รัฐธรรมนูญ กรรมการสมานฉันท์ คุณค่า ความหมาย ประชาธิปัตย์
ไม่ว่ากรณีของ ‘รัฐธรรมนูญ’ ไม่ว่ากรณีของคณะกรรมการ ‘สมานฉันท์’ หากมองจากด้านของรัฐบาลก็ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์มีบทบาทสำคัญ
เป็นบทบาทที่เหนือกว่าพรรคพลังประชารัฐ เหนือกว่าพรรคภูมิใจไทย เหนือกว่าพรรคชาติไทยพัฒนา
จำเป็นต้องย้อนกลับไปยังสถานการณ์การจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 พรรคประชา ธิปัตย์ตัดสินใจช้าที่สุด
เป็นการตัดสินใจบนเงื่อนไขการต่อรอง 3 ข้อหากไม่ได้ตามนี้ก็จะไม่เข้าร่วม และ 1 ใน 3 ข้อก็คือจะต้องมีการกำหนดเรื่องแก้ไขเพิ่ม เติมรัฐธรรมนูญเป็น ‘นโยบายเร่งด่วน’
เมื่อทางด้านพรรคพลังประชารัฐยินยอมกำหนดให้การแก้ไขรัฐ ธรรมนูญเป็น 1 ใน 12 ของนโยบายเร่งด่วน พรรคประชาธิปัตย์จึงยินยอมขานชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน ข้อเสนอว่าด้วยคณะกรรมการ ‘สมานฉันท์’ ก็มาจากสมองก้อนโตของพรรคประชาธิปัตย์
หากย้อนกลับไปศึกษารายละเอียดเมื่อเดือนพฤศจิกายนก็จะสัมผัสได้ในความกระตือรือร้นของพรรคประชาธิปัตย์ในการเสนอประเด็นว่าด้วยคณะกรรมการ ‘สมานฉันท์’
เป็นการเสนอโดยเป็น ‘มติ’ ของพรรค และ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคลุกขึ้นเสนอและแสดงเหตุผล
เป้าหมาย 1 ก็เพื่อใช้กระบวนการนี้แก้ปัญหาอันปรากฏขึ้นโดย เยาวชนปลดแอกตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม และเป้าหมาย 1 ต้องการให้บทบาทนี้เป็นของรัฐสภา
เป็นรัฐสภาซึ่ง นายชวน หลีกภัย ดำรงอยู่ในสถานะอันเป็นประธาน เพื่อที่จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสกัดมิให้ ‘ปัญหา’ อันมาแต่เดือนกรกฎาคมต้องกลายเป็น ‘วิกฤต’
แต่แล้วรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐขานรับอย่างไร
ขานรับโดยการส่งคนอย่าง นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ส่งคนอย่าง นายธนกร วังบุญคงชนะ เข้ามาเป็นกรรมการกระนั้นหรือ
หากดูจากกระสวนที่รัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐแสดงต่อกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติม ‘รัฐธรรมนูญ’ กระบวนการคณะกรรมการ ‘สมานฉันท์’ เด่นชัดยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
ว่ารัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐให้ ‘ค่า’ และ ‘ความหมาย’ ต่อพรรคประชาธิปัตย์แบบใดในทางการเมือง

