ผล’ประชามติ’ จาก’พรรคใหม่’ ถึง’ระเบิดจว.ใต้’

14.08.16 | 11:01 น.

การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 7 ส.ค. ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แถลงผลเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ระบุว่า จากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง 50,071,589 คน

มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 29,740,677 คน คิดเป็นร้อยละ 59.40

จำนวนบัตรเสีย 936,209 บัตร คิดเป็นร้อยละ 3.15

ประเด็นที่ 1 ร่างรัฐธรรมนูญ มีผู้เห็นชอบ จำนวน 16,820,402 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 61.35

Advertisement

ไม่เห็นชอบ จำนวน 10,598,037 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 38.65

ประเด็นที่ 2 ประเด็นเพิ่มเติมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีผู้เห็นชอบ จำนวน 15,132,050 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 58.07 คะแนน

ไม่เห็นชอบ จำนวน 10,926,648 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 41.93 ส่วนเรื่องร้องคัดค้านปรากฏว่าไม่มีสำนวนร้องคัดค้านการออกเสียงภายในระยะเวลาตามมาตรา 49 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ถือเป็นชัยชนะของรัฐบาลและ คสช. ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่ากระบวนการประชามติไม่สมบูรณ์ เพราะมีการปิดกั้น

ส่วนความเห็นจากนานาชาติ เรียกร้องให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่การคืนอำนาจให้ประชาชน

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในวันที่ 10 ส.ค. เพื่อขอบคุณประชาชน ยืนยันเดินตามโรดแมป

โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ช่วงเวลานี้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่น การยกย่อง และการจัดอันดับในขั้นที่น่าพอใจในด้านต่างๆ จากนานาประเทศและประชาคมโลก

รัฐบาลทุกประเทศให้เกียรติยกย่องประเทศไทย ซึ่งลองเปรียบเทียบสภาพบ้านเมืองในวันนี้กับบ้านเมืองก่อนเดือน พ.ค.2557 ว่ามีความสุขสบายใจขึ้นหรือไม่

แต่ก็ยังมีผู้ไม่พอใจ ผิดหวังกับความปกติสุขเช่นนี้ ยังคงทำลายและทำร้ายประเทศ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวยิ่งกว่าความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองไม่หยุดหย่อน

อีกทั้งยังจาบจ้วงล่วงเกินสถาบันอย่างรุนแรงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐจะต้องดูแลมิให้ปัญหาเหล่านี้คุกคามความสงบสุขของประชาชน และความมั่นคงแห่งชาติ อีกทั้งมาตรา 44 ยังคงมีอยู่ต่อไป

จึงขอให้ผู้คิดร้ายต่อประเทศยอมรับนับถือกฎหมาย และคำนึงถึงพลังประชามติด้วย

 

ตามมาด้วยการชี้แจงของ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ผ่านทีวีพูลในวันที่ 11 ส.ค. ว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ กรธ.ต้องปรับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงภายใน 30 วัน

แล้วเสร็จประมาณวันที่ 10-11 ก.ย. จากนั้นส่งศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน คือ ประมาณวันที่ 10 ต.ค.

แล้วส่งให้นายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 30 วัน

ขั้นตอนนี้จะต้องผ่านกระบวนการตามโบราณวิธี เขียนด้วยลายมือในสมุดไทย โดยพนักงานอาลักษณ์จำนวน 3 ฉบับ

เมื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาในเดือนพฤศจิกายน ถือว่ารัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ และรัฐธรรมนูญชั่วคราวจะสิ้นสุดลง

เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ กรธ.ต้องร่างกฎหมายลูก 10 ฉบับ ให้เสร็จใน 8 เดือน

แต่กฎหมายที่จำเป็นต่อการเลือกตั้ง 4 ฉบับ สามารถเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน และเข้าสู่กระบวนการของสภาอีก 2 เดือน

พอประกาศใช้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับแล้ว กระบวนการเลือกตั้งจะเริ่มขึ้นภายใน 150 วัน

นับแล้วปฏิทินการเลือกตั้งจะอยู่ที่เดือน พ.ย.-ธ.ค.2560

นายวิษณุกล่าวด้วยว่า จะเร็วกว่านี้ได้หรือไม่ ตอบคือได้ แต่ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยคือ

1.การจัดทำกฎหมายลูกมีหลายส่วนที่เกี่ยวทั้ง ทั้ง กรธ. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และศาลรัฐธรรมนูญ กระบวนการเหล่านี้ไม่สามารถเข้าไปควบคุมทั้งหมด

2.ขึ้นอยู่กับความต้องการของพรรคการเมือง เพราะการเลือกตั้งจะต้องมีเวลาหาเสียง

แล 3.ความสงบเรียบร้อยภายในบ้านเมือง ถ้าบ้านเมืองสงบ ไม่ได้ร้อนเป็นไฟ ก็สามารถจัดให้เร็วได้ แต่หากจัดเร็วแล้วเกิดปัญหา อย่างไรเสียก็ไม่เกิน 150 วัน ดังนั้น โรดแมปเลือกตั้งคือปลายปี 2560 ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจคาบเกี่ยวไปถึงต้นปี 2561

ครม.และ คสช.ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ โดยมีอำนาจเต็มไปจนกว่ารัฐบาลใหม่จะเข้าถวายสัตย์ฯ

 

ภายหลังทราบผลประชามติ มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ อาทิ กระแสข่าว “เซตซีโร่” หรือการยุบพรรคการเมือง ให้จดทะเบียนใหม่ทั้งหมด

แต่ยังไม่มีความชัดเจนจาก กรธ.ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ร่างกฎหมายลูก รวมถึง พ.ร.บ.พรรคการเมือง

และอีกความเคลื่อนไหว จาก นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต ส.ว.ที่ขึ้นเวที กปปส.และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาประกาศว่าจะตั้งพรรคประชาปฏิรูป เพื่อหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ

โดยนายไพบูลย์อ้างเหตุผลว่า เนื่องจากประชาชนเห็นชอบ “คำถามพ่วง” มากกว่า 10 ล้านคน แสดงว่ามีแนวคิดเหมือนตนเอง ที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ

สำหรับคำถามพ่วง มีสาระสำคัญคือ กำหนดในบทเฉพาะกาลว่าในระยะ 5 ปีแรก ให้ ส.ว.ร่วมกับ ส.ส.โหวตเลือกนายกฯได้ ขณะที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนฯเท่านั้น

และในรัฐธรรมนูญ เปิดช่องให้มีการเสนอชื่อ “คนนอก” ที่มิได้เป็น ส.ส.มารับการโหวตเป็นนายกฯได้

ภายหลังเป็นข่าว แม้แกนนำ คสช.อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม มีน้ำเสียงไม่เห็นด้วย แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ปฏิเสธเพียงว่า ไม่รู้ ไม่ได้ยิน

ทำให้น่าจับตาต่อไปว่า กระแสหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ผ่านช่องทางบทเฉพาะกาล จะเข้มข้นขึ้นหรือไม่

 

อีกเรื่องที่ถูกโยงถึงปัญหาการลงประชามติ ได้แก่ เหตุการณ์ระเบิดและเผาในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัด ตั้งแต่ภูเก็ต ตรัง ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา นครศรีธรรมราช นับสิบจุด ระหว่างวันที่ 10 ส.ค. ต่อเนื่องถึง 12 ส.ค.

นับรวมระเบิด 13 ลูก ที่มีลักษณะการประกอบสร้างคล้ายกัน การนำมาวางก็คล้ายกัน มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

ตอนสายของวันที่ 12 ส.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม มีคำสั่งด่วน เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง ที่บ้านพัก ร.1 รอ.

ก่อนที่จะมีการแถลงผลการหารือจากผู้เข้าประชุม ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประวิตร เอง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และนายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี

ระบุว่า เป็นการสร้างสถานการณ์โดยกลุ่มการเมือง ที่เชื่อมโยงกับผลการลงประชามติ

โดยตัดเรื่องของขบวนการเคลื่อนไหวใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ออกไป

สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า เป็นฝีมือของกลุ่มเสียผลประโยชน์ทางการเมือง และผลการออกเสียงประชามติ

ถือเป็นข้อสรุป ที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ ว่าจะนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองของผู้มีอำนาจในโอกาสต่อไปอย่างไร