ถกเดือดแก้รธน.ล่มปม “ประชามติ” หมวด1,2 และ 15 ก้าวไกลโวยถูกปิดปาก-ซัดไร้วุฒิภาวะ “วิรัช” รีบแจงพร้อมขออภัย ยันกมธ.เดินหน้าทำหน้าที่ต่อ
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.)พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธาน กมธ. ทำหน้าที่ประธานการประชุมที่รัฐสภาได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนมอบหมายให้นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) รองประธาน กมธ.คนที่1ทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราว ก่อนจะใช้อำนาจสั่งปิดประชุมทันทีหลังมีข้อถกเถียงกันอย่างดุเดือด
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญ โดยมีนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะรองประธาน กมธ.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม กมธ.ดำเนินการมาได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ประธานในที่ประชุมได้ใช้อำนาจสั่งปิดประชุมทันที เนื่องจาก กมธ.จากฝั่ง ส.ส.ฝ่ายค้าน มีข้อเสนอแนะรวมทั้งได้กล่าวพาดพิง กมธ.จากฝั่งของ ส.ว. จนประธานต้องห้ามปรามและสั่งปิดการประชุมไปในที่สุด
จากนั้น นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะ กมธ. แถลงว่า ที่ประชุมพิจารณาการแก้ไขมาตรา 256 เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 หมวด 2 และหมวด 15 โดยมีการเปรียบเทียบกับหมวดอื่นๆ ว่าควรจะต้องทำประชามติหรือไม่ แต่เมื่อนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก.ในฐานะ กมธ. ตั้งคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ประธานที่ประชุมกลับใช้อำนาจสั่งปิดประชุม ผิดหวังในตัว กมธ.จากสัดส่วน ส.ว. เพราะไม่ได้มีเจตนาแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่อยากให้รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน
ทั้งนี้ บรรยากาศในที่ประชุมเริ่มต้นด้วยการไม่ให้มีการถ่ายทอดเสียงออกไปข้างนอกห้องประชุม เพราะคงกลัวดูไม่ดีในสายตาประชาชน โดยนายมหรรณพ ประธานที่ประชุมชั่วคราว พยายามห้ามปรามไม่ให้มีการพาดพิงกันของ กมธ. แต่ก็มีการตะคอกตัดบท จนที่สุดใช้อำนาจสั่งปิดที่ประชุมทันที ทั้งนี้ ประเด็นที่เกิดความขัดแย้งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกล่าวถึงหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ แต่เป็นเรื่องที่มีความเห็นต่างของทั้งสองฝ่ายว่าควรให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ง่ายหรือแก้ได้ยาก
นายธีรัจชัยกล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ควรจะเปิดให้ กมธ.ได้พูดทุกแง่มุม ในฐานะเป็นรองประธาน กมธ.ถูกสกัดไม่ให้พูด และถูกใช้อำนาจปิดประชุม เมื่อตั้งคำถามถึงความจริงใจเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ หลังมีความเห็นแตกต่างกันใน กมธ. ฝ่ายหนึ่งอยากให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยง่าย อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้อยากให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยง่าย ซึ่งตนเองอภิปรายถึงที่มาของรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อสืบทอดอำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องพูด แต่อาจจะสะกิดความรู้สึก ส.ว.ในคณะ กมธ. จึงถูกคัดค้านจาก ส.ว. ถึงขนาดบอกว่าจะไม่ร่วมทำงานด้วย และขอให้ปิดประชุม ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะไม่ยอมเด็ดขาด ไม่ควรใช้อำนาจกดขี่ ย้ำว่าสิ่งที่พูดทั้งหมดคือความจริง
นายโกศล ปัทมะ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า เสียดายเวลาที่ประธานสั่งปิดการประชุม เสียดายภาษี เสียดายเบี้ยเลี้ยง ขอเรียกร้องให้ผู้ที่ทำหน้าที่ประธานคณะ กมธ.มีวุฒิภาวะ และใครก็ตามที่จะมาทำหน้าที่ประธานการประชุมเพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอให้เป็นบุคคลที่มีวุฒิภาวะมากกว่านี้ และทุกฝ่ายมีสิทธิชี้แจงทุกแง่ทุกมุมของรัฐธรรมนูญ อาจจะกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ขอให้ทุกคนมีสิทธิชี้แจง
ด้านนายวิรัช กล่าวว่า ในฐานะประธานการประชุม ได้ทำหน้าที่ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นต้องลงมาห้องประชุมใหญ่ จึงมอบหมายให้นายมหรรณพ ทำหน้าที่ประธานการประชุมต่อ แต่ลงมาได้ไม่ถึง 15 นาที ได้รับโทรศัพท์ให้กลับไปห้องประชุมกรรมาธิการด่วน เมื่อไปถึงก็พบว่ามีการเตรียม ปิดการประชุมไว้อยู่แล้ว เมื่อไปถึงก็เลยปิดทันที ทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสำคัญของประเทศ ทุกคำพูด ทุกประโยคในการตัดสินใจ ต้องเป็นไปด้วยความละเอียดอ่อน ต้องเปิดโอกาสให้ทุกคน ได้ซักถาม สอบถาม และอภิปรายอย่างกว้างขวาง แต่เมื่อทราบว่ามีความขัดแย้งจนต้องปิดประชุม ต้องขอเรียนว่าวันนี้ที่ประชุมกำลังพิจารณามาตรา 256 (7) (8) และ (9) ในฐานะกมธ.ฝั่งรัฐบาล เห็นว่าควรคง (8) ไว้ ส่วนฝ่ายค้านนั้นเสนอตัด (8) นี้ทิ้งทั้งหมด ตนคิดว่าเรื่องนี้คงต้องไปชี้แจงและตอบคำถามเองว่า เหตุใดจึงต้องคงวงเล็บนี้ไว้ อย่างไรก็ตามสำหรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ได้สอบถาม กมธ.หลายท่านที่อยู่ในห้องประชุม รวมถึงคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่าย อยากขออภัยทุกคน และขอให้ใจเย็นๆ เอาเหตุ และผลมาคุยกัน ทุกคนก็รับปากว่าครั้งหน้าจะมาเข้าประชุมต่อ และพิจารณาด้วยเหตุ ทั้งนี้ประเด็นของมาตรา 256 (8) ระบุไว้ว่าการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดที่ 1 หมวด 2 และหมวดที่ 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะต้องทำประชามติก่อนการแก้ไขในประเด็นดังกล่าว
นายวิรัชกล่าวว่า ส่วนที่หลายคนเป็นห่วงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทันหรือไม่นั้น ยืนยันว่าหลังจากพิจารณามาตรา 256 (7) (8) และ (9) เสร็จ จะเป็นเรื่องที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) สิ่งใดที่เป็นรายละเอียด และเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาจะขอเก็บไว้ และจะนำมาพิจารณาอีกครั้งช่วงหลังปีใหม่ประมาณวันที่ 6-8 มกราคม 2564 และคาดว่าจะเสร็จสิ้นทุกขั้นตอนประมาณกลางเดือนมกราคม วันนี้จึงต้องขออภัยที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าจะพยายามทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม กมธ.เองทุกครั้ง

