‘สุชัชวีร์’ชูการศึกษายุค‘5จี’ เน้นคุณภาพ ดึง‘กสทช.’สร้าง‘ทุนมนุษย์’

20.11.20 | 12:05 น.

หมายเหตุมติชน จัดสัมมนา “7 เสือที่อยากเห็น กสทช.ชุดใหม่ เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย” วันที่ 25 พฤศจิกายน ณ ห้องประชุมหนังสือพิมพ์ข่าวสด โดยมี นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมเป็นวิทยากร เปิดมุมมอง ความคาดหวังที่มีต่อ กสทช.ในการพัฒนาด้านการศึกษา

•ทิศทางการพัฒนาการศึกษาในอนาคต

มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวและเปลี่ยนค่อนข้างมาก แม้จะไม่เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เข้ามา ทำให้ทุกประเทศในโลกปั่นป่วน การศึกษาไทยก็อยู่ในขั้นวิกฤตอยู่แล้ว อย่างที่ทราบว่าทุกวันนี้ จำนวนเด็กลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากจำนวนผู้สมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 จนถึงปี 2563 เด็กน้อยลงทุกปี กระทั่งปี 2564 ก็คิดว่าจะน้อยลงอีก ขณะที่อัตราการเกิดของเด็กลดลง อย่างปีที่ผ่านมามีเด็กเกิดใหม่ไม่เกิน 500,000 คน ฉะนั้นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องปริมาณ หรือการผลิตกำลังแรงงานเพื่อป้อนคนในระบบเท่านั้น แต่ต้องเน้นคุณภาพ เป็นทางรอดเดียวของประเทศไทย

คำถามคือ จะสร้างคุณภาพของทุนมนุษย์อย่างไร คำตอบสำคัญคือ การศึกษา เป็นตัวเลือกเดียว ที่มีความสำคัญมาก ภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ยอมรับว่าประเทศไทยยังปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ทั้งระดับมหาวิทยาลัย โรงเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษาหรือแม้กระทั่งระดับอนุบาล ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วง สถานการณ์นี้เป็นมาระยะหนึ่งแล้วแม้จะไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 พอมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามาก็เป็นเหมือนอัตราเร่ง ทำให้แต่ละประเทศกลับมามองว่าจะอยู่แบบเดิมไม่ได้ อย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ช่วงที่ไม่มีโควิด-19 ถือเป็นประเทศที่ร่ำรวย เป็นประเทศที่ให้บริการทางการเงิน แต่พอมีโควิด-19 หุ้นตก สภาวะทางการเงินไม่ดี สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ดังนั้นสิงคโปร์ จึงประกาศ ว่าจากนี้จะลงทุนกับการศึกษาและสร้างทุนมนุษย์ให้มากขึ้น เป้าหมายคือต่อไปคนสิงคโปร์ต้องมีความสามารถ ทำงานอยู่ได้ทุกประเทศทั่วโลก และคนสิงคโปร์ต้องเป็นเจ้านวัตกรรม

Advertisement

•ประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างไร

ส่วนของไทยก็เช่นเดียวกัน การปรับตัวต้องเน้นคุณภาพมากที่สุด การเรียนการสอนต้องเข้มข้น งานวิจัยต้องล้ำหน้า ล้ำสมัย หลักสูตรต้องมีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วตลอดเวลา อย่างที่สอง การสร้างคุณภาพต้องใช้ทุน ซึ่งการหาทุนในประเทศมีข้อจำกัด เพราะเด็กลดลง

ดังนั้นต้องหาทุนจากต่างประเทศการเปิดโอกาสให้เด็กต่างชาติโดยรอบทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มอาเซียน หรือแม้แต่ประเทศในแถบยุโรปเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยไทยได้ จะเป็นการเติมเต็มได้บ้าง

แต่การเติมเต็มแบบที่รับนักศึกษาจากต่างชาติเข้ามาเรียน ไม่ได้เห็นสำเร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว ต้องใช้เวลา และยังมีช่องว่างในเรื่องการรักษาคุณภาพด้วยเช่นกัน

