รายงานหน้า2 : สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ส่องทิศทาง‘พท.-การเมือง’64

27.12.20 | 12:13 น.

หมายเหตุนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์มติชน ถึงทิศทางของพรรค พท.ในปี 2564 และการทำงานการเมืองของครอบครัว “ชินวัตร” รวมทั้งการขับเคลื่อนการสร้างความปรองดองสมานฉันท์

⦁พรรค พท.ปรับโครงสร้างและทิศทางในการดำเนินกิจการของพรรคหลายอย่างในปี 64 พรรค พท.จะมียุทธศาสตร์อย่างไร
ผมไม่ได้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค แต่เท่าที่เห็นตามสภาพที่เป็นอยู่ในฐานะสมาชิกพรรคที่คอยติดตามการขับเคลื่อนของพรรคนั้น ผมอยากให้พรรคดำรงอุดมการณ์ในการเป็นพรรคการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ทำงานการเมือง ทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่ทำเพื่อส่วนตัว ดังนั้นต้องเสียสละ ในรอบปีที่ผ่านมาอาจจะมีข่าวว่าภายในพรรคเกิดความแตกแยกหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมอยากให้มองว่านี่คือปัญหาปกติ เพราะเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ทุกเสียง ทุกปัญหาสามารถสะท้อนกันได้เพื่อให้สมาชิก และกรรมการบริหารพรรคได้พิจารณา และที่มีสมาชิกพรรคบางท่านลาออกไป ผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะถ้าท่านเห็นว่าท่านมีช่องทางอื่น หรือต้องการทำการเมืองอีกแนวหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แนวของพรรคนี้ก็ออกไปได้
แต่คนที่เห็นตรงกับพรรคก็สามารถสมัครเข้ามาได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นในขณะนี้คือพรรคกำลังปรับปรุงระบบเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ เช่น ให้กรรมการบริหารพรรค เป็นจุดศูนย์กลางในการบริการงานทุกอย่าง แล้วตั้งคณะทำงานขึ้นมาทำงานเฉพาะด้าน ผมเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดี เพราะเป็นการทำงานเพื่อประชาชนโดยตรง ที่ผ่านมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้วางรากฐานเรื่องการทำงานเพื่อประชาชนนี้ไว้ดีมาก ผมก็ไม่อยากให้ละทิ้ง

⦁การเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา แม้จะเข้าเป้าในหลายพื้นที่แต่ก็มีหลายพื้นที่ที่เคยเป็นของพรรค พท. เช่น ในพื้นที่ภาคอีสานก็เสียให้พรรคฝ่ายรัฐบาลขณะนี้ไปมาก พรรคจะต้องปรับการทำงานอย่างไรสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ต้องยอมรับเรื่องระบบการแข่งขัน การเมืองกับการเลือกตั้งคือการแข่งขันกันเสนอตัวให้ประชาชนเลือกผ่านนโยบาย และการทำงาน จังหวัดไหนที่เราแพ้ ก็ต้องยอมรับว่าแพ้ และมองจุดอ่อนของตัวเองว่าบกพร่องตรงไหน หรือประชาชนไม่ชอบตรงไหน แต่ไม่ว่าแพ้ หรือชนะ ต้องยอมรับในเสียงของประชาชน เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือต้องปรับปรุง และต้องไม่ท้อถอย ตำแหน่งทางการเมืองไม่สามารถอยู่ติดตัวใครไปได้ตลอด ย่อมมีการผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คราวนี้ไม่ได้ คราวหน้าก็ต้องปรับตัวให้ชนะใจพี่น้องประชาชน ส่วนจังหวัดที่ชนะ ก็ได้ทำตามเป้าหมาย ประชาชนฝากชีวิตไว้ให้เราดูแล เราต้องไม่ละทิ้งอุดมการณ์และทำตามนโยบาย

⦁มองอย่างไรที่ประชาชนมีคำถามกับพรรค พท.ในความไม่ชัดเจนว่าจะสู้ไปกับประชาชน หรือจะแตะเบรกบางเรื่อง
พรรค พท.เป็นรถที่ไม่มีเบรก เรื่องที่เกี่ยวกับประชาชนเราเต็มที่ แต่ขณะนี้พรรคไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นการจะทำงานให้เข้าถึงประชาชนจริงๆ นั้นอาจจะไม่ง่าย แต่ผมคิดว่าต้องอดทนกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน และต้องพยายามหาช่องทางอธิบายให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ แต่พรรค พท.คงไม่ใช่พรรคที่อ่อนล้า แต่ในบางครั้งช่องทางการเข้าสู่ประชาชน หรือช่องทางในการหยิบยื่นสิ่งต่างๆ ให้กับประชาชนทำได้มาก-น้อย เห็นว่าคนที่เข้ามาสัมผัสกับประชาชนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนจะทิ้งประชาชนไม่ได้ พรรคการเมือง ไม่มีพรรคไหนที่จะไปตำหนิประชาชนได้ ประชาชนย่อมเป็นเสียงสวรรค์เสมอ พรรคต้องเดินหน้าทำงาน ผมยืนยันได้ว่าพรรค พท.ไม่เคยมีแนวคิดที่จะละทิ้งพี่น้องหรือท้อถอยเลย จะไม่แก้ตัว แต่จะปรับปรุงตัวอย่างเดียว

