จินตภาพของคนไทยต่อภาพแห่งการจลาจลของมวลมหาประชาชนสนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ ณ รัฐสภา กรุงวอชิงตัน แตกต่างกันไป
บ้างนึกเห็นภาพเสื้อแดงบุกที่ประชุมอาเซียน
บ้างนึกเห็นภาพพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล บ้างนึกเห็นภาพมวลมหาประชาชน กปปส.ยึดศูนย์ราชการ
บ้างนึกเห็นภาพการขัดขวางการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557
บ้างนึกเห็นภาพ นายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คล้องนกหวีดเข้าร่วมการชุมนุมในห้วงก่อนรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
จินตภาพที่แตกต่างนำไปสู่บทสรุปที่แตกต่าง
กระนั้น บรรทัดสุดท้ายของสังคมไทยเมื่อปี 2549 และเมื่อปี 2557 ก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบรรทัดสุดท้ายของสหรัฐอเมริกาในปี 2564
สหรัฐจบด้วยดี แต่ของไทยลงเอยด้วยรัฐประหาร
บทสรุปร่วมต่อพฤติการณ์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยอมรับอย่างเป็นเอกภาพ คือ การเป็นคนโกหก ลวงโลก โกหกซ้ำแล้วซ้ำอีก
โกหกจนตัวเองเชื่อ
เป็นการเผยแพร่ความเชื่อที่ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องมีการโกง เผยแพร่ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งและเมื่อผ่านการเลือกตั้งก็ยังเชื่อเช่นนั้น
ยิ่งแพ้ ยิ่งเชื่อ
ตรงนี้เองที่ทำให้แฟนานุแฟนส่วนหนึ่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ เชื่ออย่างหัวปักหัวปำกระทั่งรวมตัวกันออกมาแสดงพลัง
เพื่อล้มการเลือกตั้ง ดับหวัง โจ ไบเดน
บังเอิญที่สถาบันหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นศาล หรือแม้กระทั่งภายในพรรครีพับลิกันเองไม่ได้คล้อยตามกับการเผยแพร่ใส่ร้ายของทรัมป์
ความพยายามของ โดนัลด์ ทรัมป์ จึงล้มเหลว อย่างสิ้นเชิง
จากกรณีอันเกิดขึ้นในสหรัฐ ใครที่เคยฟันธงว่าสังคมอเมริกันแหลกเหลว ไม่มีมาตรฐาน ก็ขอให้คิดใหม่และเชื่อใหม่ได้แล้ว
สถานการณ์นี้พิสูจน์ว่าสังคมอเมริกันเข้มแข็งอย่างยิ่ง
แม้ว่าตุลาการในสถาบันยุติธรรมด้านหลักจะได้รับแต่งตั้งโดยทรัมป์ แต่ก็เป็นสถาบันที่ปฏิเสธการแทรกแซงจากทรัมป์อย่างมีหลักการ
ยิ่งคนของพรรครีพับลิกัน ยิ่งไม่คล้อยตามไปกับทรัมป์
เมื่อตรวจสอบไปยังกองทัพ แม้ว่าทรัมป์จะพยายามเคลื่อนไหวเพื่อให้กองทัพสำแดงอำนาจของตนแต่ก็ได้รับการปฏิเสธอย่างแข็งขัน
ทั้งหมดนี้ยืนยันถึงความแข็งแกร่งแห่งจิตวิญญาณ “ประชาธิปไตย”
ทำให้เกิดฉันทามติร่วมอันสะท้อนผ่านการลงมติของรัฐสภาให้การยอมรับต่อชัยชนะของ โจ ไบเดน ที่เหนือกว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมา
หากเป็นชัยชนะ นี่ย่อมเป็นชัยชนะของ “ประชาธิปไตย”
สถานการณ์อันเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา น่าจะเป็นอุทาหรณ์อันทรงคุณค่าและเป็นบทเรียนอันทรงความหมายยิ่งต่อสถานการณ์การเมืองในไทย
อย่างน้อยก็จาก 2 บทเรียนสำคัญ
1 เป็นบทเรียนอันเกิดก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และ 1 เป็นบทเรียนอันเกิดก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
หากไม่ “สรุป” โอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกก็มีความเป็นไปได้