สิ่งที่แนะนำคือ ประเทศไทยต้องปรับตัวสร้างตัวเองใหม่ อย่าง สจล.ประกาศชัดว่าจะไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัย เพราะถ้าเป็นมหาวิทยาลัย ก็แค่รับเด็กอายุ 18 ปีเข้ามาเรียน จากนี้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเป็นภูมิปัญญาของสังคมให้คนทุกช่วงวัยสามารถเข้ามาเรียนได้ ผ่านระบบออนไลน์เพื่อให้การศึกษาและภูมิปัญญาของมหาวิทยาลัยเข้าถึงคนได้ทุกที่ ทุกวัย โดยจะต้องมุ่งเน้นคุณภาพ โดยทำความร่วมมือในระดับนานาชาติ อย่าง สจล.ทำความร่วมมือ กับมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน จากประเทศอังกฤษ สถาบันโคเซ็น จากประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

เป็นการพัฒนาให้มหาวิทยาลัยมีคุณภาพได้เร็วขึ้น เพราะมีพี่เลี้ยงที่ดี ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยต้องเปิดพื้นที่สาธารณะให้คนมาทำกิจกรรมมากขึ้นด้วย

•อย่างกสทช. และการโทรคมนาคมจะเข้ามาช่วยในการพัฒนาการศึกษาด้านใดบ้าง

ในยุคดิสรัปชั่น ดิจิทัล โซเชียลมิเดีย เทเลคมนาคม ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น จาก 3G เป็น 4G จนมาถึง 5G เข้าสู่ให้การเรียนรู้ไร้ข้อจำกัด ทุกวันนี้ประเทศไทยต้องแข่งขันกับนานาประเทศด้วยคุณภาพ การจะสร้างคุณภาพได้ต้องพัฒนาการศึกษา สร้างทุนมนุษย์ ซึ่งเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสารจะมีส่วนสำคัญ ในการเข้ามาช่วยรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนบุคลากรจากทุกมุมโลกเข้ามา

ทั้งหมดนี้ กสทช. คือผู้กำกับดูแล ดังนั้น กสทช.จึงถือเป็นพระเอก เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างทุนมนุษย์ อยากให้ กสทช.เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ไม่ใช่ทำหน้าที่แค่ผู้กำกับคลื่นทีวี คลื่นทางด้านการสื่อสารเท่านั้น

อยากให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเข้ามาช่วยสร้างทุนมนุษย์ เพื่อสร้างคนไทยที่มีคุณภาพพัฒนาประเทศ

•ความร่วมมือตรงนี้จะเกิดขึ้นในส่วนใดบ้าง

มีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบสื่อสาร ที่ขณะนี้มหาวิทยาลัยต้องจ่ายให้กับเอกชนเจ้าของเครือข่ายเป็นเงินค่อนข้างมาก กสทช.น่าจะเข้ามาช่วยประสานดูแลความเหมาะสมทั้งเรื่องการประมูลหรือต่ออายุ อาจเป็นในลักษณะให้แต้มต่อกับเครือข่ายที่ให้คุณค่าในการสนับสนุนทางการศึกษามากขึ้น เครือข่ายใด ช่องใดให้สเปกหรือเวลากับการศึกษา ช่องนั้นก็จะได้แต้มต่อ เพราะทุกอย่างกลับมาที่ประโยชน์ของคนไทย กสทช.ได้เงินมา ก็ต้องกลับมาที่คนไทย เพราะฉะนั้นเจ้าของเครือข่าย หรือเจ้าของช่องทีวีสื่อสารที่สนับสนุนการศึกษาก็ต้องให้แต้มต่อเขา

•ที่ผ่านมามีปัญหาอะไรบ้าง

มีบ้าง เพราะที่ผ่านมา กสทช.จะเน้นมีบทบาทเฉพาะการควบคุม กำกับ จนอาจจะลืมในส่วนของบทบาทในการสร้างคนไทย สร้างทุนมนุษย์ ซึ่งก็คือคนรุ่นใหม่ หรือการพัฒนาส่งเสริมให้คนในประเทศเก่งขึ้น จากนี้ต้องดูว่า กสทช.จะใช้อำนาจของตัวเองอย่างไร มาโฟกัสกับการสร้างทุนมนุษย์ อย่างที่ผ่านมา ช่วงที่มีสถานการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มหาวิทยาลัยในกลุ่มที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ก็เคยมีการหารือกับ กสทช.หลายครั้ง เพื่อขอให้ช่วยในเรื่องซิมการ์ด เพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องเครือข่ายอินเตอร์เน็ตให้กับนักศึกษาที่ต้องเรียนออนไลน์ และบุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานที่บ้าน แต่สุดท้ายก็เงียบไป

