อีกไม่กี่วันจะสิ้นสุดปี 2563 ต้องเรียกว่า เป็นปีที่หนักหน่วง สำหรับประชาชนและรัฐบาลอย่างแท้จริง
แต่ก็ไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียว ที่ต้องพบกับชะตากรรมโหดแบบนี้
โดยเฉพาะเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวจากพีคๆ 40 ล้านคน เหลือศูนย์ กินไข่กันดื้อๆ
รายได้หลายแสนล้านจากการท่องเที่ยวหายวับไปกับตา
ธุรกิจต่อเนื่อง เสียหายเกินเยียวยา
นั่นแค่ตัวอย่างเดียว ไม่นับเรื่องอื่นๆ ทั้งการส่งออก การค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ กิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ฯลฯ
แต่ก็ไม่ใช่ประเทศไทยแห่งเดียว ยังมีประเทศอื่นๆ ก็อาการหนักไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในเรื่องการรับมือกับโควิด
เมื่อเร็วๆ นี้ ก็หวิดๆ จะเกิดการระบาดรอบ 2 เมื่อคนทำงานในสถานบันเทิงพม่า ที่ท่าขี้เหล็ก ลอบเดินทางกลับประเทศ
ก่อนจะตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด
คนทำงานวัยหนุ่มสาวกลุ่มนี้ เคลื่อนไหวทำกิจกรรมมากมาย ทั้งไปเที่ยวกลางคืน รับประทานอาหารตามร้าน ไปชมคอนเสิร์ต แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและฝ่ายปกครองรีบสอบสวนโรคอย่างรวดเร็ว
และจัดการรักษา หรือกักตัวดูอาการ บรรดาผู้ติดเชื้อ หรือกลุ่มเสี่ยงได้ครบหมด
ล่าสุด ทั้งสาธารณสุขและมหาดไทย ออกข่าวว่า ควบคุมการแพร่กระจายได้แล้ว เชียงใหม่และเชียงรายอยู่ในสภาพ “คลีน” พร้อมรับนักท่องเที่ยว
นั่นคือความแตกต่างระหว่างไทยกับหลายประเทศ
แต่ที่ยังเป็นปัญหาสำหรับประเทศไทย คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่เครื่องดับไป เพราะปัญหาโควิด
มาตรการเข้มข้นทำให้ได้ผลในการควบคุม แต่ผลกระทบก็อย่างที่ทราบกัน
เป็นโจทย์จากปี 2563 ที่จะต้องไปตอบกันให้ได้ในปี 2564
ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
งานหนักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล นอกจากการกอบกู้เศรษฐกิจแล้ว
ปัญหาการเมืองก็รุมเร้าร้อนระอุตลอดเวลา
โล่งอกมาได้ จากกรณีบ้านพักทหาร ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ลงมติ 9-0 เห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ในแง่ของการขัดกันแห่งผลประโยชน์
โดยศาลอ้างระเบียบการเข้าพักบ้านพักทหาร ที่จัดพิเศษให้อดีต ผบ.ทบ. ผู้ทำคุณประโยชน์ และเป็นนายกรัฐมนตรี
เท่ากับว่าทางราชการจัดให้ผู้มีคุณสมบัติตามระเบียบปกติ ไม่ได้จัดให้เป็นพิเศษ จึงพ้นจากการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงที่ตามมา ก็สร้างความบอบช้ำไม่น้อย
ส่วนเรื่องที่ยังจัดการไม่ได้ ก็คือ การชุมนุมของม็อบราษฎร ที่ประกอบด้วยหลายองค์กรของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ต่อเนื่องจากเดือน ก.พ. เว้นวรรคในช่วงโควิด ก่อนจะกลับมาอีกครั้งเมื่อเดือน ก.ค.และยาวมาจนปัจจุบัน
ฝ่ายความมั่นคงสรุปว่า แผ่วลง และแผ่วลง ไม่น่าจะมีน้ำหนักกดดันทางการเมือง
แต่กระแสของกลุ่มราษฎรกลับไม่แผ่ว ตรงกันข้าม กลับยิ่งแพร่กระจาย
เรียกว่ารัฐบาลกำลังเผชิญกับขบวนการที่จัดการได้ยากที่สุด
ในระยะนี้ เมื่อวิเคราะห์ว่าม็อบแผ่ว รัฐบาลใช้เครือข่ายทั้งหมด โหมขย่มอย่างเต็มที่
เรียกได้ว่า สู้ทุกสนาม
ที่เห็นชัด คือการเร่งแจ้งข้อหาคดีอาญาต่างๆ อันเป็นมาตรการปกติที่รัฐบาลเคยใช้มาตลอด เพื่อเด็ดหัวแกนนำม็อบ
