บทบาทและความหมายแห่งการปรากฏขึ้นของ “พรรคประชาชนปฏิรูป” ท่ามกลางเสียงเยาะเย้ย หยามหยันในทางการเมืองคืออะไร
คือ ความรีบร้อนของนายไพบูลย์ นิติตะวัน กระนั้นหรือ
คือ การเปิดโปงตัวตนและความต้องการอันเคยซ่อนเร้นอยู่ภายใน “เนื้อหา” ของร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไม่ว่าจะเป็นฉบับของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กระนั้นหรือ
อาจใช่ อาจเป็นเช่นนั้น
แต่ที่ไม่ควรลืมและมองข้ามอย่างเด็ดขาดในทาง “การทหาร” นี่คือ การรุก นี่คือการขยายผลจากชัยชนะ 1 ไปยังอีกชัยชนะ 1
จำที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พูดแล้วพูดอีกในห้วงนับแต่ปี 2523 เป็นต้นมาได้ไหม
นับแต่มีการประกาศคำสั่งที่ 66/2523 พร้อมกับลายเซ็นของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีออกมา
คือ การเน้นอย่างจริงจังในเรื่อง “การรุก”
ผลก็คือ มีการทยอยออกมา “มอบตัว” อย่างต่อเนื่อง กระทั่ง มีการประกอบพิธี “มอบธง” ให้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก เดินทางไปรับด้วยตนเอง
“การรุก” ภายหลังจากได้ชัยชนะคือการ “ขยายผล”
เบื้องหน้าการแสดงตัวในฐานะหัวหมู่ทะลวงฟันโดย นายไพบูลย์ นิติตะวัน กับ นพ.มโน เลาหวณิช มีท่าทีอย่างไรจากพรรค
การเมือง จากนักการเมือง
เป็นท่าทีเยาะเย้ย หยามหยัน
ไม่ว่าจะมาจาก นายบุญยอด สุขถิ่นไทย
แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะมาจาก นายวรชัย เหมะ แห่งพรรคเพื่อไทย
เฉียบขาด และคมคาย
คำถามก็คือ ภายหลังจากเยาะเย้ย หยามหยัน อย่างเฉียบขาดและคมคายอันสะท้อนความจัดเจนในเชิงสำนวนและโวหารแล้ว มี “ท่าที” อื่นจาก “พรรคการเมือง” และจาก “นักการเมือง” หรือไม่
ตอบได้เลยว่า “มิดอิมซิม”
บทสรุปที่ว่า กระบวนการประชามติกับกระบวนการเลือกตั้งไม่เหมือนกัน อาจสามารถปลอบใจตัวเองได้ บทสรุปที่ว่า เป็นความพ่ายแพ้เพราะมาตรการของ คสช.เป็นมาตรการในลักษณะ “มัดมือชก” เป็นประชามติซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย อาจสามารถปลอบใจตัวเองได้
แต่มี “อะไร” มากกว่านั้นหรือไม่
คำถามที่ว่า “อะไร” ในที่นี้ พรรคการเมืองหรือนักการเมืองไม่จำเป็นต้องตอบ ไม่จำเป็นต้องแสดงตนเพื่อบ่งบอกร่องรอยออกมาก็ได้ เพราะอาจเท่ากับ “แหวกหญ้าให้งูตื่น”
กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่า “อะไร” นี้มีความสำคัญ
ประเด็น 1 ซึ่งอยู่ในความสงสัยของพรรคการเมืองและนักการเมืองก็คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองจะนำไปสู่การตั้งต้นใหม่ของพรรคการเมืองหรือไม่
ตั้งต้นใหม่อย่างที่เรียกว่า “เซตซีโร่”
ไม่ว่าท่าทีอันมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าท่าทีอันมาจากพรรคเพื่อไทย แสดงความไม่เชื่อว่าจะมีการ “เซตซีโร่”
นั่นเท่ากับชี้ว่า พรรคการเมืองยัง “ชะล่าใจ”
ชะล่าใจเหมือนกับมั่นใจกับ 15 ล้านเสียง และ 10 ล้านเลียง อันได้มาจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 โดยมิได้มองไปยังความจำเป็นของ “การจัดตั้ง” อย่างเป็นจริง
ชะล่าใจเหมือนกับเมื่อเผชิญเข้ากับ “ประชามติ”
มีใครเคยนึกฝันหรือไม่ว่าเหตุใด พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จึงออกมาราวกับสมควรจะใช้ชื่อว่า “พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ รับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559”
นั่นก็เพราะประเมินแบบ “โพสิทีฟ” ว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น
นั่นก็เพราะประเมินว่าทหารไม่น่าจะทำ
“รัฐประหาร” เพราะนานาชาติคงจะต่อต้าน ไม่ยอมรับ แต่แล้วก็เกิดรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ฝ่ายของ “รัฐราชการ” ไม่ได้ลงมือทำอะไรเพราะ “อุบัติเหตุ” หรือ “ความบังเอิญ” แต่มีการกำหนดมีการวางแผนด้วยความรัดกุมเสมอมา
แต่ “พรรคการเมือง” และ “นักการเมือง” ต่างหากที่ยัง “หลับใหล”
เมื่อประเมินว่า “ประชามติ” เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม คือชัยชนะ ย่อมมีความจำเป็นต้องรุกในทาง “การเมือง”
รุกไปยังการโยนหินถามทางเพื่อขยายผลจาก “15 ล้านเสียง” รุกไปยังการเสาะหา “มาตรการ” เพื่อตัดมือ ตัดตีน มิให้พรรคการเมืองและนักการเมืองเคลื่อนไหวได้สะดวกใน “การเลือกตั้ง”
ทุกอย่างดำเนินไปอนุศาสน์ “การศึกมิหน่ายเล่ห์” นั่นเอง

