่การแลกเปลี่ยนความเห็นช่วงการชุนนุม 204 วัน มีแต่นักการเมืองและข้าราชการบางคนที่ยังไม่ปฏิรูป ต้องวิเคราะห์ถอดบทเรียนว่า นักการเมืองไม่สามารถสั่งประชาชนได้แล้ว”
เป็นบทสรุปจาก นายถาวร เสนเนียม
ทั้งๆ ที่ผลของการออกเสียง “ประชามติ” ออกมาในกระสวนเช่นนี้ ถามว่า “ภายใน” พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความขัดแย้งกันจริงละหรือ
ภาพโดย “ภายนอก” อาจเห็นเช่นนั้น
ไม่ว่าจะเป็นคำรับรองอันมาจาก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรค
ไม่ว่าจะเป็นคำรับรองอันมาจาก นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค
แต่ถามว่า “มุมมอง” มีความ “ต่าง” กันหรือไม่
อย่างน้อย “รูปธรรม” อันเห็นได้จาก “คะแนน” ที่เป็นไปในทาง “รับ” มากกว่า “ไม่รับ” สะท้อนความนัยอันลึกซึ้งยิ่งในทางการเมือง
ไม่ว่าใน “กทม.” ไม่ว่าใน “ภาคใต้”
อย่างน้อยบทสรุปอันเฉียบขาดที่มาจากปาก นายถาวร เสนเนียม ว่า “นักการเมืองไม่สามารถสั่งประชาชนได้แล้ว”
เท่ากับถามไปยังนักการเมืองอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เท่ากับถามไปยังนักการเมืองอย่าง นายชวน หลีกภัย และ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ความหมายก็คือ คะแนนเหล่านี้น่าจะมีผลต่อ “การเลือกตั้ง”
หมายความว่า ต้องเป็นการเลือกตั้งที่อยู่ภายใต้กระบวนการของ “การปฏิรูป” เท่านั้น มิใช่การเลือกตั้งจากความจัดเจนแบบ “เดิม-เดิม”
คําประกาศยืนยันจากแกนนำระดับเอ้จาก “กปปส.” อย่าง นายถาวร เสนเนียม จึงมากด้วยความแจ่มชัดในทิศทางการเมือง
1 เขาเหนียวแน่นอยู่กับ “ประชาธิปัตย์” ไม่แปรเปลี่ยน
ขณะเดียวกัน 1 ซึ่งสำคัญ “ประชาธิปัตย์” จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะอย่างที่ กปปส.เรียกร้องมาโดยตลอดว่า
ต้อง “ปฏิรูป”
อาจกล่าวได้ว่า ข้อเรียกร้องนี้มิได้มาจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะประกาศ “วางมือ” ทางการเมืองไปเสร็จสรรพแล้ว
แต่ก็ต้องยอมรับในฐานะของ นายถาวร เสนเนียม
เพราะที่ยืนอยู่ข้างหลัง นายถาวรเสนเนียม มี นายวิทยา แก้วภราดัย และมี นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ มี นายอิสสระ สมชัย
เมื่อมี นายวิทยา แก้วภราดัย ย่อมมีนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู
ทั้งหมดนี้สะท้อนและตอกย้ำอย่างแจ่มชัดว่า “กปปส.” มิได้มีความต้องการที่จะไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ แต่มุ่งเอาที่ “ประชาธิปัตย์” นั่นเอง
นั่นก็คือ “ปฏิรูป” พรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นด้านหลัก
ถามว่าสายสัมพันธ์ระหว่าง “กปปส.” กับ “คสช.” เป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
การแสดงออกของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน เด่นชัด
ยิ่งว่าทำงานให้ใครแนบแน่นกับ “ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย” ระหว่างการทำ “ประชามติ” อย่างไร
จึงไม่ยากที่ “คสช.” จะแตะไปยัง “ประชาธิปัตย์” ยุคใหม่

