09.00 INDEX กรณี จาตุรนต์ ฉายแสง ต้องคดี กับแนวทางปรองดอง สมานฉันท์

23.12.20 | 09:15 น.

กรณี จาตุรนต์ ฉายแสง ต้องคดี กับแนวทางปรองดอง สมานฉันท์

คำปฎิเสธอย่างเป็นทางการของพรรคร่วมฝ่ายค้านเมื่อได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ‘สมานฉันท์’ เป็นคำปฏิเสธพร้อมกับเงื่อน ไขและข้อต่อรอง

ข้อต่อรองอย่างเป็นทางการซึ่งได้รับการกล่าวขวัญก็คือ ต้องไม่มีการดำเนินคดีๆ กับเด็กๆ อย่างชนิดเหวี่ยงแห

เหมือนกับข้อต่อรองเช่นนี้ 1 เป็นการวิพากษ์โดยตรงไปยังกระ บวนการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในลักษณะ ‘นิติสงคราม’ ของรัฐบาล ขณะเดียวกัน 1 ก็เท่ากับเป็นการเลือกข้างในทางการเมือง

เป็นการเลือกข้างโดยเห็นและประเมินว่า การออกมาชุมนุมของเยาวชน นักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชนไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าเยาวชนปลดแอกหรือราษฎรมีความชอบธรรม

Advertisement

เป็นความชอบธรรมในภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมือง เป็นความชอบธรรมเพราะดำเนินไปตามสิทธิและเสรีภาพอันบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

เป็นความชอบธรรมที่จะต่อรองเพราะเห็นว่าการปรองดองสมานฉันท์มิอาจเกิดขึ้นได้ภายในกระบวนการแห่งนิติสงคราม

ที่มีการเรียกขานว่าบทบาทและการกระทำของรัฐบาลดำเนินภายใต้แนวทางแห่งกระบวนการ ‘นิติสงคราม’เพราะว่ามิได้นำเอาหลักกฎหมายมาใช้อย่างเที่ยงธรรมหากแต่ใช้เป็นเครื่องมือ

เป็นเครื่องมือในการสยบปัญหาที่มีพลเมืองออกมาเรียกร้อง เป็นเครื่องมือในการจัดการกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

ตัวอย่างที่เห็นอย่างเด่นชัดก็คือ กรณีของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ที่มีการนำเอาพรบ.คอมพิวเตอร์ประสานเข้ากับประมวลกฎ หมายอาญามาตรา 116

เนื่องจาก นายจาตุรนต์ ฉายแสง แสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารและกระบวนการใช้อำนาจต่อเนื่องของรัฐบาล มีการต่อสู้คดีทั้งในศาลทหารและศาลยุติธรรมต่อเนื่องมา 6 ปี 6 เดือน

ในที่สุดศาลยุติธรรมก็ตัดสินยกฟ้องชี้ว่าไม่ได้ทำความผิด

คำถามในทางสังคมก็คือ แล้ว 6 ปี 6 เดือนที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ถูกกระทำอย่างต่อเนื่องหมายความว่าอย่างไร

เงื่อนไขที่พรรคฝ่ายค้านร่วมเสนอต่อรัฐบาลก็คือ หากไม่มีความยุติธรรม หากไม่มีความเป็นธรรม ความพยายามที่จะปรองดอง และสมานฉันท์ก็ไม่เกิดได้ในทางเป็นจริง

การสมานฉันท์จึงต้องเริ่มต้นจากความจริงใจและการปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่างจากรัฐบาลมิใช่ผ่านรูปของคณะกรรมการ