ลําพังก่อนวิกฤตแพร่ระบาดโควิด-19 บรรดาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือรู้จักกันทั่วไปว่า “เอสเอ็มอี”
จะดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาอยู่เดิม ก็เอาตัวรอดยากอยู่แล้ว
ยิ่งถูกซ้ำเติมจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ได้เห็นเอสเอ็มอีขาดสภาพคล่อง
เงินทุนหมุนเวียนฝืดเคือง ต้องทยอยล้มหายตายจากอย่างต่อเนื่อง
นั่นหมายถึงแรงงานต้องไร้อาชีพ ขาดรายได้ตามไปด้วย
แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรการช่วยเหลือชื่อยาวเหยียด
พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
หรือ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน จัดวงเงิน 5 แสนล้านบาท
เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจ
วงเงิน 5 แสนล้านบาท ถูกปล่อยผ่านช่องทางธนาคารพาณิชย์
แบงก์ชาติจะคิดค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.01% ต่อปี
แล้วธนาคารพาณิชย์เอาไปปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอี
ภายใต้เงื่อนไขต้องคิดอัตราไม่เกิน 2% ต่อปี
ถือว่าต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อปกติค่อนข้างมาก
ถึงอย่างนั้นยังพบว่าเม็ดเงินในส่วนนี้ไปถึงมือเอสเอ็มอีน้อยมาก
แม้ต่อมาแบงก์ชาติจะปรับปรุงหลักเกณฑ์ กระบวนการ วิธีปฏิบัติ เพื่อให้การปล่อยซอฟต์โลนก้อนนี้ ง่ายขึ้น คล่องตัวขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
นับจากเริ่มต้นมาตรการเมื่อปลายเดือนเมษายนจนถึงปัจจุบันกว่า 7 เดือน
เงินที่หมุนไปยังอยู่ในลักษณะฝืดเฝือ ปล่อยกู้ไปได้ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการเพียง 7.3 หมื่นราย
จากเอสเอ็มอีทั้งระบบด้วยตัวเลขกลมๆ 2 ล้านราย
ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ก็ยอมรับเช่นกันว่า
ในภาพรวมสภาพคล่องอยู่ในสภาพที่ดี (ทั้งเงินจาก พ.ร.ก.ซอฟต์โลนบวกกับระบบธนาคารมีเงินเต็มแบงก์)
แต่ยอมรับว่าการกระจายสินเชื่อยังไม่ดี
โดยเฉพาะการกระจายไปยังกลุ่มเอสเอ็มอี
สะท้อนว่าสภาพคล่องไม่ได้ไปในจุดที่อยากให้ออกไป
ประเด็นอยู่ที่แบงก์มองความเสี่ยงของเอสเอ็มอีสูง
แม้ดอกเบี้ยซอฟต์โลนที่แบงก์ชาติคิดกับธนาคารพาณิชย์จะต่ำ
แต่ธนาคารพาณิชย์ยังคิดว่าไม่คุ้มที่จะปล่อยให้เอสเอ็มอี
แบงก์ชาติจึงอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางอื่นที่ตอบโจทย์มากขึ้น
มีกระเส็นกระสายออกมา
เวลานี้กระทรวงการคลังและแบงก์ชาติก็มีการหารือให้เอสเอ็มอีเข้าถึงวงเงินซอฟต์โลน
5 แสนล้านบาท ได้มากขึ้น
มีการโยนโจทย์ว่าการกำหนดเงื่อนไขให้ธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ยจากเอสเอ็มอีไม่เกิน 2% อาจไม่เพียงพอ เป็นไปได้หรือไม่จะขยับขยายเพดานเป็นไม่เกิน 5%
ผ่อนปรนเงื่อนไขบางประการที่เป็นอุปสรรค
เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อเพิ่มขึ้น
หรือคุ้มค่ากับสิ่งที่คิดว่าเป็นความเสี่ยง
แนวทางที่ว่าอาจมีความเป็นไปได้ก็จริง
แต่ต้องผ่านกระบวนการแก้ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ
ผ่านกระบวนการของสภาถึง 3 วาระ ยุ่งยากและล่าช้าเกินไป
น่าเสียดายเอสเอ็มอีอีกจำนวนมากที่มีศักยภาพจะไปต่อ เพียงแต่มีเงินเติมเข้ามาหล่อเลี้ยง ก็สามารถรักษาธุรกิจ
รักษาการจ้างงานไว้ได้
มาตรการที่ล่าช้าถึงออกมาก็สายเกินไป เรียกความเสียหายกลับคืนมาไม่ได้
ช่วงนี้เริ่มได้ยินหนาหู ปีหน้าเข้าโหมด “เผาจริง” จะทำอะไร ต้องเร่งมือกันแล้ว
สัญญา รัตนสร้อย

