09.00 INDEX บทเรียน กรณีคนอยากเลือกตั้ง บทเรียน กรณีจาตุรนต์ ฉายแสง

26.12.20 | 09:20 น.

ไม่ว่าคดีของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ณ สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่ว่าคดีเอ็มบีเคของคนอยากเลือกตั้งก่อนการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2560

ล้วนเป็นคดีที่มีการตั้งข้อกล่าวหาผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

และล้วนได้รับพิพากษายกฟ้องจากศาลยุติธรรม

ขณะที่คดีของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ใช้เวลายาวนานกว่า 6 ปีในการดำเนินคดีจากศาลทหารมายังศาลยุติธรรม ขณะที่คดีของคน อยากเลือกตั้งใช้เวลาในการดำเนินคดีกว่า 2 ปี

กล่าวสำหรับ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ก็ต้องประสบกับผลกระทบจากข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่อง หนักหนาสาหัสถึงกับมีอายัดบัญชีทรัพย์สิน อายัดหนังสือเดินทาง

Advertisement

ที่สำคัญไม่ว่าคดี นายจาตุรนต์ ฉายแสง ไม่ว่าคดีคนอยากเลือกตั้งก็คือการเสียเวลาในระหว่างการต่อสู้คดี

เด่นชัดว่าการตั้งข้อหามีเป้าหมายทางการเมืองอย่างไร

น่าสังเกตว่า แม้จะมีบทเรียนมากมายในห้วงภายหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 หรือในห้วงแห่งการทำประชามติรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนสิงหาคม 2559

ที่มีการออกหมายเรียก ออกหมายจับภายใต้ข้อกล่าวหากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116

ผลก็คือ ศาลพิจารณาแล้วก็ยกฟ้องไปเป็นส่วนใหญ่หลายคดี

กระนั้น เมื่อมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองนับแต่เดือนกรกฎาคมของเยาวชนปลดแอกเป็นต้นมา ข้อกล่าวหาที่รัฐบาลโยนให้กับผู้เคลื่อนไหวก็ยังเป็นประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116

ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ไม่ว่าการเคลื่อนไหวหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่ว่าการเคลื่อนไหวนับแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมาล้วนเป็นการเคลื่อนไหวอย่างสันติ ปราศจากอาวุธ

ความผิดที่ร้ายแรงก็คือแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล

มีความเห็นและตั้งข้อสังเกตต่อการบริหารราชการแผ่นดินที่ก่อปัญหามากมายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น

หากเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือกับกปปส. การเคลื่อนไหวในห้วงหลังรัฐประหารดำเนินไปตามรัฐธรรมนูญครบถ้วน

การตั้งข้อหาผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จึงเป็นการตั้งข้อหาเพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในทางการเมืองเป็นสำคัญ