เดินหน้าชน : อย่ารอ‘เผาจริง’

16.12.20 | 12:45 น.

ลําพังก่อนวิกฤตแพร่ระบาดโควิด-19 บรรดาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือรู้จักกันทั่วไปว่า “เอสเอ็มอี”

จะดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาอยู่เดิม ก็เอาตัวรอดยากอยู่แล้ว

ยิ่งถูกซ้ำเติมจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ได้เห็นเอสเอ็มอีขาดสภาพคล่อง

เงินทุนหมุนเวียนฝืดเคือง ต้องทยอยล้มหายตายจากอย่างต่อเนื่อง

นั่นหมายถึงแรงงานต้องไร้อาชีพ ขาดรายได้ตามไปด้วย

Advertisement

แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรการช่วยเหลือชื่อยาวเหยียด

พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

หรือ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน จัดวงเงิน 5 แสนล้านบาท

เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจ

วงเงิน 5 แสนล้านบาท ถูกปล่อยผ่านช่องทางธนาคารพาณิชย์

แบงก์ชาติจะคิดค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.01% ต่อปี

แล้วธนาคารพาณิชย์เอาไปปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอี

ภายใต้เงื่อนไขต้องคิดอัตราไม่เกิน 2% ต่อปี

ถือว่าต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อปกติค่อนข้างมาก

ถึงอย่างนั้นยังพบว่าเม็ดเงินในส่วนนี้ไปถึงมือเอสเอ็มอีน้อยมาก

แม้ต่อมาแบงก์ชาติจะปรับปรุงหลักเกณฑ์ กระบวนการ วิธีปฏิบัติ เพื่อให้การปล่อยซอฟต์โลนก้อนนี้ ง่ายขึ้น คล่องตัวขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ

นับจากเริ่มต้นมาตรการเมื่อปลายเดือนเมษายนจนถึงปัจจุบันกว่า 7 เดือน

เงินที่หมุนไปยังอยู่ในลักษณะฝืดเฝือ ปล่อยกู้ไปได้ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการเพียง 7.3 หมื่นราย

จากเอสเอ็มอีทั้งระบบด้วยตัวเลขกลมๆ 2 ล้านราย

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ก็ยอมรับเช่นกันว่า

ในภาพรวมสภาพคล่องอยู่ในสภาพที่ดี (ทั้งเงินจาก พ.ร.ก.ซอฟต์โลนบวกกับระบบธนาคารมีเงินเต็มแบงก์)

แต่ยอมรับว่าการกระจายสินเชื่อยังไม่ดี

โดยเฉพาะการกระจายไปยังกลุ่มเอสเอ็มอี

สะท้อนว่าสภาพคล่องไม่ได้ไปในจุดที่อยากให้ออกไป

ประเด็นอยู่ที่แบงก์มองความเสี่ยงของเอสเอ็มอีสูง

แม้ดอกเบี้ยซอฟต์โลนที่แบงก์ชาติคิดกับธนาคารพาณิชย์จะต่ำ

แต่ธนาคารพาณิชย์ยังคิดว่าไม่คุ้มที่จะปล่อยให้เอสเอ็มอี

แบงก์ชาติจึงอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางอื่นที่ตอบโจทย์มากขึ้น

มีกระเส็นกระสายออกมา

เวลานี้กระทรวงการคลังและแบงก์ชาติก็มีการหารือให้เอสเอ็มอีเข้าถึงวงเงินซอฟต์โลน

5 แสนล้านบาท ได้มากขึ้น

มีการโยนโจทย์ว่าการกำหนดเงื่อนไขให้ธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ยจากเอสเอ็มอีไม่เกิน 2% อาจไม่เพียงพอ เป็นไปได้หรือไม่จะขยับขยายเพดานเป็นไม่เกิน 5%

ผ่อนปรนเงื่อนไขบางประการที่เป็นอุปสรรค

เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อเพิ่มขึ้น

หรือคุ้มค่ากับสิ่งที่คิดว่าเป็นความเสี่ยง

แนวทางที่ว่าอาจมีความเป็นไปได้ก็จริง

แต่ต้องผ่านกระบวนการแก้ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ

ผ่านกระบวนการของสภาถึง 3 วาระ ยุ่งยากและล่าช้าเกินไป

น่าเสียดายเอสเอ็มอีอีกจำนวนมากที่มีศักยภาพจะไปต่อ เพียงแต่มีเงินเติมเข้ามาหล่อเลี้ยง ก็สามารถรักษาธุรกิจ

รักษาการจ้างงานไว้ได้

มาตรการที่ล่าช้าถึงออกมาก็สายเกินไป เรียกความเสียหายกลับคืนมาไม่ได้

ช่วงนี้เริ่มได้ยินหนาหู ปีหน้าเข้าโหมด “เผาจริง” จะทำอะไร ต้องเร่งมือกันแล้ว

สัญญา รัตนสร้อย