⦁พรรค พท.มี 2 โจทย์ คือรักษาฐานเดิมกับหาเสียงคนรุ่นใหม่ในอนาคต
มันไปคู่กันได้ แม้ระบบการเมืองเป็นเรื่องของการแข่งขันก็จริง แต่อย่าคิดถึงตัวเองเป็นหลัก ต้องคิดถึงประชาชนเป็นหลัก การที่มีพรรคการเมืองมาร่วมแข่งขันกันมากทำให้ประชาชนมีตัวเลือก เราต้องทำตัวให้โดดเด่น ให้พี่น้องประชาชนเห็นถึงความสำคัญ เห็นความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือให้ได้ ถ้าทำไม่ได้แล้วคู่แข่งเหนือกว่าก็ต้องยอมรับ
อยู่ที่ประชาชนจะเลือกอะไร อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงเรื่องคนรุ่นใหม่ วันนี้พรรค พท.มีคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค พท.จำนวนมาก ทั้งยังมีหลักสูตรเพื่ออบรมนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคด้วย จริงอยู่ที่วันหนึ่งคนรุ่นพวกผมจะต้องเปลี่ยน แต่อยากให้คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาได้ซึมซาบอุดมการณ์และความมุ่งหมายของพรรคไม่ใช่เข้ามาเพื่อเสวยสุข แต่เข้ามาเพื่อมีโอกาสทำงาน และเป็นฮีโร่ในใจประชาชน

Advertisement

⦁วันนี้แนวความคิด ความต้องการ หรือข้อเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ในบางเรื่อง พรรค พท.อาจจะไม่สามารถให้ได้ หากเปลี่ยนเจเนอเรชั่นแล้ว พรรค พท.จะอยู่ตรงไหนของกระบวนการต่อสู้
พรรค พท.ไม่อยู่ตรงไหน พรรค พท.ยังอยู่ตรงนี้ อยู่ในวงการการเมือง วันนี้คนรุ่นเก่าต้องฟังคนรุ่นใหม่ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็ต้องฟังคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่วันนี้ผมยอมรับว่ามีเพาเวอร์มาก มีความรู้ ความสามารถมาก ถ้าคนรุ่นเก่ายังเข้าไม่ถึงจุดนี้ก็ต้องฟัง และคนรุ่นใหม่ก็ต้องยอมรับประสบการณ์ในทางการเมืองของคนที่ผ่านมาก่อน เอาจุดแข็งของแต่ละคนมาแลกเปลี่ยนกัน เอาจุดด้อยของแต่ละคนมาหลอมแล้วแก้ไข วันนี้เป็นช่วงรอยต่อ ให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ เพราะต่อไปเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารพรรค จะต้องเป็นผู้นำในทางการเมือง

⦁มองว่าพรรค พท.มีจุดแข็งอะไรที่จะขายให้กับประชาชนในอนาคต
พรรค พท.เราสืบทอดมาจากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน แนวโครงสร้างพรรคและนโยบายที่มีให้กับประชาชนเป็นไปในแนวทางเดียวกันจึงถือว่าเป็นเรื่องดี ที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ วางโครงสร้าง และรากฐานตรงนี้ไว้ดี ทำให้ประชาชนมั่นใจ และเชื่อถือได้ ผมมองว่าตรงนี้ต้องยึดถือไว้ เวลาที่คนพูดถึงพรรค พท. ต้องรู้สึกว่ามีนโยบายที่กินได้ จับต้องได้ และมีความสุขกับมันได้ คนที่เข้ามาพรรคต้องกลั่นกรองอุดมการณ์ ต้องทำเพื่อประชาชนไม่ใช่เพื่อวงศ์ตระกูล หรือเพื่อวาสนาส่วนตัว ถ้าคิดอย่างนั้นคือคนที่ไม่ทันสมัยและตกโลก ต้องเข้ามาเพื่อให้มีโอกาสทำงานให้ประชาชน จะไม่พูดถึงพรรคอื่น ถ้าทำดี ประชาชนจะเห็นเอง

