‘ยิ่งชีพ ไอลอว์’ ไปม็อบราชประสงค์ ชี้ ทุกเสียงที่ ‘ไม่รับ’ ร่างรธน.ฉบับประชาชนต้องรับผิดชอบปวศ.ในวันหน้า
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ในช่วงค่ำบริเวณถนนพระรามที่ 1 ตรงข้ามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นสถานที่จัดกิจกรรมของกลุ่ม ‘ราษฎร’ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เนตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ ปรากฏตัว หลังจากในวันเดียวกันนี้ สภามีมติไม่รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
ก่อนหน้านี้ นายยิ่งชีพ เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงประชาชนและสมาชิกรัฐสภาเนื้อหาโดยสังเขปว่า 2 วันมานี้เป็นเกียรติอย่างสูงในชีวิตของตนในฐานะประชาชนคนธรรมดา ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภา ไม่ได้ถูกแต่งตั้งจาก คสช. ที่ได้มีโอกาสมายืนในห้องประชุมรัฐสภา เพื่อนำเสนอความฝันที่เป็นความต้องการของคนกว่าหนึ่งแสนคน สาเหตุที่ผมมายืนตรงนี้ได้ไม่ใช่เพราะมีคุณสมบัติหรือมีความสามารถพิเศษใด แต่เดินทางมาถึงจุดนี้ได้เพราะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีความฝันตรงกันส่งตนมา กระดาษทุกใบ หมึกเครื่องปริ้นท์ทุกหยด เงินทุกบาทที่ท่านจ่ายเป็นค่าสแตมป์ส่งไปรษณีย์ หรือค่าเดินทางนำเอกสารมาส่งให้กัน โดยคนกว่าหนึ่งแสนคน และการลงแรงทำงานหนักของคนหลายร้อยคน มีคุณค่าทำให้เราสามารถนำความฝันที่อยากจะอยู่อาศัยในประเทศที่ดีกว่านี้มานำเสนอในมือของสมาชิกรัฐสภาทุกคนได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ ที่ประชาชนชาวไทยประสบความสำเร็จในการส่งความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาพิจารณากันในกลไกที่มีอยู่ได้สำเร็จ ตนต้องขอบคุณสมาชิกรัฐสภา “เกือบทุกคน” ที่ปฏิบัติต่อข้อเสนอของประชาชนอย่างให้เกียรติ โดยรับรู้ว่า เป็นความต้องการที่มาจากการมีส่วนร่วมทางตรงของประชาชนและมาจากกระบวนการอันชอบธรรม พร้อมกับกล่าวในระหว่างการอภิปราย “เห็นด้วย” กับความฝันของพวกเราหลายประการ
นายยิ่งชีพ ยังสรุปความเห็นของสมาชิกรัฐสภาเป็นข้อๆ ได้แก่
1. ความฝันที่ต้องการให้ประชาชนมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีได้ โดยไม่มี ส.ว. ชุดพิเศษที่แต่งตั้งมาเองและมาเลือกตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี และไม่มีช่องทางพิเศษสำหรับนายกที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่มีสมาชิกรัฐสภาคนใดเห็นแตกต่างเป็นอย่างอื่นเลย มีเพียงชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ที่บอกว่า ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้ นายกฯ ต้องเป็น ส.ส. เพราะจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งต่อไม่ได้
2. ความฝันที่ต้องการเห็น “องค์กรอิสระ” สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล โดยไม่ได้มีที่มาจาก คสช. หรือคนของรัฐบาลเอง ไม่มีสมาชิกรัฐสภาคนใดเห็นแตกต่างเป็นอย่างอื่นเลย
3. ความฝันที่ต้องการให้ประชาชนมีอำนาจกำหนดอนาคตตัวเองได้ ไม่ใช่มีแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี และแผนการปฏิรูปประเทศกำหนดเอาไว้แทน มีสมาชิกรัฐสภาเห็นแตกต่าง 2-3 คน โดยยกเหตุผลว่า เนื้อหาของแผนการเหล่านี้มีประโยชน์ต่ประเทศ แต่ไม่มีใครที่เห็นด้วยว่า ควรให้มีแผนการของประเทศที่ คสช. แต่งตั้งคนของตัวเองมาเขียนขึ้น และพิจารณาประกาศใช้ บังคับใช้ด้วยตัวเองเช่นนี้
4. ความฝันที่ต้องการให้ระบบยุติธรรมปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีการนิรโทษกรรมเป็นพิเศษให้ใคร ไม่มีสมาชิกรัฐสภาคนใดเห็นแตกต่างเป็นอย่างอื่นเลย
5. ความฝันที่ต้องการให้กติกาสูงสุดในการปกครองประเทศ มาจากประชาชน ตัวแทนที่ประชาชนเลือกเข้าไป ในบรรยากาศที่ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมได้ ไม่มีสมาชิกรัฐสภาคนใดเห็นแตกต่างเป็นอย่างอื่นเลย มีเพียง 3-4 คน จากพรรคร่วมรัฐบาล และวุฒิสภา ที่เห็นควรว่าต้องห้ามแก้ไขในหมวด 1-2 ถึงจะยอมลงมติ “รับหลักการ” ได้
นายยิ่งชีพระบุต่อไปว่า ขอย้ำให้เป็นที่ทราบกันว่า ตามระบอบการเมืองการปกครองในปัจจุบัน ประชาชนเมื่อเข้าชื่อกันเกิน 50,000 คน มีสิทธิเพียง “เสนอ” ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น เมื่อนำเสนอเรียบร้อยแล้ว อำนาจในการตัดสินใจก็อยู่ในมือของสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น และหากหลักการนั้นถูกรับไว้พิจารณา ขั้นตอนต่อไปในวาระที่ 2-3 ก็อยู่ในมือสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น ดังนั้น ข้อกังวลของสมาชิกบางท่านว่า เมื่อรับหลักการไปแล้วจะเกิดผลต่างๆ นานาในขั้นตอนต่อไป
จึงเป็นการแสดงออกว่า สมาชิกรัฐสภา “กลัว” ร่างฉบับที่ประชาชนเสนอ โดยไม่มีเหตุผลอันใดเลย เพราะประชาชนและผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายไม่มีอำนาจลงมติ ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ไม่มีอำนาจใดๆ เหลืออีกแล้ว มีเพียงพลังของ “เหตุผล” ที่ได้แถลงต่อสภาไปแล้ว ซึ่งจะถูกบันทึกไว้และจะคงอยู่ตลอดไป แต่ความกลัวดังกล่าว ก็นำมาซึ่งข้อกล่าวหานอกประเด็น เช่น
1. ไอลอว์ ทำงานโดยรับเงินกองทุนจากต่างประเทศ ซึ่งก็ชี้แจงหลายรอบแล้วว่า กองทุนเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ไม่มีการแทรกแซงกำหนดเนื้อหาในกิจกรรมที่ดำเนินการ
2. ร่างฉบับนี้จะช่วยให้นักการเมืองพ้นผิด โดยไม่ระบุว่า นักการเมืองคนใด และพ้นผิดจากเรื่องใด จึงไม่มีข้อมูลและไม่มีเหตุอะไรต้องชี้แจง
3. ร่างฉบับนี้ เป็นกลุ่มเดียวกับ “คณะราษฎร2563” หรือกลุ่มผู้ชุมนุมในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่า ผู้เข้าชื่อเสนอมากว่าแสนคน จำนวนมากก็เป็นผู้ที่ร่วมชุมนุมอยู่บนท้องถนน แต่การชุมนุมไม่ได้มีอะไรไม่ถูกต้อง ไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด ข้อกล่าวหานี้จึงไม่มีประเด็นอีกเช่นกัน
“การกล่าวโจมตีมาที่ตัวผู้ริเริ่มเสนอแก้รัฐธรรมนูญก็ดี การกล่าวโจมตีไอลอว์ก็ดี เป็นเพียงการพยายามกล่าวนอกประเด็น ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้การประชุมสภาที่เพิ่งผ่านไปคล้ายกับการ การอภิปรายไม่ไว้วางใจไอลอว์ ซึ่งไอลอว์ในฐานะองค์กรเอกชน หรือเอ็นจีโอ ไม่ได้มีอำนาจรัฐ ไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมาย ไม่ได้ใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนคนไทย แต่กลับถูกตรวจสอบโดยการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา หลายคนได้กล่าวถึงองค์กรด้วยกริยาจ้องหน้า ชี้หน้า ขึ้นเสียง ซึ่งเป็นการมองพวกเราเป็นผู้มีสถานะสูงเกินกว่าความเป็นจริง คล้ายการอภิปรายตรวจสอบการใช้ทำงานของรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหน้าที่หลักที่สมาชิกรัฐสภาควรจะทำ
เราจึงต้องขออภัยพี่น้องประชาชนมา ณ ที่นี้ด้วย ที่การอภิปรายครั้งนี้พี่น้องประชาชนต้องเสียเวลามาฟังเรื่องที่เกี่ยวกับพวกเรามากกว่าเนื้อหาสาระ
สมาชิกรัฐสภาบางคนที่ไม่อยากลงมติ รับร่างที่ประชาชนเสนอไว้พิจารณา ยังสามารถอภิปรายแสดงเหตุผลลงในเนื้อหาของร่างที่เสนอได้บ้าง แต่ก็เป็นเพียงหยิบเอาเรื่องทางเทคนิคมากล่าวหากันเท่านั้น” นายยิ่งชีพระบุ และทิ้งท้ายว่า
การตัดสินใจเช่นนี้ ก็จะทำให้ทุกเสียงที่ “ไม่รับ” หลักการในวันนี้ ต้องกลายเป็นผู้ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบในทางประวัติศาสตร์ สำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้าต่อไป
////

