ไม่ว่าคดีของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ณ สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่ว่าคดีเอ็มบีเคของคนอยากเลือกตั้งก่อนการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2560
ล้วนเป็นคดีที่มีการตั้งข้อกล่าวหาผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116
และล้วนได้รับพิพากษายกฟ้องจากศาลยุติธรรม
ขณะที่คดีของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ใช้เวลายาวนานกว่า 6 ปีในการดำเนินคดีจากศาลทหารมายังศาลยุติธรรม ขณะที่คดีของคน อยากเลือกตั้งใช้เวลาในการดำเนินคดีกว่า 2 ปี
กล่าวสำหรับ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ก็ต้องประสบกับผลกระทบจากข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่อง หนักหนาสาหัสถึงกับมีอายัดบัญชีทรัพย์สิน อายัดหนังสือเดินทาง
ที่สำคัญไม่ว่าคดี นายจาตุรนต์ ฉายแสง ไม่ว่าคดีคนอยากเลือกตั้งก็คือการเสียเวลาในระหว่างการต่อสู้คดี
เด่นชัดว่าการตั้งข้อหามีเป้าหมายทางการเมืองอย่างไร
น่าสังเกตว่า แม้จะมีบทเรียนมากมายในห้วงภายหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 หรือในห้วงแห่งการทำประชามติรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนสิงหาคม 2559
ที่มีการออกหมายเรียก ออกหมายจับภายใต้ข้อกล่าวหากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116
ผลก็คือ ศาลพิจารณาแล้วก็ยกฟ้องไปเป็นส่วนใหญ่หลายคดี
กระนั้น เมื่อมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองนับแต่เดือนกรกฎาคมของเยาวชนปลดแอกเป็นต้นมา ข้อกล่าวหาที่รัฐบาลโยนให้กับผู้เคลื่อนไหวก็ยังเป็นประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116
ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ไม่ว่าการเคลื่อนไหวหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่ว่าการเคลื่อนไหวนับแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมาล้วนเป็นการเคลื่อนไหวอย่างสันติ ปราศจากอาวุธ
ความผิดที่ร้ายแรงก็คือแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล
มีความเห็นและตั้งข้อสังเกตต่อการบริหารราชการแผ่นดินที่ก่อปัญหามากมายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น
หากเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือกับกปปส. การเคลื่อนไหวในห้วงหลังรัฐประหารดำเนินไปตามรัฐธรรมนูญครบถ้วน
การตั้งข้อหาผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จึงเป็นการตั้งข้อหาเพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในทางการเมืองเป็นสำคัญ