⦁มองจากผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ที่ผ่านมา มองว่าตระกูลชินวัตรยังได้รับความนิยมอยู่หรือไม่
หมายถึงผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ที่ จ.เชียงใหม่ใช่ไหม จะเรียกว่าตระกูลชินวัตรยังขลังอยู่ อาจจะไม่ตรงเสียทีเดียว เอาเป็นว่าคนเชียงใหม่ยังให้ความเชื่อมั่นว่าคนในตระกูลนี้ยังรักประชาชนชาวเชียงใหม่ ยังปรารถนาดีที่อยากให้คนเชียงใหม่อยู่ดีมีความสุข มีการพัฒนา อยากยื่นมือเข้ามาช่วยในยามช่วยได้ ตรงนี้ผมไม่ปฏิเสธ แต่ไม่ใช่ว่าตระกูลชินวัตรจะเข้ามาสืบทอดตำแหน่ง อันนี้ไม่ใช่ แต่ความอยากช่วยชาวเชียงใหม่ มีอยู่เต็มร้อย

⦁ในอนาคตมีพรรคใหม่จากคนกันเอง แล้วอาจจะมี ส.ส.จากพรรค พท.ย้ายไปอยู่พรรคใหม่
ผมคิดว่าใครจะย้ายไปไหนเป็นความพึงพอใจส่วนตัว ไม่มีใครห้ามได้หรอก แต่พรรค พท. ผมมั่นใจว่าไม่มีระส่ำระสาย อย่างที่ผมบอก พรรค พท.สืบทอดมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยแล้ว มันมั่นคง ผู้ใหญ่ที่อยู่ที่นี่ยังคงเชื่อใจได้ และไม่ใช่มีแต่คนออกไป คนเข้ามาก็มีมาก เพียงแต่ตอนที่เข้ามาไม่เป็นข่าว คนที่ออกไปก็ไม่โกรธกัน แข่งขันทางการเมืองกันได้ เป็นสปิริตของนักการเมือง อยู่ที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกในการเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม ในอนาคตสามารถทำงานกับทุกคนที่ออกไปได้ เหมือนกันพรรค พท.เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ก็ตั้งกันได้ แต่ว่าต้องทำงานไปในแนวเดียวกัน ถ้าเป็นแนวประโยชน์ส่วนตัวไม่เอา

⦁ที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรบ้างที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญที่เรียกว่าฉบับสืบทอดอำนาจให้อำนาจ ส.ว. เข้ามาเลือกนายกฯ เห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าเป็นการกระทำเพื่อต้องการให้ฝ่ายหนึ่งเข้ามาโดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนก็ได้ตรงนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย วันนี้ก็มีการประท้วงว่ารัฐธรรมนูญต้องแก้ไข และรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอง มีหลายส่วนที่ต้องแก้ไข ไม่ใช่แก้ไขเพื่อพรรค พท. แต่แก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย และเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเต็มที่ ส.ว.จะมีก็ไม่เป็นไร แต่ต้องให้ประชาชนเขาเลือก

⦁หากสุดท้ายการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ตรงกับแนวทางที่วางไว้ จะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคตไหม
อย่าว่าแก้ไม่ตรงเลย จะได้แก้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ เพราะยังไม่เห็นคืบหน้าไปทางไหน ทั้งนี้ ไม่ได้ไปต่อว่าเขานะ แต่ถ้าจะทำงานเพื่อประชาชนต้องเสียสละ ต้องตั้งใจจริง ถ้าไม่อย่างนั้นมีแต่จะสะสมปัญหา แล้วจะระเบิดขึ้นในภายภาคหน้าที่ใหญ่กว่านี้ได้ เมื่อมีเสียงเรียกร้องขึ้นมา รัฐบาลต้องรับฟัง และหาทางปรองดองให้ได้ อย่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ประชาชนเสนอก็ถูกตีตกจริงอยู่ที่รัฐสภามีอำนาจในการพิจารณา แต่ไม่ถูกต้องโดยระบบที่ต้องกลั่นกรอง และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และไม่สร้างบรรยากาศที่จะปรองดอง หรือการคิดหาทางออกร่วมกัน