ความคาดหวังของฝั่งรัฐบาล คือ เพื่อลดพลัง บั่นทอน ให้การชุมนุมอ่อนตัวลง
ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติการข่าวสาร หรือ “อินฟอร์เมชั่น โอเปอเรชั่น” ที่เรียกสั้นๆ ว่าไอโอ ก็โหมสร้างกระแสรุกไล่
ตามใส่กันไม่ยั้ง แต่ก็มีอุปสรรค เพราะแพลตฟอร์มต่างประเทศไม่ค่อยเป็นใจ
โดยเฉพาะทวิตเตอร์ ที่ออกมาเปิดเผย 2-3 รอบ เรื่องแอคเคาต์หรือบัญชีที่ใช้เพื่อสร้างกระแสที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาล
มิติของฝ่ายบริหาร นอกจากใช้กฎหมาย และกลไกได้แก่ ตำรวจ และเจ้าหน้าที่อื่นๆ
ที่น่าสนใจอย่างมาก ยังมีการใช้ฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ ส.ส.รัฐบาล และ ส.ว.กระโดดลงมาร่วมวงด้วย
จึงได้ยินการอภิปรายของ ส.ส.รัฐบาล โจมตีม็อบในการประชุมสภาหลายครั้งด้วยกัน
โดยเฉพาะพยายามโยงเอาการชุมนุมไปเชื่อมกับพรรคการเมืองในสภา
เรียกว่าการระดมองคาพยพของรัฐบาลและราชการ เข้าต่อสู้กับม็อบเยาวชน นิสิต นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ ได้กลายเป็น “วาระของรัฐบาล” ไปแล้ว
ส่วนจะไปจบตรงไหน ยังตอบได้ยาก
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเคลื่อนไหวชุมนุมของม็อบราษฎร ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศบ้านเมืองหลายแง่มุมด้วยกัน
ปัญหาสำคัญ ของการเมืองรอบนี้ก็คือ รัฐธรรมนูญได้ดีไซน์ไว้เป็นพิเศษ ทำให้การเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงผู้นำ แทบเป็นไปไม่ได้
ตำแหน่งสำคัญอย่าง นายกรัฐมนตรี หากพ้นไปด้วยเหตุใดก็ตาม สามารถกลับมาได้ไม่ยาก ด้วยการลงคะแนนสนับสนุนของ 250 ส.ว.
และใครก็ตาม หากจะมาเป็นนายกฯ แทน พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นไปไม่ได้ หากไม่ได้ไฟเขียวจาก 250 เสียงของสภาสูง
ข้อกำหนดนี้ ทำให้พรรครัฐบาลเอง หลีกเลี่ยงที่จะไปแตะในเรื่องที่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี
แม้แต่ฝ่ายค้านเอง ก็ดูเหมือนว่าหลายครั้งแสดงให้เห็นว่า ความกระตือรือร้นที่จะเดินเกมรุกทางการเมืองอย่างเข้มข้น ก็แผ่วๆ ลงไปเหมือนกัน
ในเดือน ธ.ค.นี้ ต้องจับตา การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ อบจ. หรือ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ ส.อบจ.
ซึ่งคณะก้าวหน้าเดินเครื่อง ส่งผู้สมัคร 42 จังหวัด และเดินสายหาเสียง โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในภูมิภาค
ทำเอาบรรดา “บ้านใหญ่” และเครือข่ายอำนาจที่ใกล้ชิดรัฐบาล ต้องออกมาตอบโต้
ดังที่จะเห็นข่าวการตามป่วนทีมหาเสียงในหลายจังหวัด
กกต.ออกข่าวว่าจะรู้ผลใน 30 วัน ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าจับตาว่า จะเกิดเหตุการณ์พิสดารเหมือนเลือกตั้ง มี.ค.2562 อีกหรือไม่
เพราะการเลือกตั้ง อบจ. จะมีส่วนในการชี้วัดการเมืองภาพรวมอีกเช่นกัน
ว่าสังคมไทยเรา ตอบรับแนวคิดใหม่จากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองของคนรุ่นใหม่หรือไม่
หรือว่าอยากจะอยู่กันไปแบบเดิมๆ ปล่อยให้กลุ่มคนหน้าเดิมๆ วิธีคิดเก่าๆ ใช้งบแผ่นดินกันตามสะดวก เหมือนที่เคยเป็นมา
เหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ แม้ดูไม่เกี่ยวข้องกัน
แต่สุดท้ายแล้ว ล้วนแต่ย้อนกลับไปสู่คำถามทางการเมืองที่เป็นเรื่องระดับชาติ
และเป็นวิกฤตอยู่ในขณะนี้

