คอลัมน์เฟลช สปีช : ฟังไม่เป็น เห็นไม่ได้

คอลัมน์เฟลช สปีช : ฟังไม่เป็น เห็นไม่ได้

คอลัมน์เฟลช สปีช : ฟังไม่เป็น เห็นไม่ได้

หากทำใจติดตามการชุมนุมเพื่อแสดงออกของ “เยาวชนคนรุ่นใหม่” ที่ขยายจาก “เยาวชนปลดแอก” มาเป็น “คณะราษฎร” อย่างพินิจพิเคราะห์ รับฟังอย่างเปิดใจ
ไม่เอาแต่ยอมจำนนให้กับความเชื่อของตัวเองมาเป็นกำแพงปิดกั้น
ความเชื่อที่ถูกหล่อหลอมปลูกฝังมาจากอดีต

ฟังให้สัมผัสถึงเนื้อหา แล้วพิเคราะห์เลยไปถึงที่มาที่ไปของความคิดเหล่านั้น

ไม่เอาแต่ปิดหู ปิดใจ หาวิธีตอบโต้ ต่อสู้ อย่างหลับหูหลับตา ด้วยต้องการปกป้อง เยียวยาความเชื่อที่ยึดถือไว้ไม่ให้กระทบกระเทือน

ปล่อยให้ความรู้สึก นึกคิดขยายสู่ความรอบรู้ ไม่ใช่คร่ำครึอยู่ในกรอบความรู้ ความคิดเดิมๆ

จะพบว่าทั้งบนเวทีปราศรัย กิจกรรมบนพื้นถนน หรือเลยมาถึงเรื่องราวที่นำเสนอในโลกออนไลน์ มีประโยชน์มากมายกับการพัฒนาความรู้ความคิดให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
อย่างน้อยที่สุดของการแค่เปิดใจรับฟังนั้นจะทำให้การต่อสู้ ดิ้นรนปกป้องความเชื่อ จะไม่เป็นการทำด้วยรูปแบบเชยๆ และสาระชวนส่ายหัวเหมือนที่ทำกันอยู่
อย่างเช่น สร้างภาพคลองสะอาดว่าเป็นฝีมือของเผด็จการ และถนนเปื้อนสีว่าเป็นฝีมือของประชาธิปไตยมาเปรียบเทียบ จนทำให้รู้สึกอายแทนกับความหนาของกำแพงอคติ
หรืออย่างการประโคมความคิดให้ “เด็กนักเรียนหญิง” ต้องไม่ยั่วยวน เพื่อไม่ให้ “ครูคิดคุกคามทางเพศ”
หรือคนระดับ “รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ” ให้เหตุผลกับอิสระของ “ผมนักเรียน” ได้แค่ “เปลืองยาสระผม สร้างภาระให้พ่อแม่” และ “ผมยาวทำให้บังเพื่อน”
หรืออื่นๆ อีกมายมายที่ฟังแล้วชวนให้ต้องถอนใจยาวเพื่อระงับความอึดอัด

หากเปิดตารับรู้ เปิดหูรับฟัง เปิดประตูใจให้มีช่องผ่านจากกำแพงความเชื่อคร่ำครึให้ความเป็นไปของยุคสมัยเชื่อมผ่านไปสัมผัสหัวใจได้บ้าง

จะรับรู้ว่า “หมายจับ” ไม่ได้มีความหมายให้สาระบนเวทีของผู้ชุมนุมเปลี่ยนไปเพราะความกลัวได้เลย

ผู้ปราศรัยกลุ่มหนึ่งถูกจับไปขังในคุก ที่เกิดขึ้นคือมีผู้ปราศรัยคนใหม่ที่มาพูดในเนื้อหาทิศทางเดียวกันอีกหลายคน บางคนหนักแน่นด้วยสาระ ชวนให้ตื่นตาตื่นใจด้วยลีลามากกว่าแกนนำที่ถูกจับไป หนำซ้ำยังมีบางคนที่อยู่ในสถานะผู้ที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ความเคารพนับถือในแนวคิดอุดมการณ์มาก่อนหน้านั้นแล้ว

หากเปิดใจสักนิด ไม่เอาแต่ร้อนหู วู่วาม เรียกหาแต่การใช้อำนาจเพราะหมดปัญญาที่จะคัดง้างกันด้วยเหตุด้วยผล จะเข้าใจคำว่า “ตายสิบเกิดแสน” นั้นไม่ใช่แค่คำพูดไปเรื่อยเปื่อย แต่เป็น “ธรรมชาติ” หรือ “สัจธรรม” ของการเคลื่อนไปในกระแสแห่ง “สัมมัตตะ” ภาวะแห่งความถูกต้อง ที่พ้นไปจากการถูกทำให้เสื่อมโดย “อัปมงคลทั้งหลาย”

หากเปิดใจสักนิด เพื่อให้ความรู้แบบรอบด้านมีช่องทางเข้าสู่ความรู้สึก นึก คิด โปร่งขึ้นจากอุดอู้ที่เกิดจากความเคยชินเดิมๆ น่าจะพอเกิดคำถามขึ้นในใจได้บ้างว่า “อะไรที่คนทุกฝ่าย ทุกสถานะต้องลงมาเล่นการเมืองกันในถนน” จนเกิดความเสียวไส้ว่าจะปะทะกันแบบนี้

ใช่หรือไม่ว่า การเมืองในระบบหมดสมรรถภาพ

กลไกที่ถูกออกแบบและจัดสร้างไว้เพื่อเป็นองค์กรบริหารจัดการประเทศ เป็นทางออกที่คานอำนาจ ให้สติ และบังคับให้เดินทางในที่ควรจะเป็น หมดความสามารถในการทำหน้าที่
ทุกคนทุกฝ่ายเลยต้องกลับมาเล่นการเมืองกันแบบดิบๆ เผชิญหน้าหาข้อสรุปการอยู่ร่วมกันบนถนน ในที่สาธารณะ ด้วยท่าทีและการแสดงออกที่เสี่ยงว่าจะเกิดความรุนแรงอย่างเช่นที่เป็นอยู่

หากเปิดใจสักนิดจะเห็นว่า เมื่อกลไกพิกลพิการก็ต้องแก้ที่กลไกนั้น

กลไกพิการเพราะคนในกลไกไร้สติปัญญาที่จะขับเคลื่อนกลไกให้เป็นปกติ
การเปลี่ยนคนในกลไกเป็นเรื่องจำเป็น

หากเปิดใจสักนิดจะเห็นได้ไม่ยากว่าการยึดถือว่า “ต้องเป็นคนของตัว เพื่อให้ตัวได้เปรียบคนอื่น” ในภาวะเช่นนี้ เป็นแค่เรื่องสิ้นคิด เนื่องจากคนเหล่านั้น “ไม่เหลือสิ่งที่จะมาประกอบให้มีศักยภาพในการกำหนดอะไรให้เป็นอะไรได้อีกแล้ว”

ขืนให้ทำหน้าที่ต่อไปมีแต่จะพากันพังไปทั้งระบบ หมายถึงไม่เหลืออะไร หรือใครที่มีความหมายของการอยู่ร่วมกันอีกเลย

สถานการณ์ที่เคลื่อนมาถึงขั้นนี้
“ทางออก” ไม่มีอื่น นอกจาก “เปิดใจ”

หยุดปิดตาตัวเองแล้วตอบโต้อย่างไร้สติ

โดย : การ์ตอง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon