แวดวงการเมือง-วิชาการ-นักธุรกิจ-นักเขียน ร่วมไว้อาลัย การจากไปของ ‘ฐากูร บุนปาน’

จากกรณีการเสียชีวิตของนาย ฐากูร บุนปาน รองประธานกรรมการเครือมติชน นักข่าว นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ จากโรคมะเร็ง ด้วยวัย 59 ปี

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนรู้สึกตกใจ เสียใจ และเสียดาย เพราะไม่เคยทราบมาก่อนว่านายฐากูรป่วย เจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อหนึ่งปีเศษที่ผ่านมา ได้คุยกันทุกเรื่องสารพัดชนิด ทั้งเรื่องบ้านเมือง ศิลปวัฒนธรรม เรื่องและเรื่องตลกขบขัน ซึ่งตอนนั้นก็ยังสดชื่น นายฐากูรถือเป็นบุคคลสำคัญ ที่มีความรู้ความแม่นยำ ทั้งในทางการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เป็นคนที่รอบรู้มากทีเดียว ที่สำคัญคือมีอารมณ์ขันอย่างไม่น่าเชื่อ ถือเป็นบุคคลสำคัญในวงการสื่อ ตนจึงขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว และชาวมติชน

ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เขียนข้อความไว้อาลัย ระบุว่า

ด้วยรักและอาลัย…ฐากูร บุนปาน   ทราบข่าวการเสียชีวิตของ “โต้ง -ฐากูร บุนปาน”ผู้บริหารสื่อในเครือมติชน-ข่าวสดด้วยความอาลัยรัก และเสียใจอย่างยิ่งยวด โต้ง…เป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจ ของวงการสื่อมวลชนไทย เป็นคนทำงานสื่อที่มีหัวใจหนักแน่น ยืนหยัดอยู่เคียงข้างผู้ที่เสียเปรียบในสังคม และมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ที่อยากเห็นสังคมไทยมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ล่าสุดที่ได้พบกัน ผมได้โทรไปคุยและชวนโต้งมาทำกลุ่มC A R E ร่วมกัน ช่วยกันระดมความคิดเห็นในสังคม เพื่อหาทางออกให้สังคมไทย โต้งป่วยและกำลังต่อสู้กับโรคร้าย แต่เมื่อทราบว่าเรากำลังช่วยกันแสวงหาทางเลือกและทางออกให้สังคม โต้งก็ปาวารณาตัวเข้าร่วมอย่างไม่ลังเล พวกเราทุกคนชื่นชมและศรัทธาในความมุ่งมั่นของโต้ง และจิตใจที่เข้มแข็งของโต้ง …แม้นในวันที่เจ็บป่วยก็ยังเข้มแข็งและอยากทำสิ่งดีๆ เท่าที่จะมีกำลังให้ทำได้ ขอให้โต้งไปสู่สุคติ พวกเราทุกคนจะจดจำแบบอย่าง และความเข้มแข็งที่โต้งมีตลอดไป

ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวแสดงความอาลัยถึงการจากไปของนายฐากูร บุนปาน ระบุว่า รู้สึกเสียดายคนที่เป็นมืออาชีพคนหนึ่งทั้งด้านสื่อมวลชน เพราะในแต่ละแวดวงก็จะมีมืออาชีพอยู่เสมอ คือคนที่ทำงานด้านนั้นๆโดยตรงรู้และเข้าใจปัญหาต่างๆก็จะสามารถทำให้วงการนั้นพัฒนาและก้าวหน้าได้อย่างดีนายฐากูรก็ถือเป็นลูกหลานคนหนึ่งที่มีศักยภาพสูงแล้วจากไปก่อนวัยที่ควรจะเป็นแต่อย่างไรก็ตามถือว่าเขาได้สร้างผลงานและมาตรการและมาตรฐานเอาไว้หลายอย่างและเป็นประโยชน์วงการด้านสื่อมวลชน

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ  เขียนข้อความอาลัย ระบุว่า

ในช่วงปี 2559 ผมได้ให้สัมภาษณ์กับทางมติชนเกี่ยวกับการทำประชามติและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จนเป็นที่มาของการได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่โต้งครั้งแรกในเฟสบุ๊ค ผมยังจำได้แม่นยำว่า พี่โต้งบอกกับผมว่า พี่เขาได้เขียนบทความๆ หนึ่ง ณ ตอนนั้นโดยนำเอาประเด็นที่ผมหยิบยกไว้ในบทสัมภาษณ์มาเขียนและพูดวิเคราะห์ต่อ ซึ่งผมได้กล่าวขอบคุณพี่โต้งที่ให้เกียรติผม  ภายหลังจากวันนั้น ผมและพี่โต้งก็ได้สนทนาและเปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านกฎหมายและการเมืองกันผ่านเฟสบุ๊กเป็นระยะๆ หน้าไมค์บ้าง หลังไมค์บ้างสลับกันไป ครั้งหนึ่งผมบ่นเบื่อเหนื่อยและท้อแท้กับสภาวะทางกฎหมายและการเมือง พี่โต้งเองได้คุยและให้กำลังใจผม คำพูดของพี่โต้งนั้นนอกจากเป็นการให้กำลังใจแล้ว มันสะท้อนตัวตนของเขาที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการพยายามเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันให้สังคมและการเมืองไทยดีขึ้น เป็นประชาธิปไตยขึ้น  ทั้งนี้ผมขออนุญาตนำเอาข้อความของพี่โต้งที่ให้กำลังใจผมดังกล่าวมานำเสนอครับ  “ช่วยกันคนละไม้ละมือครับ อจ. ดูกราฟจาก ปวศ. ถึง ปจบ. ผมว่ามันก็ดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ดีเท่าที่เราคิด/อยากให้เป็น ก็ต้องทำงานกันต่อ”  อุดมการณ์ ความมุ่งมั่นตั้งใจ และคุณค่าที่พี่ได้สร้างไว้จะคงอยู่เสมอครับ ขอร่วมแสดงความเสียใจและอาลัยกับการจากไปของพี่โต้ง ฐากูร บุนปาน ด้วยครับ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  เขียนข้อความแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ ฐากูร บุนปาน รองประธานกรรมการมติชน นักข่าว นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ จากโรคมะเร็ง โดย ระบุว่า

เพิ่งได้รับแจ้งข่าวว่าพี่โต้ง ฐากูร บุนปาน จากไปในช่วงเวลา 13.55 น. ที่ผ่านมาของวันนี้ รู้สึกใจหาย เศร้าใจและเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของพี่โต้ง เพราะเป็นบุคคลที่น่ายกย่องของวงการสื่อสารมวลชนและเปรียบเสมือนพี่ชายที่คอยให้คำแนะนำดีๆเสมอมา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ได้ทราบข่าวการป่วยของพี่โต้งและพูดคุยเพื่อให้กำลังใจและสอบถามอาการกันมาอย่างต่อเนื่อง  พี่โต้งเป็นคนที่จิตใจดี ชอบช่วยเหลือ มีความรู้ความสามารถ เป็นนักอ่าน นักคิด นักเขียนและเป็นนักประชาธิปไตยที่ยังคงอุดมการณ์และสนับสนุนหลักการนี้ไม่เปลี่ยนแปลง จึงเป็นที่รักใคร่ของพี่น้องในวงการสื่อสารมวลชนและแวดวงการเมือง

ดิฉันต้องขอแสดงความเสียใจอีกครั้งกับครอบครัวของพี่โต้งและผู้บริหารเครือมติชนที่สูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รัก และขอร่วมไว้อาลัยด้วยความรักในคุณงามความดีของพี่ ขออานิสงส์แห่งกุศลกิจที่พี่โต้งได้ปฏิบัติมา จงเป็นพลวปัจจัยน้อมนำให้ดวงวิญญาณของพี่ไปสู่สุคติในสัมปรายภพค่ะ

ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนกลอนไว้อาลัย

เห็นกันอยู่หลัดหลัดมาพลัดพราก
ไม่ทันเอ่ยลาจากน่าใจหาย
รสน้ำคำน้ำใจยังไม่วาย
เป็นหลักหมายสร้างสรรค์สื่อปัญญา
สื่อตัวแทนมติมหาชน
เคารพตนซื่อตรงคงรักษา
กลางอำนาจอามิสมหิทธา
แบบอย่างฐากูรอันบรรเจิดใจ

หนุ่มเมืองจันท์ หรือ สรกล อดุลยานนท์ นักเขียนชื่อดัง เขียนข้อความไว้อาลัย ระบุว่า

ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้าไปทำงานที่กองบรรณาธิการ”ประชาชาติธุรกิจ” “พี่โต้ง” ก็อยู่ที่นั่นแล้ว ในฐานะ”พี่”
“พี่โต้ง” ฐากูร บุนปาน เป็นรุ่นพี่ที่น่ารัก. มีน้ำใจ และอารมณ์ขัน

ในฐานะ”นักข่าว”  “พี่โต้ง” คือ นักข่าวต้นแบบที่ครบเครื่องที่สุด ทั้งเรื่องการเงิน-การคลัง การเมืองอาชญากรรม ทหาร และสายสัมพันธ์ที่กว้างขวาง ผมไม่เคยเห็นนักข่าวคนไหนครบเครื่องเท่านี้มาก่อน

ในฐานะ”คลังความรู้” “พี่โต้ง” เป็น”คลังความรู้” ระดับ”อับดุล” ถามอะไรรู้…รู้  เขาเป็นนักอ่านตัวยงที่อ่านทุกเรื่อง รอบรู้แบบนึกไม่ถึง ทั้งเรื่องข่าว เรื่องประวัติศาสตร์ ต่างประเทศ. นิยายกำลังภายใน โหราศาสตร์ อาหาร เพลง ฯลฯ  “พี่โต้ง” เป็นคนดีที่น่าเคารพ จะมี”ข้อเสีย” ก็เพียงเรื่องเดียว ..พี่ใช้เวลาอยู่บนโลกใบนี้สั้นจัง

นิตยสาร สารคดี เผยแพร่ข้อความอาลัยคำให้สัมภาษณ์ของฐากูร ในเพจ Sarakadee Magazine ระบุว่า

นิตยสาร สารคดี และ เพจ Sarakdee Magazine ขอแสดงความอาลัยมา ณ โอกาสนี้ครับ

การทำข่าวคือการนำเสนอความจริง กลางคือให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสแสดงเหตุผลข้อมูลทัศนะของตัวเองออกมาให้ครบถ้วนที่สุด เป็นเวทีสำหรับการแสดงข้อมูล ความคิดเห็น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเลือกจะไม่เชื่ออะไรเลย ไม่ใช่ เราอยู่อย่างนั้นไม่ได้ เราก็ต้องเลือกเชื่อในสิ่งที่เราคิดว่ามันถูก ในสิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่”  ฐากูร บุนปาน

จากบทสัมภาษณ์ ฐากูร บุนปาน บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ ข่าวสด “กัดไม่ปล่อย”  สารคดี ฉบับที่ 168 กุมภาพันธ์ 2542 วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ : สัมภาษณ์ ชัยชนะ จารุวรรณากร : ภาพ

บารมี ชัยรัตน์ ผู้ประสานงานสมัชชาคนจน เขียนข้อความอาลัย ระบุว่า

เวลาประชุมพ่อครัวใหญ่ สมัชชาคนจนในกรุงเทพ เรามักจะจัดให้มีวิทยากรมาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ให้เป็นประจำ วิทยากรส่วนใหญ่ก็เป็นนักข่าว นักวิชาการที่คร่ำหวอดในวงการ แล้วแต่จะมีใครสะดวกหรือใครที่น่าสนใจในช่วงนั้นๆ บ้าง  พี่โต้งเป็นขาประจำคนหนึ่งที่พวกเราชวนมาวิเคราะห์สถานการณ์ให้ตลอดเวลาที่ว่าง ด้วยลีลาที่คุยสนุก คุยได้ทุกเรื่อง และมีข่าวซีฟมาให้ฟังตลอด จึงเป็นที่ชื่นชอบของพี่น้องสมัชชาคนจนยิ่งนัก และพี่โต้งก็เมตตาพวกเราไม่น้อย

ล่าสุดเมื่อต้นปีที่แล้ว ผมได้ชวนพี่โต้งมาช่วยคุยให้ฟังอีกครั้ง พี่โต้งตอบรับด้วยความยินดี ก่อนจะลงท้ายว่า “ผมต้องให้คีโมก่อนนะครับ ถ้าไม่เหนื่อยเกินไปผมไปแน่นอน” เล่นเอาผมต้องบอกยกเลิกพี่ด้วยความเกรงใจ ผมไม่ทราบไม่ได้ติดตามเลยว่าพี่ป่วย เพราะเห็นว่ายังเล่นเฟซบุ๊ค ยังกดไลค์กันอยู่ จนกระทั่งเมื่อวานเกิดคิดถึงพี่ขึ้นมา เห็นว่าพี่หายไปเลยเข้าไปส่องดูในเฟซบุ๊คพี่ ถึงเห็นว่าพี่ไม่ได้โพสต์นานแล้ว ก็ให้นึกเป็นห่วงอยู่ในใจ พอมาวันนี้เฟซบุ๊คพี่เด้งขึ้นมา ปรากฎว่าเป็นข่าวว่าพี่จากไปแล้ว เสียใจมากครับ เสียดายด้วย ไม่คิดว่าพี่จะจากไปเร็วอย่างนี้ ขอขอบคุณความเมตตาที่พี่มอบให้พวกเรา รักและอาลัยนะครับ พี่

รุ่งมณี เมฆโสภณ นักคิดนักเขียน โพสต์ข้อความไว้อาลัยการจากไป ระบุว่า แม้จะรู้มาบ้างว่าโต้งป่วย แต่ก็คาดไม่ถึงว่าโต้งจะจากไปเร็วขนาดนี้

โต้งป็นนักข่าวรุ่นน้องไม่กี่คนที่เรียกแม่รุ่งว่า “เจ๊” ในสายตาของคนที่โต้งเรียกว่า “เจ๊” คนนี้ โต้งเป็นเด็กเสมอ เราสองคนสนิทกันราวปี 2527 ตอนนั้นโต้งเพิ่งจบจากรัฐศาสตร์ จุฬา มาเป็นนักข่าวมติชน เราเจอกันบ่อย ช่วงติดตามทำข่าวสันติภาพเขมร ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดความประทับใจที่มีต่อโต้ง เด็กหนุ่มร่างเพรียว หูกาง ไม่ใช่ความสดใสของวัยเยาว์ และความช่างพูดช่างคุย แต่เป็นเพราะความรู้ในเรื่องที่ตัวเองติดตามทำข่าวอย่างดี ดีพอที่จะคุยแลกเปลี่ยนกับ “เจ๊” ได้ เวลาผ่านไป เราต่างมีเส้นทางชีวิตที่ทำให้เจอกันบ้าง ไม่เจอกันบ้าง แต่ทุกครั้งที่เจอกันก็คุยกันสนิทสนมเหมือนเคย โต้งอาจจะเป็น “ผู้ใหญ่” ขึ้นในสายตาของคนส่วนใหญ่ แต่สำหรับพี่ โต้งก็คือโต้ง ช่วงหลัง เราสองคนคุยกันอยู่บ้างผ่านทาง messenger ถามทุกข์สุขกัน คุยกันเรื่องสวน เรื่องของกินอร่อย รวมทั้งเป็นช่องทางอวยพรวันเกิด เมื่อวันเกิดโต้ง 18 ธันวาคม ที่เพิ่งผ่านมา ส่งข้อความอวยพรโต้งไป แต่ข้อความไม่ได้ถูกอ่าน …ไม่มีคำขอบคุณ หรือสติกเกอร์จากโต้ง มาวันนี้ตอนบ่ายถึงได้ข่าวโต้ง หลับให้สบายนะน้อง

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขียนข้อความไว้อาลัย ระบุว่า

“ฐากูร บุนปาน หรือคนที่รู้จักมักคุ้นกันจะเรียกว่าโต้ง ผมกับโต้งรู้จักกันมานาน โต้งเป็นคนมีไฟในการทำงาน และชอบศึกษาหาความรู้ในศาสตร์ใหม่ๆ เป็นผู้ที่เป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเครือมติชนจนประสบความสำเร็จ ด้วยความที่เป็นคนมีวิสัยทัศน์และมีความรอบรู้ และยังเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยดี จึงเป็นที่รักใคร่ของผู้คนในหลากหลายวงการ   ตั้งแต่โต้งป่วย ผมยังได้พูดคุยให้กำลังใจกันในหลายโอกาส โต้งมีกำลังใจที่ดีอยู่เสมอ เมื่อได้ทราบข่าวการจากไป จึงรู้สึกเสียใจและเสียดายอย่างยิ่งที่วงการสื่อสารมวลชนต้องสูญเสียบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถไปอีกท่านหนึ่ง  ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวบุนปานและผู้ใกล้ชิดกับโต้ง ขอให้ดวงวิญญาณของโต้งไปสู่สุคติในสัมปรายภพครับ

เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับคุณฐากูร หรือโต้ง ส่วนตัวรู้จักกันมาตั้งแต่ 5 ขวบ เรียนหนังสือที่ มศว ประสานมิตรด้วยกัน ชั้นเดียวกัน เขาเรียนหนังสือเก่งมาก พอประถม 2 เรียนได้ 2-3 วัน ก็กระโดดข้ามชั้นไปแล้ว ล้ำหน้ามาก เป็นคนที่มีหัวดี รู้จักกันตั้งแต่เด็ก และเป็นคนที่มีอุดมการณ์ที่ถูกต้อง แบบไม่ต้องเถียง เป็นคนที่เพื่อนเยอะและรักเพื่อน อัธยาศัยไมตรีไม่ต้องห่วง เรื่องการช่วยเหลือไม่ต้องห่วง

“พอผมได้มาบริหารจัดการเยอะขึ้น ก็ได้คุยกับเขาเยอะขึ้น ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ต่างๆ นานา ก็มีการพูดคุยกันโดยตลอด ไปเที่ยวเมืองนอกด้วยกัน ไปดูฟุตบอลด้วยกัน ไปอยู่บ้านผมที่ลอนดอน เขาก็ไปด้วยกัน มีความสนิทสนมกัน และบ่อยมากที่เรามีการเล่นฟุตบอลด้วยกัน เราเองเป็นเพื่อนคู่คิดกัน ในแง่เศรษฐกิจ การเมือง จนกระทั่งเขาป่วย มาครึ่งปีหลังก็ยังคุยกันตลอด ยกเว้นประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา เขาเหนื่อย พอเราเองจะทำอะไรสักอย่าง ก็ไม่มีเขามาเป็นคนให้ข้อคิด แม้เขาจะเป็นเพื่อน แต่เรามักจะคิดถึงคำที่เขาสอนมาตลอดว่า ‘นิด เวลาคุณพูด ให้พูดเรื่องความ ไม่ใช่เรื่องคน’ เป็นคติที่เรายึดมั่น ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่ในฐานะเพื่อนอย่างเดียว แต่ผมว่า โต้งเขาเป็นบุคลากรของประเทศ อย่างในงานนี้ที่เห็น มีทั้งนักการเมือง ทุกพรรค ทุกฝ่าย ทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักธุรกิจ ผมว่าบางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับเขาทั้งหมด แต่ก็เชื่อว่าเคารพในจุดยืนของเขา เป็นอะไรที่ผมคิดว่า เป็นสิ่งดี ที่สังคมไทยควรยึดเป็นแบบอย่าง ผมว่าจุดยืนของเขาในเรื่องความถูกต้อง ประชาธิปไตย และเคารพความคิดเห็นของทุกฝ่าย เป็นอะไรที่ หากคนยอมรับและอยู่กับมันไปได้ ก็เป็นสิ่งที่ดี”

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เขียนข้อความ ระบุว่า “อาลัยเพื่อนรัก เพื่อนผู้เป็นแบบอย่างคนข่าวที่ยึดมั่นอุดมการณ์และจิตใจเคียงข้างประชาธิปไตยอย่างมั่นคง”

ธงทอง จันทรางศุ ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนข้อความไว้อาลัย ระบุว่า

วันนี้หลายคนพูดถึงความสูญเสียครั้งใหญ่ของแวดวงคนอ่านหนังสือ ทำหนังสือ นั่นคือการสูญเสียโต้ง ฐากูร บุนปาน แห่งมติชนไปอย่างไม่มีวันหวนคืน ผลงานในฐานะสื่อมวลชนตัวจริงที่มั่นคงต่อวิชาชีพของตนเองเป็นเรื่องที่มีใครต่อใครหลายคนพูดถึงและเป็นพยานรู้เห็นกันอยู่โดยถ้วนทั่ว แน่นอนว่าเมื่อผมทำงานด้วยสารพัดเรื่องเกี่ยวข้องกับมติชน ผมย่อมรู้จักค้นเคยกับโต้งด้วยเป็นธรรมดา ทุกวาระโต้งวางตัวอยู่ในฐานะเป็นน้องที่น่ารัก โจ๊กเนื้อแบบฮ่องกงที่โต้งทำให้กินที่ร้านเบรนเวคของปุ้มยังอร่อยติดปลายลิ้น ผมเขียนหนังสือเรื่องใหม่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร โต้งก็ให้กำลังใจและเป็นนักอ่านที่เป็นกองหนุนของผมเต็มที่ พอสนิทกันมากขึ้น โต้งมากระซิบกับผมว่า ภริยาของโต้งนามสกุลเดียวกับสกุลเดิมแม่ผม นั่นคือ สุวรรณทัต ซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่มีญาติจำนวนมาก เราเคยกางตำราไล่เรียงกันแล้ว ได้ความว่าโต้งเป็น”น้าเขย”ของผม โต้งปฏิเสธฐานะนั้นเป็นพัลวัน บอกว่าขอเป็นลูกศิษย์ของผมก็เพียงพอแล้ว

โต้งทำงานแบบฝากฝีมือมาตลอดชีวิต แม้วันสุดท้ายในชีวิตมาถึงแล้ว ผลงานของโต้งและน้ำใจไมตรีที่มีให้กับทุกคนรอบข้างจะไม่สูญหายไปข้างไหน พักผ่อนให้สบายนะครับ”คุณน้า”

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เขียนข้อความไว้อาลัย ฐากูร บุนปาน ดังนี้

วันนี้ได้ทราบข่าวการจากไปของพี่โต้ง ฐากูร บุนปาน ด้วยความอาลัยยิ่ง พี่โต้งเป็นคนเก่ง อัธยาศัยดี มีความรู้มากมายหลายด้าน มีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ พี่โต้งเป็นคนทันสมัย ชอบหาความรู้ใหม่ๆ ทุกครั้งที่นัดเจอกัน พี่โต้งจะหอบหนังสือมาฝากถุงใหญ่ๆเสมอ เวลาผมมีคำถามในหลายๆเรื่อง ก็จะยกหูหาพี่โต้งและได้คำตอบที่ตรงไปตรงมาทุกครั้ง ถึงแม้ว่าพี่โต้งจะจากพวกเราไปแล้ว แต่ผมมั่นใจว่าความคิด อุดมการณ์ ความรู้ ที่พี่โต้งได้ฝากไว้ตลอดชีวิตการทำงานยังคงอยู่และ จะเป็นกำลังใจ ไฟส่องทางให้พวกเราเดินหน้าต่อไป
คิดถึงพี่โต้ง หลับให้สบายนะครับ

นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงแรงงาน ได้เขียนข้อความอาลัย ว่า

ขอแสดงความเสียใจและอาลัยต่อการจากไปของ คุณฐากูร บุนปาน รองประธานคณะกรรมการบริษัท มติชน ได้มีโอกาสพบ สนทนา แลกเปลี่ยนมุมมองในหลายๆ เรื่องทั้งสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ซึ่งคุณฐากรูมีความรอบรู้และรู้รอบเกือบทุกแง่มุมในแต่ละเรื่องที่สนทนา เสียดายที่วงการสื่อสารมวลชนได้สูญเสียบุคคลสำคัญและมีบทบามต่อวงการสื่อสารมวลชน ขอให้ดวงวิญญาณของคุณฐากรูไปสู่สุคติในสัมปรายภพ

พิภพ ธงไชย อดีตนักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวด้านการเมืองและสังคม เขียนข้อความไว้อาลัย ระบุว่า

อาลัยฐากูร บุนปาน  “โต้ง” ฐากูร บุนปาน กับผมรู้จักกันดีสมัยที่ ฐากูร กุมบังเหียนหนังสือพิมพ์ข่าวสด ช่วงปี 2540 เมื่อครั้งที่กลุ่มอนุรักษ์กาญฯต่อต้านท่อก๊าซ ไทย-พม่า ช่วงปลายปี 2540 ถึงต้นปี 2541 สมัยนายกฯชวนเป็นผู้นำรัฐบาล และผมเป็นประธาน ครป.-คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย

ฐากูรส่งทีมนักข่าว นสพ.ข่าวสด ไปอยู่กับพวกเราช่วงปิดป่าที่ทองผาภูมิ ที่มีคุณภินันท์ คุณบุญส่ง มดจากสมัชชาคนจน กับ NGO สายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และแอ๊ว-รัชนี ธงไชย ครูใหญ่หมู่บ้านเด็กกับทีมงานหมู่บ้านเด็ก ร่วมกับชาวบ้านจรเข้เผือกกับนักศึกษาจาก สนนท. ลงไปตั้งค่ายขวางท่อก๊าซ ปตท.ที่วางพาดภูเขาผ่านป่าลุ่มน้ำ 1A ในป่าลึก ร่วม 3 เดือน หลังจากนั้น ส.ศิวรักษ์ก็ลงไปปิดป่าต่อจากกลุ่มอนุรักษ์กาญฯ จนถูกจับ

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ตีพิมพ์รายงานข่าวจากพื้นที่ทุกวัน อย่างละเอียดนานถึง 3 เดือน และถือได้ว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่รายงานเรื่องสิ่งแวดล้อมดีที่สุดในยุคสมัยนั้น ทั้งทีม บก.ที่”โต้ง”เป็น บก.บริหาร ใส่ใจรายงานข่าวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า ดีกว่า หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ

วันนี้ทราบข่าวว่า ”ฐากูร บุนปาน” เสียชีวิตในวัยไม่ถึง 60 ให้เสียใจและเสียดายนัก เพราะเขาเป็นคนหนุ่มที่เป็นดาวเด่นของสื่อมวลชนคนรุ่นใหม่ ที่มีความสามารถยิ่ง ที่ไม่ควรมาเสียชีวิตในเร็ววัน ให้เสียดายนัก

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฏร เขียนถ้อยคำไว้อาลัย ระบุว่า

เสียใจ เสียดาย และอาลัยรักอย่างสุดซึ้ง เสียใจ เสียดายแทนแผ่นดิน แทนครอบครัว “บุนปาน” แทน เครือมติชน แทนมวลมิตรทุกคน ต่อการจากไปของ ฐานันดรที่สี่ที่มีจิตวิญญาณของสื่อมวลชนอย่างเต็มเปี่ยม

เป็นความภาคภูมิใจของชีวิตที่ได้รู้จัก ได้รับน้ำใจไมตรี จาก โต้ง เสมือนเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน ได้มีโอกาสเข้าอบรมหลักสูตร วิทยาการการพลังงานรุ่นที่1ด้วยกัน เป็นช่วงที่ได้คุยแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆกัน รู้ตัวเองครับ ว่า หลากหลายเรื่องราว โต้งได้ให้วิทยาทานที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน ทำให้โลกทัศน์กว้าง และทันความเปลี่ยนแปลงสังคม โต้ง ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว วันนี้จึงไม่มีอะไรที่ โต้งต้องเป็นห่วงกังวล หลับ พักผ่อน ให้สมกับที่เหน็ดเหนื่อยในการรังสรรค์สังคมงามมาทั้งชีวิตของ โต้งเถิดครับโต้งจะอยู่ในใจ และความทรงจำของผู้คนในสังคมตราบนิรันดร์

บรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เขียนข้อความอาลัย ระบุว่า อาลัยฐากูร บุนปาน น้องชายที่น่านับถือ

ผมรู้จักโต้งมาตั้งแต่เขายังเป็นนักข่าวหนุ่มน้อยไฟแรง เมื่อกว่าสามสิบห้าปีก่อน เพราะผมได้รับมอบหมายให้ก่อร่างสร้างฝ่ายและธุรกิจ Investment Banking(วานิชธนกิจ)ของบงล.ภัทรธนกิจในปี2529 ขณะที่โต้งที่ถึงจะจบรัฐศาสตร์แต่ได้รับมอบหมายให้ทำข่าวการเงินและเศรษฐกิจให้กับประชาชาติ

ด้วยความที่เป็นผู้ใฝ่รู้และรับผิดชอบของโต้ง ทำให้โต้งมีแหล่งข่าวที่กว้างขวางมาก โต้งรู้จักคุ้นเคยกับนักการเมือง ข้าราชการและนักธุรกิจที่สำคัญแทบทุกคนในประเทศไทย เขาจะตระเวนไปพบปะพูดคุยกับผู้คนในวงการอย่างทั่วถ้วนสมทำเสมอ มีผลงานข่าวเศรษฐกิจที่โดดเด่น เรียกได้ว่าเป็นนักข่าวเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้นก็ว่าได้

การได้รู้จักคุ้นเคยกับโต้ง นอกจากจะเป็นปมเขื่องสำหรับนักการเงินตัวเล็กๆอย่างผมในเวลานั้นแล้ว ยังสร้างประโยชน์ให้กับผมเป็นอย่างมากเพราะนอกจากจะได้รู้ถึงข่าวสารความเคลื่อนไหวในวงการ(เท่าที่เขาจะเล่าให้ฟังได้โดยไม่ผิดหลักการ…เพราะถ้าเรื่องอะไรเขาบอกว่าบอกไม่ได้ ผมก็จะไม่เซ้าซี้) ยังทำให้เข้าใจถึงโครงสร้างและโครงข่ายความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจและธุรกิจไทย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยทีเดียว ในระบบทุนนิยมพรรคพวกของไทย

ประโยชน์สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ได้จากความสนิทสนมกับโต้ง ก็คือ ถ้าใครรู้จักโต้งวัยหนุ่ม จะจำได้ว่าเจอโต้งที่ไหนก็ต้องเห็นเขามีนิตยสาร”ดิอีโคโนมิสต์”ติดตัวอยู่ตลอด ผมยังเคยแซวโต้งเลยว่า”เอ็งถือไว้เป็นพร็อพให้ดูเท่เหรอวะ” ซึ่งโต้งก็บอกว่า”เปล่าพี่ ผมอ่านจริงๆ มันเป็นนิตยสารที่ดีที่สุดในโลก อ่านแล้วเปิดโลกทัศน์ เล่มเดียวพอ รู้ทุกอย่างในโลก” ซึ่งนั่นก็เลยทำให้ผมเป็นสมาชิกนิตยสารนี้ไปด้วย เปิดโลกมหาศาล ผมยังเคยพูดเล่นกับโต้งเลยว่าน่าจะบังคับในรัฐธรรมนูญให้นายกทุกคนต้องอ่านดิอีโคโนมิสต์ (ถ้าจำไม่ผิด โต้งเล่าว่าคุณธารินทร์ นิมมานเหมินทร์เป็นคนแนะนำให้โต้งอ่าน)

โต้งเป็นมิตรที่ดียิ่งกับผมมาตลอด ถึงแม้จะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง ถึงกับเคยต้องโต้เถียงกันก็มี แต่ต่างก็เคารพในจุดยืนในความแตกต่าง และเชื่อมั่นในเจตนาที่ดีของอีกฝ่ายตลอดมา

เหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อ บริษัท GMM GRAMMYที่ผมเป็นกรรมการอยู่ได้พยายามเข้าครอบงำกิจการของเครือมติชนอย่างไม่เป็นมิตร(ด้วยความเข้าใจผิด) แล้วเกิดเหตุวิวาทกันใหญ่โต ผมถูกขอให้เป็นคนกลางจัดให้มีการเจรจาที่ห้องทำงานผม โดยโต้งเป็นตัวแทนของเครือมติชน และมีคุณถั่ว สุเมธ ดำรงชัยธรรม CFOของแกรมมี่เป็นตัวแทนอีกฝ่าย ซึ่งเหตุการณ์ก็จบลงด้วยดี แกรมมี่ยอมถอยลดสัดส่วนการถือหุ้นลง เป็นมิตรกันเหมือนเดิม

ตอนต้นปี 2562 ผมป่วยหนักนอนอยู่โรงพยาบาลเดือนครึ่ง โต้งโทรเข้ามาเยี่ยม แล้วบอกว่า”ผมก็ป่วยเหมือนกัน เจอมะเร็งในหลอดอาหาร กำลังให้คีโมอยู่ คงต้องเยี่ยมทางโทรศัพท์นะพี่” หลังจากนั้นทราบว่าโต้งดีขึ้น มาทำงานได้ ผมเลยนัดทานข้าวกันครั้งหนึ่งพูดคุยถึงเรื่องเก่ากัน

โต้งเป็นกวีที่คมคายมาก เขียนโคลงกลอนได้อย่างเฉียบคม ใช้คำได้ดีมากๆ ได้เคยเขียน ให้ผมถึงสองครั้ง เมื่อคราวแซยิดและปีใหม่ครั้งหนึ่ง

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เขียนอาลัยระลึกถึง ฐากูร ระบุว่า

คิดถึงโต้ง …
คิดถึงนักสื่อสารมวลชนประชาธิปไตยไทย!

วันนี้อยากจะขออนุญาตสักหน่อยที่จะใช้พื้นที่ ที่ผมมักใช้เป็นเวทีในการนำเสนอบทความส่วนนี้ เพื่อเขียนรำลึกถึงเพื่อนผู้จากไปคือ “คุณฐากูร บุนปาน” หรือที่ทุกคนรู้จักกันด้วยชื่อเล่นว่า “โต้ง” … บ่ายวันที่ 12 ที่ผ่านมา หลายคนล้วนส่งข่าวกันถึงการจากไปของโต้ง ผมรับรู้ข่าวนี้ด้วยความตกใจและเสียใจ ทั้งที่รู้ว่า สักวันหนึ่งข่าวนี้ก็คงมาถึง … แล้วในที่สุด ข่าวนี้ก็มาจริงๆ

ผมกับโต้งรู้จักกันมาอย่างยาวนาน ส่วนหนึ่งโต้งเป็นนิสิตรุ่นน้องที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โต้งห่างจากผม 6 รุ่น ผมจึงไม่ทันได้สอนในชั้นเรียน ดังนั้นความสัมพันธ์ของสองเราจึงเป็นแบบเพื่อนรุ่นน้องสิงห์ดำมากกว่าจะเป็นแบบลูกศิษย์ โต้งเป็นน้องที่ผมสนิทมากคนหนึ่ง และสนิทมากอีกส่วนหนึ่งในความเป็น “ชาวมติชน” ด้วยการที่ผมเองได้มีโอกาสเขียนบทความในมติชนมาตั้งแต่ เมื่อได้รับนิรโทษกรรมออกมาจากการถูกคุมขังที่บางขวางใน “คดี 6 ตุลาฯ” ในปี 2521 [ซึ่งคงต้องขอขอบคุณทั้งพี่ช้าง (พี่ขรรค์ชัย บุนปาน) ที่ให้โอกาสผมอย่างเต็มที่ และพี่เสถียร (พี่เสถียร จันทิมาทร) ที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด]

ผมมาเจอกันกับโต้งที่มติชน เมื่อมติชนมีบ้านใหม่ที่ประชาชื่นแล้ว และเจอกันมากจริงๆ ตอนโต้งมาเป็น “หัวเรือใหญ่” ของข่าวสด และโต้งสามารถพา “รัฐนาวาข่าวสด” โต้คลื่นลมแรงจนออก “ทะเลใหญ่ของสื่อสารมวลชนไทย” ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ และที่สำคัญ โต้งได้สร้าง “แบรนด์ข่าวสด” ให้เป็นหนึ่งในวงการสื่อไทยตราบจนทุกวันนี้

ในครั้งนั้นทุกวันศุกร์ พวกเราที่เป็นนักเขียนคอลัมน์มติชนมักจะไปนั่งเล่น … นั่งคุย … นั่งกินกันที่สำนักงานข่าวสด จนถึงขนาดโต้งทำบัตรนักข่าวของข่าวสดให้ผมด้วย เพราะจะได้ไม่ต้องลงชื่อในสมุดบันทึกของ รปภ. ทุกครั้งที่มา จน รปภ.ในขณะนั้นเชื่อว่า ผมเป็นนักข่าวของข่าวสดคนหนึ่ง เพราะมาเป็นประจำทุกศุกร์ เสมือนหนึ่งมาประชุมโต๊ะข่าว

รายการคุยวันศุกร์มักจะเริ่มตั้งแต่บ่ายแก่ๆ ไปจนเย็น และบางส่วนอาจเลยไปจนค่ำด้วย คุยกันทุกเรื่อง ตั้งแต่การเมืองไปจนถึงการ… ต่างๆ สำหรับผมแล้ว นี่เป็น “ศุกร์หรรษา” ในช่วงหนึ่งของชีวิต เพราะเราไม่เพียงคุยกับคนคอเดียวกัน แต่ยังเป็นโอกาสของการแลกเปลี่ยนข้อมูล และมุมมอง โดยเฉพาะในเรื่องการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกับพี่เสถียร กับโต้ง และกับอีกหลายคน แน่นอนว่า ข้อมูลเรื่องการเมืองเชิงลึกในวงสื่อมักมีมากกว่าพวกเราที่เป็นอาจารย์เสมอ

ทุกเย็นวันศุกร์ ผมจะรับลูกจากโรงเรียนสาธิต จุฬาฯ แล้วรีบตรงมาข่าวสดทันที จนทุกวันศุกร์ ลูกเลยได้มาวิ่งเล่นเป็นประจำอยู่ที่ข่าวสด แทนสนามเด็กเล่นที่โรงเรียนตั้งแต่เล็กๆ และทุกครั้งที่มา โต้งจะทักทายและมาเล่นกับลูกผมอย่างอบอุ่น และต่อมาในทุกครั้งและทุกโอกาสที่เจอกัน โต้งจะถามถึงลูกเสมอ เพราะเห็นมาตั้งแต่เล็ก … โต้งอาจจะเป็นนักเขียนปากกล้า ที่กล้าท้าทายในสื่อ แต่กับลูกผม โต้งเป็น“อาโต้ง” ที่ชวนคุยเล่นคุยหัวอย่างสนุกทุกครั้ง

หลังจากผมย้ายบ้านและลูกเรียนชั้นสูงขึ้น ผมเริ่มไม่ได้ไปเวทีวันศุกร์ที่ข่าวสดบ่อยครั้งอย่างที่เคย จนผมเองห่างหายไปในที่สุด แต่เราก็ยังติดต่อกัน และคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการเมืองกันเป็นระยะ ซึ่งอาจจะเพราะเราสองคน และอาจรวมอีกหลายคนที่ต้องคำสาปของ “มนต์การเมือง” ที่ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไร แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องลงเอยด้วยเรื่องการเมือง

ด้วยความที่รู้จักกันมานาน คุยกันมานาน ผมรับรู้เสมอว่า โต้งอยากเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย อยากเห็นประเทศเจริญก้าวหน้าทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และเป็นความอยากที่เป็น “กิเลสละเอียด” ที่มีประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้ง จนผมกล้ารับรองว่า โต้งเป็น “นักสื่อสารมวลชนประชาธิปไตย” ที่ยึดมั่นในความถูกต้องคนหนึ่งของวงการสื่อไทย … ถ้าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตั้ง “รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นด้านประชาธิปไตย” แล้ว ผมเชื่อว่า โต้งสมควรอย่างยิ่งที่จะได้ขึ้นเวทีรับรางวัลนี้ในงานชุมนุมสิงห์ดำ ที่สนามหญ้าของคณะฯ

อีกทั้งอาจจะต้องขอกล่าวในส่วนของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ว่า โต้งทำหน้าที่เป็นศิษย์เก่าที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ทุกครั้งที่คณะฯ หรือภาควิชาฯ มีเรื่องต้องขอประสานด้วย คำตอบที่ได้เสมอมาก็คือ “พี่บอกมาเลย…” และเราก็ได้รับความอนุเคราะห์จากมติชนและข่าวสดเป็นอย่างดี ผมอาจจะไม่ใช่ตัวแทนที่เป็นทางการของคณะฯ แต่อยากขอกล่าวในความเป็น “รุ่นพี่สิงห์ดำ” ด้วยความขอบคุณในความช่วยเหลือที่ได้รับเสมอมา

วันนี้โต้งตัดสินใจออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อนเวลาอันสมควร ทิ้งสังคมการเมืองไทยที่โต้งเคยห่วงใย และเคยปรารถนาที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าไว้เบื้องหลัง แต่ผมเชื่อเสมอว่าความห่วงใยและความปรารถนาของโต้งเช่นนี้ไม่เคยแปรเปลี่ยน แม้กายสังขารอาจจะต้องเปลี่ยนแปรรูปไปกับความเป็น “อนิจจังแห่งชีวิต” ก็ตาม

ตลอดระยะเวลาของชีวิตที่พวกเราได้เห็น โต้งได้ทำหน้าที่เป็นนักสื่อสารมวลชนประชาธิปไตยที่ยึดมั่น เช่นเดียวกับที่เป็นศิษย์เก่าฝ่ายประชาธิปไตยของคณะรัฐศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจ ที่สำคัญโต้งเป็นเพื่อนที่เสมอต้นเสมอปลายของทุกคน และอุดมด้วยอารมณ์ขันอย่างไม่เคยขาด นอกจากนี้ในทางวิชาชีพ ผมเชื่อว่า โต้งเป็น “กัปตันเรือ” ที่ดีคนหนึ่งสำหรับบรรดาลูกเรือในนาวามติชน-ข่าวสด เช่นที่ผมรับรู้เสมอว่า โต้งเป็น “คุณพ่อ” ที่ดีของครอบครัวเสมอ

แม้วันนี้เราจะไม่ได้ยินเสียงคุย เสียงหัวเราะของโต้งอีกก็ตาม แต่เราจะยังคงรำลึกถึงเขาเสมอ … บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า เทวดาอาจต้องการนักสื่อสารมวลชนที่มีพื้นเพทางรัฐศาสตร์ขึ้นไปช่วยงานสื่อบนสวรรค์ เพราะยุคนี้ “fake news” และ “IO” ถูกปล่อยออกมามากมายเหลือเกิน จนเหล่าทวยเทพไม่อาจรับมือไหว จึงรีบตัดสินใจพาโต้งออกเดินทางไปจากพวกเรา อย่างที่พวกเราไม่ทันตั้งตัว

ขอให้การเดินทางเพื่อไปช่วยงานสื่อบนสวรรค์ของโต้งในครั้งนี้เป็นความสุข และขอให้ทิ้งความเจ็บปวดและป่วยไข้ของสังขารไว้ในภพนี้ …

ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับ “ครอบครัวบุนปาน” สำหรับการจากไปของโต้งครับ

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า เขียนข้อความไว้อาลัย อาลัย “ฐากูร บุนปาน” ระบุว่า

ผมเคยมีโอกาสร่วมงานกับคุณฐากูร บุนปาน 5 ปีเต็ม ด้วยภารกิจบริหารเครือมติชนในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์เผชิญกับมรสุมของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ผมได้เห็นคนที่อยู่กับสื่อเก่า เทคโนโลยีเก่า วัฒนธรรมนักหนังสือพิมพ์แบบเก่ามาค่อนชีวิต เผชิญหน้ากับคลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกใหม่อย่างกล้าหาญ ใจกว้าง กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และปรับตัว สร้างความเชื่อมั่น สร้างทักษะใหม่ๆ ให้กับคนในองค์กร คุณฐากูรเป็นเสาหลักที่นำพามติชนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้สำเร็จ โดยยังคงคุณค่าจรรยาบรรณสื่อที่เชิดชูอุดมการณ์ประชาธิปไตยไว้ได้อย่างมั่นคง

นอกเหนือจากการเป็นผู้นำองค์กรที่น่านับถือ คุณฐากูรยังเป็นนักสื่อสารมวลชนที่น่านับถืออย่างยิ่ง เป็นผู้ที่ไม่เคยย่อท้อเหน็ดเหนื่อยต่อการทำหน้าที่สื่อ นำเสนอข่าวสาร ข้อมูล ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างซื่อตรง ท่ามกลางความผันผวนเปลี่ยนขั้วข้างทางการเมือง แรงเสียดทานกดดันจากผู้มีอำนาจ หรือการถูกบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือจากฝ่ายต่างๆ หนังสือ สื่อ สิ่งพิมพ์ของเครือมติชน ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างโดดเด่นโดยท้าทาย เป็นสื่อที่ยืนหยัดในคุณค่าประชาธิปไตย แต่ไม่ปิดกั้นแนวคิดความเชื่ออื่นๆ จากการรับรู้ของผู้คน นำพาสังคมไปข้างหน้าด้วยสติปัญญา การยอมรับในความหลากหลายทางความคิด และการถกเถียงกันด้วยเหตุผล

ผลงานตลอดชีวิตของคุณฐากูร เป็นข้อพิสูจน์ว่า ประเทศจะเป็นประชาธิปไตยไปไม่ได้เลย หากขาดสื่อที่เป็นกระบอกเสียงของมวลชน รับใช้มวลชนโดยไม่หวั่นเกรงสยบยอมต่อผู้มีอำนาจ

การสูญเสียคุณฐากูร บุนปาน จึงไม่ใช่เพียงความสูญเสียที่เจ็บปวดยิ่งของทีมมติชน แต่เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการสื่อสารมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์ และของสังคมไทย คุณฐากูรเป็นตัวอย่างของนักสื่อสารมวลชนให้กับนักสื่อสารมวลชนรุ่นใหม่ ที่มุ่งมั่นใช้วิชาชีพของตนเองขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าร่วมกับประชาชนคนไทยทุกคน

ผมเชื่อว่าคุณฐากูรกำลังหลับฝันดี ฝันถึงประเทศไทยที่เท่าเทียมและเป็นธรรม

รัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย แอดมินเพจ ทูตนอกแถว เขียนคำไว้อาลัย ระบุว่า

ค่าของคน คนที่ชีวิตมีคุณค่ายิ่ง: ฐากูร บุนปาน

แม้จะเตรียมใจไว้บ้าง แต่เมื่อทราบข่าวการจากไปของกัลยาณมิตร ฐากูร บุนปาน หรือโต้งของเพื่อนๆ ก็ยังไม่วาย อดไม่ได้ต้องรู้สึกใจหายและโศกเศร้ายิ่งเป็นธรรมดา ผมเองไม่ได้เขียนอะไรทันทีที่ทราบข่าว เพราะรู้สึกยังไม่พร้อมที่จะเขียนจนหลายวันผ่านไป

จากนักข่าว โต้งก้าวขึ้นเป็นระดับผู้นำองค์กรสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ตามบรรทัดฐานแบบอย่างที่ดีของสื่อ ในความเห็นของผม เขาเป็นหนึ่งในเสาหลักของสื่อในประเทศนี้ ที่แสดงให้เห็นว่าการเป็นสื่อมืออาชีพที่ดีนั้น เป็นเช่นไร

เขาเป็นแรงสำคัญที่ช่วยฟันฝ่าผลักดันทั้งมติชนและข่าวสดให้เป็นสื่อที่ก้าวขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าของประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ การที่เขาเลือกเสนอข่าวบนพื้นฐานของความเป็นจริง และอยู่เคียงข้างประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้บางครั้งมีเสียงโจมตีว่าเขาถูกซื้อ เป็นสื่อเลือกข้าง ทั้งๆที่หลายคนมักทำลืมไปว่าในยุคคุณทักษิณฯ มติชนเป็นเสียงหลักที่คอยทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นที่สุดในขณะนั้น
อะไรถูกก็ว่าถูก อะไรผิดก็ว่าผิด นั่นคือการทำงานอย่างตรงไปตรงมาอย่างมืออาชีพที่แท้จริงของเขา

ในแง่ความเป็นมนุษย์ปุถุชน โต้งเป็นอีกคนในจำนวนน้อยมากที่ผมเคยพบ ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่ครบเครื่องจริงๆ เขามีความรู้มากมายมหาศาลทางวิชาการ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการเงินที่เขาถนัด แถมมีความสามารถในเชิงบริหารอย่างมาก (สองคุณลักษณะนี้มักจะหาได้ไม่ง่ายนักในตัวคนๆเดียวกัน) เขามีน้ำใจโอบอ้อมอารี เป็นที่รักใคร่ของทุกคนที่พบ มีอารมณ์ขันอันเลื่องชื่อ เป็นทั้งนักกีฬา (แฟนแมนยู) นักร้องนักดนตรี ความรู้เรื่องเพลงทั้งไทยและเทศของเขานั้นจัดได้ว่าคือระดับคัมภีร์ สารานุกรมเดินได้เลยทีเดียว เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี เป็นผู้ใฝ่และศึกษาธรรมมะโดยไม่ต้องโอ้อวดใคร อ้อ แล้วชั้นเชิงสุราเขาก็ไม่เป็นสองรองใครด้วย นี่คือมนุษย์ที่เกิดมาและใช้ชีวิตได้อย่างครบถ้วนมีค่าที่สุดคนหนึ่ง

เมื่อเขาจากไป มีคนออกมาแสดงความอาลัยกันอย่างท่วมท้น จากทุกระดับ ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงความเคารพ ความรักใคร่อันจริงใจที่เขาได้รับ และนี่จึงคือแบบอย่างของคนที่ทำหน้าที่สื่อที่ดี ที่ถูกต้อง สมควรศึกษาเอาเป็นเยี่ยงอย่าง รวมทั้งในการวางตนและใช้ชีวิตอย่างเปี่ยมด้วยคุณค่า ที่ใครๆต่างอาลัยด้วยความจริงใจเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องจาก

ซึ่งมันต่างกันมากนักกับบางคนที่แม้ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็มีแต่เสียงสาบแช่งประณามไปทั่ว และเชื่อว่าเมื่อคนเหล่านี้ตายไป เสียงสาบแช่งก็ยังคงติดตามไปเพราะความเลวต่างๆที่ได้เคยทำไว้นั่นเอง คนเราทำอะไรไว้ก็ได้เช่นนั้นในบั้นปลาย

สุดท้ายอยากบอกว่าแม้จะแสนเสียดายที่โต้งจากไป เพราะเขายังทำอะไรให้สังคมได้อีกมาก การสูญเสียเขาไป จึงไม่ใช่แค่วงการสื่อเท่านั้น หากนับเป็นการสูญเสียในระดับประเทศชาติ แต่เท่าที่เขาได้เคยทำมานั้น มันก็มากมายกว่าอีกหลายคนนัก

ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน จะจากไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าจากไปแล้วมีแต่คนอาลัยอย่างแท้จริง มันก็เป็นสิ่งพิสูจน์ได้ว่าชีวิตที่ผ่านมานั้นมันถูกต้องดีงามแล้ว นี่คือชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่ดี คือชีวิตที่ทรงคุณค่า ของคนที่ทรนงในศักดิ์ศรีของตน ของฐากูร บุนปาน

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสารสารคดี เขียนอาลัย ระบุว่า

หัวใจโต้งไม่เคยเปลี่ยน รู้จักโต้ง ฐากูร บุนปาน มายี่สิบกว่าปี ตั้งแต่สมัยเหตุการณ์พฤษาวิปโยค ปี 2535 ตอนนั้นโต้งเป็นบก.ข่าวสดไม่นาน ผมเป็นบก.สารคดี

เราสนิทกัน เพราะเป็นสื่อไม่กี่เล่มที่เสนอข่่าวเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างละเอียด เรานัดเตะบอลกันเป็นประจำระหว่างสื่อทั้งสอง ผมเองมักไปมาหาสู่อยู่เป็นระยะ แลกเปลี่ยนความคิดและปรึกษาปัญหาบ้านเมืองมาตลอด ช่วงหลังไม่ค่อยได้ติดต่อกัน แต่ก็ยังสนทนากันในเฟสเป็นประจำ จนเมื่อปลายปี 2562 ได้กินข้าวด้วยกัน แต่ไม่คิดว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะโต้งบอกว่า โรคร้ายได้ทุเลาลงเยอะแล่ว และแล้วเพื่อนก็จากไปจริง ๆ

โต้งเป็นสื่อไม่กี่คน ที่เริ่มชีวิตตั้งแต่เป็นนักข่าวก้าวไปสู่บก.และขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงขององค์กร. โต้งอาจเปลี่ยนตำแหน่ง แต่ที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ ความฝันที่จะให้สังคมไทยดีขึ้น โดยใช้ความเป็นมืออาชีพในการทำสื่อยืนหยัดท้าทายกับความไม่ถูกต้องในสังคมมาโดยตลอดสามสิบปีในวงการสื่อ โต้งเผชิญผู้มีอำนาจ ต่อสู้กับเผด็จการมาหลายสมัย ขณะที่ต้องยืนหยัดในวิชาชีพ ถูกกลั่นแกล้งสารพัด แต่ก็สามารถพาลูกทีมผ่านมรสุมให้รอดได้ ด้วยฝีมือการบริหารล้วน ๆ

โต้งรู้จักคนใหญ่คนโต หลากหลายสาขามาตลอดชีวิต แต่ไม่เคยให้คนเหล่านั้นก้าวล่วงมาในมาตรฐานวิชาชีพสื่อเลย ใครจะใหญ่โตแค่ไหน แต่หากทำอะไรไม่ถูกต้อง โต้งไม่เคยละเว้น โดยเฉพาะคนมีอำนาจที่ข่มเหงรังแกประชาชน
หัวใจโต้งไม่เคยเปลี่ยน จนวาระสุดท้าย
หลับให้สบายนะเพื่อน

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาฯ เขียนคำอาลัย ระบุว่า

ผมรู้จักนับถือกับคุณโต้ง ฐากูร บุนปาน มาราว 25 ปี คุณโต้งเป็นคนขี้เกรงใจคน เป็นคนรับฟังเรื่องร้อนต่างๆ อย่างใจเย็น เห็นมุมต่างๆ ได้เร็ว แต่จะไม่จุกจิกกับสิ่งที่เป็นไปรอบๆ ตัว คุณโต้งเป็นคนใจใหญ่ ใจกว้าง คุณโต้งจึงสามารถรับฟังและซักถามแทบทุกเรื่องทุกประเด็นด้วยความสนใจ รักษาความสุภาพ และสามารถสื่อความปราถนาดีต่อส่วนรวมและผู้ร่วมเส้นทางหรือเพื่อนคู่สนทนาเสมอ คุณโต้งเป็นคนมีความทรงจำดีเยี่ยม บางครั้งผมหยิบหัวข้อที่ผ่านไปแล้วหลายๆ ปีมารื้อฟื้นความจำกัน คุณโต้งจะใช้เวลาดึงความจำต่อเรื่องนั้นออกมาประติดประต่อได้อย่างรวดเร็ว และมีมุมมองอารมณ์ดีต่อเรื่องต่างๆ นั้นได้อย่างคมคาย คุณโต้ง คุยได้กับคนทุกวัย เข้าใจทุกฝ่าย ทุกฝั่ง คุณโต้งจะให้เกียรติกับผู้มีอาวุโสเสมอ และจะโน้มลงมาช้อนรับเอาความคิดของผู้น้อยกว่าอย่างเรียบง่ายเพื่อทำให้เสียงเล็กๆ ไม่จมหายไปแบบเงียบเหงา

คุณโต้งจึงเป็นสะพานแห่งเจตนาดี ที่ช่วยเชื่อมพัฒนาการความคิดและการเติบโตของสังคมอย่างน่าติดตามเสมอมา และเชื่อว่าโครงสร้างของการเชื่อมต่อของคุณโต้งนี้ จะยังมีผู้ช่วยกันรับมาถักสานบริหารต่อไปอีกเสมอ  ผมได้ทราบข่าวการจากไปของคุณโต้งด้วยความตกใจ ไม่นึกว่าคนที่เราเองปกติจะได้พบปะทักทายกันอย่างอารมณ์ดีสม่ำเสมอทุกๆปี ถ้าไม่ใช่ในวันเกิดของมติชน ก็วันเกิดของข่าวสด จะจากไปเร็วเช่นนี้ ขอให้ดวงจิตอันอบอุ่นของคุณโต้ง ฐากูร บุนปานได้พักผ่อนอย่างสงบเย็นท่ามกลางความรักของครอบครัวและญาติมิตรและสหาย ความมีไมตรี ความดี ความสุภาพ และความมีคาราวะธรรมของคุณโต้งจะเป็นแบบอย่างที่ผมจดจำไม่รู้ลืม

พงษ์สิทธิ์ คําภีร์ หรือ ปู พงษ์สิทธิ์ ศิลปินเพื่อชีวิตชื่อดัง กล่าวว่า เริ่มรู้จักคุณฐากูรตั้งแต่วัยรุ่น ตอนเข้ากรุงเทพฯใหม่ๆ พี่ๆ ที่อยู่มติชน ข่าวสด เป็นคนพามาให้รู้จัก แต่จำไม่ได้ว่าเริ่มต้นรู้จักใครก่อน อย่างไร แต่น่าจะรู้จักพร้อมกันทั้งหมด

“อย่างรุ่นพี่ช้าง (ขรรค์ชัย บุนปาน) พี่เสถียร (เสถียร จันทิมาธร) ก็รู้จักไล่เลี่ยกัน พี่เขาเมตตาผมตั้งแต่เด็ก ผมเป็นรุ่นน้อง ซึ่งจากที่ได้รู้จักกันมา แกเป็นคนเมตตาและไม่ขี้เหนียวความรู้ ไม่หวง ผมคบกันแบบนั้น ไม่ได้เป็นแบบนักการเมือง หรือข้าราชการ คบกันในลักษณะเรียนรู้ร่วมกัน อย่างเช่น ผมเคยสงสัยว่าคำนี้ออกเสียงอย่างไร ตอนจะเขียนเพลง ก็ถามแกเรื่องการออกเสียงบางคำว่าอย่างนี้ถูกไหมพี่

ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช อดีตส.ว.จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า รู้สึกเสียใจ ไม่รู้ว่าท่านป่วยมาก่อน เสียใจที่เราขาดผู้ที่เป็นสื่อมวลชนที่เข้าใจ งาน การบ้าน การเมือง และสังคม ที่เก่งมาก คอยติดตามที่ท่านเขียนไว้ เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกส่วนตัว เสียดาย อย่างไรก็ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุขคติ ในสัมปรายภพ

“แม้ไม่จะไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับคุณฐากูรมาก่อน แต่ส่วนตัวเป็นคนที่รักมติชนมาตลอด ก็จะอ่านอะไรที่เป็นข้อเขียน หรือความรู้สึกนึกคิดของท่านตลอดมา รู้สึกว่า ท่านเป็นคนหนุ่มที่กำลังจะทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้อีกมาก ความคิดและทรรศนะของท่าน เรียกว่าเหนือชั้น ยากที่จะกล่าว คือหาได้ยาก เสียดาย เสียดายจริงๆ

คุณฐากูรได้สร้างคุณูปการให้แก่ประเทศไทยหลายอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างความคิด ให้แนวความคิดที่เป็นกลาง ถูกต้อง และยุติธรรม

สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความอาลัยระบุ ว่า ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวนายฐากูรและครอบครัวบุนปาน ที่ท่านได้จากพวกเราไปด้วยก่อนวัยอันสมควร อย่างไรก็ตามในอดีตที่ผ่านมานายฐากูร ได้ทำผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวงการสื่อและประชาชนทั่วไปที่บริโภคสื่ออย่างมากมาย เป็นตัวอย่างของสื่อมวลชน ที่ได้มีความเป็นกลาง ตรงไปตรงมาในการนำเสนอข่าว นายฐากูรเป็นรองประธานบริษัทมติชน ซึ่งก็ได้ช่วยเหลือคนในวงการสื่อให้มีความมั่นคงและมีชื่อเสียง

ในการส่วนตัวนายฐากูรเป็นคนมีน้ำใจต่อมิตรสหายทุกคน ทุกคนรักในความมีน้ำใจ โดยเฉพาะตนเองก็รู้จักนายฐานกูรมานานและได้ปราศรัยกับนายฐากูรเป็นบ้างครั้งบ้างคราวและได้มีโอกาสสังสรรค์กัน ต้นรักในความมีน้ำใจของนายฐากูรมาก มากเลยชีวิตการที่ได้มาเสียชีวิตและจากไปด้วยวัยที่ไม่สมควรเช่นนี้ ก็รู้สึกเศร้าสลดเสียใจของผู้คนที่รู้จักและคนที่อยู่แวดวงสื่อมวลชนก็ขอแสดงความอาลัยและขอให้คุณงามความดีทั้งหลายของนายฐากูรที่ทำมาโดยตลอดส่งให้ดวงวิญญาณของนายฐากูรไปสู่สวนสวรรค์ด้วยเถิด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“โควิด” ดันผู้บริโภคตื่นตัวหันมาใส่ใจสุขภาพ “ไลอ้อน”ส่งสินค้าเสริมอาหาร-ดูแลสุขอนามัยบุกตลาด
บทความถัดไปเลขาฯ”พลังประชารัฐ” มองการเมืองภายในภายนอก ปี 64