⦁คณะกรรมการสมานฉันท์มีหลายฝ่ายไม่เข้าร่วม อาจทำให้เดินหน้าต่อไปไม่ได้ ในฐานะที่ถูกเชิญให้ไปเป็นคณะกรรมการด้วยมองอย่างไร
ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการทาบทามจากประธานรัฐสภาให้ไปเข้าร่วม ผมก็ตอบรับไปว่า หากมองว่าผมทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้ ก็ยินดี แต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะมีความสามารถในการทำอะไรได้หรือไม่ การจะทำอะไรกันต่อไปนั้นคงจะต้องไปหารือกันอีกครั้ง ปัญหาคือตั้งขึ้นมาแล้วจะทำให้ประสบผลสำเร็จ บรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้วิกฤตได้จริงหรือไม่ต่างหาก ทุกคนมองดูก็เห็นว่าทำท่าว่าจะไม่รอด เพราะเมื่อประกาศชื่อคนที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการในครั้งแรกว่าจะมีใครบ้างก็มี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลออกมาบอกว่า ไม่เอา ตั้งแต่ต้นแล้ว ฝ่ายผู้ชุมนุมก็บอกว่าไม่เอาเหมือนกัน ไม่เข้ามา ฝ่ายค้านก็บอกว่าไม่เอา เพราะเห็นว่าคู่ขัดแย้งไม่เข้ามา
เปรียบเหมือนมีเวทีมวย เวลาชกกันต้องมีกติกา มีกรรมการ วันนี้จะมีการตั้งเวทีที่มีกรรมการขึ้นมา แล้วขอให้นักมวยที่สู้กันอยู่ข้างล่าง ไม่รู้ว่าถูกกติกาบ้างหรือไม่นั้นขึ้นมาชกบนเวที นักมวยบอกไม่เอา ไม่ขึ้นไปชกบนเวที เลยมีแต่กรรมการกับคนดู แล้วแบบนี้จะแก้ไขได้หรือ ผมมองว่าถ้าจะทำเรื่องนี้กันจริงๆ ต้องทำให้มีบรรยากาศ แต่บรรยากาศขณะนี้ยังไม่มีเลยที่จะเข้ามาปรองดองกัน คุณก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้จบปัญหาได้ ต้องอาศัยความเสียสละจากทุกฝ่าย อย่าคิดว่าต้องได้อันนั้นอันนี้ ต้องคิดว่าจะเสียสละอะไรได้บ้างเพื่อให้บ้านเมืองผ่านปัญหาไปได้
รัฐบาลเองต้องเป็นผู้สร้างบรรยากาศตรงนี้ เช่น การรับฟังปัญหาในเรื่องการตั้งข้อหาต่างๆ อะไรที่พอจะให้อภัยกันได้ก็ไม่ควรที่จะมีฝ่ายใดต้องรับผิดชอบ การจะเข้าปราบปรามผู้ชุมนุม หรือทำให้บาดเจ็บก็อย่าทำ เพราะไม่ได้สร้างบรรยากาศของความปรองดอง ต้องคิดว่าคนไทยทุกคนคือพี่น้องกัน ต้องจับมือคุยกัน รัฐบาลต้องฟังปัญหา ให้สิทธิอำนาจตามธรรมนูญแก่ประชาชน วันนี้เหมือนรัฐบาลปฏิเสธไม่ฟัง ไม่พูดกัน ก็ไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน

⦁การแก้รัฐธรรมนูญ และการสมานฉันท์ อาจจะเดินหน้าลำบากจะทำให้ส่งผลต่อการเมืองในปี 64 อย่างไร
ส่งผลอย่างแน่นอน เพราะการไม่เดินหน้าไปไหน อย่างน้อยผมอยากจะบอกว่าต่างฝ่ายอย่าสุดโต่ง การเข้ามาเจรจาหาทางออกกันต้องมีได้มีเสีย เราจะได้ทุกอย่างไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเสียทุกอย่าง และต้องหาคนที่มีความเป็นกลาง จากหลายฝ่าย เข้ามาเป็นคนกลาง

⦁ปี 64 สถานการณ์ทางการเมืองมีแนวโน้มจะคลี่คลายบ้างหรือไม่
อันนี้บอกไม่ถูก แต่ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ก็เป็นไปได้ที่จะบานปลายออกไป ผมจึงบอกว่าเรื่องนี้รัฐบาลจะต้องเข้ามาในฐานะเป็นผู้บริหารบ้านเมือง บริหารความสงบเรียบร้อย รัฐบาลไม่พ้นความรับผิดชอบหรอก อย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตน เข็มตกเล่มหนึ่งรัฐบาลก็ต้องเข้าไปเพ่งมอง จะปัดทิ้งไม่ได้ ต้องเอาให้จบ และต้องเสียสละ ผมเคยผ่านเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองมา แต่ในยุคผมไม่ได้สลับซับซ้อนแบบนี้ แต่เราพยายามใช้แนวทางในการปรองดองมากที่สุด

ศุภกาญจน์ เรืองเดช