•คาดหวังอะไรกับ กสทช. ชุดใหม่

คาดหวังมาก ว่า กสทช.ชุดใหม่จะเห็นความสำคัญของการสร้างทุนมนุษย์ เพราะท้ายที่สุดส่วนสำคัญในประเทศก็คือ คนไทย บทบาทหน้าที่ของ กสทช.ที่ได้รับตามกฎหมายสุดท้ายจะไปบรรจบที่การสร้างทุนมนุษย์ นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลโทรทัศน์ การดูแลเรื่องการสื่อสาร กสทช.ต้องพิจารณาว่า ผู้ที่มาทำกิจกรรมด้านการคมนาคม สื่อสารหรือการกระจายเสียง กระจายคลื่นโทรทัศน์ต้องให้โอกาสในการพัฒนาคนไทยส่งเสริมการศึกษา ตรงนี้จะเป็นบทบาทของ กสทช.ในยุคดิสรัปชั่นทำให้คนไทยประสบความสำเร็จ ต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ ซึ่งส่วนหนึ่งคือ ความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ อย่างไรขีดจำกัด ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหา เพราะคนไม่ทนกับอินเตอร์เน็ต ทั้งไวไฟไม่ถึง อินเตอร์เน็ตโหลดช้า คนจะมีอารมณ์กับเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการอะไรที่รวดเร็วทันใจ หากช้าจะหงุดหงิด เพราะคาดหวังว่าในยุค 5G การเข้าถึงข้อมูลควรมีความรวดเร็วทันใจ

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งไม่ได้มีงบมาก หากได้รับการสนับสนุนจากรัฐหรือ กสทช. ซึ่งมีบทบาทในการชี้แนะ ชี้นำและมีอำนาจโดยตรงจะทำให้เรื่องเหล่านี้สามารถแก้ไขได้

•มองอนาคตการศึกษาในอีก 5 ปี 10 ปีไว้อย่างไร

เดาไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่เอาเป็นว่า 5 ปีจากนี้จะไม่เหมือนเดิม มหาวิทยาลัยจะเจอวิกฤตมากขึ้นและไม่รู้ว่า ถึงแม้จะรอดได้ในสภาพไหน จะรอดแบบสภาพที่แข่งขันกันได้หรือรอดแบบสภาพพะงาบๆ แบบขอไปที นักศึกษาเรียนจบได้ปริญญาแต่สู้กับใครไม่ได้ ซึ่งไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

•ทั้งหมดนี้เป็นเพราะภาวะเศรฐกิจโลก หรือปัจจัยอะไร

ไม่โทษเศรษฐกิจ เพราะในวิกฤตก็มีคนรวยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่วนตัวเห็นว่า เป็นความมุ่งมั่นของชาติ ซึ่งขณะนี้ไม่ได้โฟกัสหรือเอาจริงเอาจังกับการสร้างทุนมนุษย์ ที่ต้องเร่งพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศได้

•วิกฤตการเมืองส่งผลต่อการพัฒนา

แน่นอน 10-20 ปีที่ผ่านมา ผู้นำประเทศต้องเข้ามาแก้ปัญหาการเมือง แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วต่อสู้เรื่องการเมืองไม่ถึง 50% มากกว่า 50% เป็นเรื่องการพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นไทยถึงสู้กับใครไม่ได้ เพราะสมองของผู้นำอยู่ที่ความขัดแย้ง อยู่ที่การเมือง ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลง หรือมุ่งมั่นจะพัฒนาประเทศอย่างที่เราเห็นอยู่ ดูข่าวก็เห็น ข่าวการศึกษามีนิดเดียว แต่ข่าวการเมืองฟีดข่าวขึ้นตลอด

•มหาวิทยาลัยเตรียมพร้อมหลังการเมืองสงบอย่างไร

การเมืองจะสงบหรือไม่ ก็ต้องเต็มที่ แต่เป็นห่วง หากการเมืองยังไม่สงบประเทศยังไม่เรียบร้อย ภาคการศึกษาคงได้รับผลกระทบไปด้วย

•อยากให้รัฐบาลหรือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้ามาช่วยอะไร

เชื่อว่าทุกรัฐบาลเห็นความสำคัญของการศึกษา เพียงแต่อยากให้โฟกัสให้ต่อเนื่องและจริงจังมากขึ้น อย่างประเทศจีนก็ตั้งเป้า ว่า การศึกษาจีนต้องเป็นอันดับหนึ่งของโลก สิงคโปร์ เดินหน้าพัฒนาคนให้มีความรู้รอบด้าน เด็กญี่ปุ่นยุคใหม่ ภาษาอังกฤษต้องเป๊ะ เป็นต้น อยากให้รัฐบาลไทยมุ่งมั่นในลักษณะนี้