การชุมนุมประท้วงที่บริเวณด้านนอกรัฐสภาในช่วงที่สมาชิกรัฐสภาประชุมในวาระ 1 รับหลักการญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 7 ญัตติ ซึ่งมีทั้งญัตติของพรรคฝ่ายรัฐบาล ญัตติของพรรคฝ่ายค้าน และญัตติของภาคประชาชน ซึ่งเสนอผ่านไอลอว์ ได้เกิดเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมปะทะกันขึ้น โดยกลุ่มผู้ชุมนุมในนามกลุ่มราษฎรต้องการจะเคลื่อนขบวนเข้าไปใกล้รัฐสภา และเผชิญหน้ากับกลุ่มคนใส่เสื้อเหลืองที่อยู่บริเวณดังกล่าว และเกิดการปะทะกันขึ้น
ก่อนหน้านี้เมื่อกลุ่มราษฎรเดินขบวน เพื่อเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภารับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์เคลื่อนเข้าไปยังอาคารรัฐสภา เจ้าหน้าที่ได้ระดมฉีดน้ำเป็นระยะๆ หลังจากนั้นสถานการณ์เริ่มบานปลาย มีการปาระเบิดควัน ยิงแก๊สน้ำตา กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเริ่มร้องขอให้ประธานในที่ประชุมประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ เพราะมีข่าวว่าจะใช้กระสุนยาง
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ภายนอกอาคารรัฐสภายังคงโกลาหลอย่างต่อเนื่อง เมื่อปรากฏว่ามีการเปิดให้กลุ่มผู้ชุมนุม 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากัน กระทั่งเกิดการปะทะ โดยในห้วงเวลาดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน ที่น่าตกใจคือในจำนวนนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพราะถูกยิง โดยศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร รายงานสรุปจำนวนผู้ที่ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล (รพ.) ว่า มี 55 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากถูกยิง 6 ราย ล่าสุดผู้ได้รับบาดเจ็บสามารถออกจาก รพ.แล้ว 51 ราย เหลือนอนรักษาตัวใน รพ. 4 ราย
เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวเป็นเหตุที่ไม่ควรจะเกิด เพราะกลุ่มผู้ประท้วงทั้ง 2 ฝ่ายที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ประกาศว่าจะเดินทางไปยังรัฐสภา น่าจะมีกระบวนการที่สกัดมิให้ผู้ประท้วงที่เห็นต่างเผชิญหน้ากัน กลุ่มไหนจะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ควรได้แสดงออก เช่นเดียวกับฝ่ายที่ไม่สนับสนุนก็ควรได้แสดงออกเช่นกัน โดยการแสดงออกดังกล่าวไม่น่าเกิดเหตุร้ายขึ้น
เพื่อป้องกันมิให้เหตุร้ายเกิดขึ้นอีก เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องจับกุมผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันตำรวจต้องมียุทธวิธีที่ดีกว่าการสลาย หรือสกัดการชุมนุมเหมือนดั่งที่ปรากฏเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม หรือวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มาตรการป้องกันเหตุร้ายต้องทำให้ดีกว่านี้ เพราะหากปล่อยให้เกิดความสูญเสีย โอกาสที่สถานการณ์จะบานปลายย่อมเกิดขึ้น โดยรัฐบาลนั่นเองที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในที่สุด

