เดินหน้าชน : ‘อย่าเพิ่งท้อ’

23.12.20 | 12:45 น.

จะเรียกว่าการระบาดระลอก 2 หรือระบาดใหม่ เหมือนที่ทาง ศบค.เรียกการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคม 2563 ก็สุดแท้แต่

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ การระบาดครั้งนี้ดูเหมือนจะกระจายไปหลายจังหวัด

แม้ว่าจะยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มแรงงานต่างด้าว และกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าอาหารทะเล รวมทั้งคนใกล้ชิดเท่านั้น

แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ทางทีมสาธารณสุข (สธ.) ก็จำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่ทำให้มั่นใจได้ว่า เชื้อจะไม่แพร่กระจายออกไปมากกว่านี้ จะต้องควบคุมให้อยู่ในวงจำกัดให้ได้

มาตรการต่างๆ จึงทยอยออกมา ขอความร่วมมือกับทุกคนให้ช่วยปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดกันอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาอาจจะหย่อนยานกันไปบ้าง

Advertisement

ประเด็นหลักของการแพร่ระบาดครั้งนี้อีกเรื่อง คือการระบาดดันมาเกิดในช่วงใกล้เทศกาลเฉลิมฉลองอย่างคริสต์มาส และปีใหม่ ก่อนหน้าเทศกาลแห่งความสุขของคนทั้งโลกเพียงไม่กี่วัน

ความเจ็บปวดมันอยู่ตรงที่ หลายคนมีการเตรียมซื้อข้าวซื้อของ เตรียมจัดงานรื่นเริงบันเทิงสุขกันแล้ว แต่มาเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ย่อมเกิดความเสียหายแน่นอน

เหมือนเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่ย่ำแย่ในปีนี้อยู่แล้วให้ดูเลวร้ายลงไปอีก

ช่วงก่อนหน้านี้ไม่นาน เราได้ยินข่าวดีเรื่องการผลิตวัคซีน เริ่มฉีดกันในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว

ทำให้ค่อยๆ มีสัญญาณตอบรับในเชิงบวกให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง

จากก่อนหน้านี้ช่วงต้นปี ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน มีการล็อกดาวน์

เราได้รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวด ความลำบากในการใช้ชีวิตกันมาบ้างแล้ว

ไม่เฉพาะประเด็นเกิดการ “ระบาดใหม่” ของโควิดในประเทศไทยเท่านั้น

แต่ยังมีประเด็นที่อังกฤษตรวจพบว่า โควิด-19 กำลังกลายพันธุ์ไปสู่เชื้อที่ติดได้ง่าย ติดได้เร็ว พูดง่ายๆ มันแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

ทำให้เกิดข้อกังวลว่า แล้ววัคซีนที่คิดค้นกันทั้งหลายตอนนี้ จะสามารถป้องกันโควิด-19 กลายพันธุ์ได้แค่ไหน

ยังไม่รวมกับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน จะมีผลต่อร่างกายหรือไม่ เพราะด้วยความเร่งรีบผลิตออกมา

ถ้าเรามองจากทั้งสองประเด็นคือ การระบาดใหม่ในประเทศ กับการกลายพันธุ์ของโควิด

ย่อมต้องเกิดความกังวลขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นธรรมดา

แต่เราอย่าลืมว่า เรามีประสบการณ์การรับมือกันมาแล้ว ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต้องสวมหน้ากากตลอดเวลาที่อยู่ข้างนอก

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่าง ลงทะเบียนแอพพ์ไทยชนะ เพื่อความปลอดภัย รวมทั้งมาตรการต่างๆ ล้วนแล้วแต่เคยทำมาแล้วทั้งนั้น

ถ้าจะกลับไปเข้มงวดอีกสักครั้ง เพื่อความปลอดภัยของตัวเราและคนใกล้ตัวเรา

คงไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร ถ้าเราคิดถึงผลของการละเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราจะรุนแรงแค่ไหน

ไม่ใช่เฉพาะแค่พิษสงของไวรัสเท่านั้น ถ้าเกิดติดเชื้อขึ้นมา

แต่แม้จะไม่ติดเชื้อ แต่ถ้าบังเอิญไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หมายถึงต้องโดนกักตัว ยังจะมีมาตรการทางสังคมตามมาอีกมาก

จึงเป็นเรื่องที่บางคนกลัวกว่าการติดโควิดด้วยซ้ำ เพราะการกักตัวแค่การละเลยมาตรการบางสิ่งบางอย่าง ที่คิดกันว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ย่อมเกิดผลกระทบในหลายด้านแน่นอน

นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก จุฬาฯ ให้แง่คิดว่า แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ถ้าเรายอมงดจัดในรูปแบบสุ่มเสี่ยง
ทั้งหลาย

รอไปจัดงานฉลองหลังปัญหานี้ผ่านไปแล้ว น่าจะมีความสุขมากกว่า ดีกว่าต้องมาตามแก้ปัญหากันภายหลัง อีกอย่างปีใหม่ไทย ช่วงสงกรานต์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เราก็ผ่านมาได้โดยไม่จำเป็นต้องจัดงาน เราก็ผ่านกันมาแล้ว

ส่วนท่านผู้ว่าฯสมุทรสาคร นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี บอกว่า แม้ว่าเราจะมีวัคซีนโควิดแล้วก็ตาม แต่ป้องกันได้แค่ 95% แต่ถ้าเราเคร่งครัดมาตรการต่างๆ อย่างจริงจัง และช่วยกันทุกคน เราสามารถป้องกันโควิดได้ 100% เลยทีเดียว

ดังนั้น วิธีคิดในการรับมือกับปัญหาจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“อย่าไปท้อ” คือคัมภีร์ในการรับมือที่ดีที่สุด เพราะถ้าเราท้อเมื่อไหร่ ไม่ใช่แค่โควิดเท่านั้น

แต่สารพัดโรค สารพัดปัญหา มันจะเข้ามารุมยำเราทันที

ทางที่ดีต้องพยายามคิดอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเป็นพลังใจ เพื่อต่อสู้ในยามที่ภัยจากโควิดมันยัง “ซ่า” ไม่เลิก

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา