“สุวพันธุ์” เผยวิป 3 ฝ่ายพิจารณาแนวทางปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับรธน.ใหม่
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมรวม 3 ฝ่ายประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อ 10 สิงหาคมว่า ในการประชุมวันนี้ วิป 3 ฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการดำเนินงานด้านการปฏิรูปประเทศซึ่งจะต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในอนาคต อาทิ การจัดทำกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพในการยกร่างและพร้อมรับความเห็นและประเด็นจาก สปท. สนช.รวมทั้งภาคส่วนอื่นๆ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการจัดตั้งกลไกด้านการปฏิรูปที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตทั้งเรื่องการปฏิรูปการศึกษา กระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปตำรวจ เป็นต้น นอกจากนั้น ที่ประชุมยังได้รับทราบการที่สนช.แห่งชาติตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งทบทวนข้อบังคับการประชุมสภาเพื่ออำนวยความสะดวกการดำเนินงาน รวมทั้งมีการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมความพร้อมและปรับแนวทางปฏิบัติงานเพื่อทำให้การทำงานร่วมกันระหว่างคณะรัฐมนตรี สนช. และสปช.เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
นายสุวพันธุ์กล่าวว่า สำหรับแผนปฏิรูปที่ สปท.ส่งมานั้น วิปรวม 3 ฝ่ายพิจารณา 3 เรื่อง เรื่องแรกเสนอการเสนอให้มีการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติที่จุดผ่านแดนถาวร เพื่อจัดระเบียบแรงงานต่างชาติเข้าให้เข้าสู่ระบบ โดยเสนอให้มีการเปิดจดทะเบียนที่จุดผ่านแดนถาวรได้ตลอดทั้งปีเป็นการเฉพาะกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ พม่า ลาว และกัมพูชา วิปรวม 3 ฝ่ายเห็นว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ในการจัดเก็บข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ของแรงงามข้ามชาติ รวมทั้งปัญหาการค้ามนุษย์ จึงจะเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพิจารณาต่อไป รวมทั้งส่งให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทยหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาข้อสังเกตเรื่องความมั่นคง และการทำความเข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต
นายสุวพันธุ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาการปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินก่อนถึงโรงพยาบาล ซึ่งเสนอให้มีหมายเลขฉุกเฉินเพียงหมายเลขเดียว และให้จัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียวครอบคลุมด้านการแพทย์ ด้านอาชญากรรม เหตุฉุกเฉินที่ต้องการกู้ภัย และเหตุฉุกเฉินจากอัคคีภัย ซึ่งจะต้องแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ขณะนี้ร่างได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว นอกจากนี้ มีข้อเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการให้ความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลและการช่วยฟื้นคืนชีพ มุ่งคุณภาพและมาตรฐานให้นักเรียนเรียนรู้จริง ทำได้จริง และจดจำได้ วิปรวม 3 ฝ่ายเห็นว่าระบบการแพทย์ฉุกเฉินมีความสำคัญในการรักษาชีวิตให้ทันเวลาและสามารถลดความสูญเสียและความพิการได้ จึงจะเสนอให้พิจารณาขับเคลื่อนต่อไป
“สุดท้ายเป็นเรื่องการวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ สปท. เสนอให้ดำเนินการในรูปของคณะกรรมการ และปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดลำดับอาวุโสสำหรับแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ โดยให้ยึดหลักอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถและความประพฤติ เฉลี่ยน้ำหนักเท่าๆ กัน รวมทั้งให้กำหนดชั้นของกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจ สำหรับการแต่งตั้งเป็นสองระดับ เพื่อให้การเจริญเติบโตของข้าราชการตำรวจเป็นระบบ มีการเรียนรู้สั่งสมประสบการณ์จากหน่วยงานที่มีปริมาณงานน้อยไปมาก ซึ่งในเรื่องนี้วิปรวม 3 ฝ่ายเห็นว่ายังมีความเห็นต่างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในบางประเด็น ประกอบกับใน มาตรา 260 ของร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่งผ่านการลงประชามติ บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม อย่างไรก็ตาม จะนำข้อเสนอของ สปท. และข้อสังเกตของวิปรวม 3ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาต่อไป” นายสุวพันธุ์กล่าว

