หน้าแรก การเมือง สัมภาษณ์พิเศษ...

สัมภาษณ์พิเศษ “บิ๊กบัง”ส่องคะแนน”ประชามติ”ปี59

17.08.16 | 11:19 น.

หมายเหตุ – พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ (มภ.) ให้สัมภาษณ์วิเคราะห์ถึงผลคะแนนที่ประชาชนลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

– ˜มองผลคะแนนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงครั้งนี้อย่างไร

อยากเปรียบเทียบให้เห็นว่าการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา และการลงประชามติปี”50 มีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของปัจจัยของรัฐบาล เพราะรัฐบาลในปี”50 ได้ให้ประชาชนไปคิดเอง ไม่ค่อยได้มีการรณรงค์อย่างที่เห็นเห็นในปัจจุบัน ช่วงนั้นในฝ่ายที่คิดต่างมีน้อย ปรากฏตัวน้อยมาก ดังนั้น การลงประชามติปี”50 จะเป็นแบบธรรมชาติมากกว่า ผลประชามติที่ออกมาก็มีความแตกต่างไม่มากเท่าไร

แต่ประชามติปี”59 ยอมรับว่ารัฐบาลรณรงค์ทุกรูปแบบ เพราะมีฝ่ายที่คิดต่างผนึกเป็นแพคใหญ่ เมื่อมีความคิดที่แตกต่างในแต่ละฝ่าย รัฐบาลจึงต้องหาหนทางในการลงประชามติเป็นไปด้วยเจตนารมณ์อย่างที่ต้องการไว้ คิดว่าการที่เป็นรัฐบาลด้วยความเป็นธรรมชาติมีความได้เปรียบอยู่หลายประตู กองทัพมีพละกำลัง ฝ่ายปกครองอยู่ในมือ เป็นโอกาสที่รัฐบาลมีความได้เปรียบสูง ทั้งนี้ สมัยปี”50 ทั้งผู้เห็นชอบและไม่เห็นชอบมีความแตกต่างกันอยู่ไม่มาก แต่ประชามติปี”59 คะแนนค่อนข้างจะแตกต่างกันมากพอสมควร ดูแล้วคราวนี้ประชาชนมาลงประชามติน่าจะยังไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ ถือเป็นข้อสังเกตที่ต้องคอยดู

– ˜หากวิเคราะห์ผลคะแนนที่ออกมา ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงมากกว่าไม่รับด้วยเหตุผลใด

มี 2-3 ปัจจัย ผมฟังจากนักการเมือง นักวิชาการและประชาชนที่พูด ถ้าเผื่อว่าประชามติไม่ผ่านรัฐบาลยังแสดงความไม่ชัดเจนมาก ผมเชื่อว่าฝ่ายนักการเมืองนักวิชาการบางส่วนถ้าคิดแบบนี้ให้ผ่านไม่ดีหรือจะได้เข้าสู่โหมดเลือกตั้งเลย มีอะไรเข้าไปพูดในสภา ผมคิดว่าเป็นหนทางประชาธิปไตย ความได้เปรียบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งการสรรหานายกรัฐมนตรีจากคนนอกก็มีส่วนที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม คนฟังคงจะไม่ฟังแค่จากคนในสภาถ่ายทอดวิทยุให้ประชาชนฟัง ปัญหาเรื่องการจัดการของรัฐบาลในอนาคตจะไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ใครมาเป็นรัฐบาลถึงแม้จะมีพวกมากแต่ข้อเท็จจริงจะเป็นตัวฟ้องให้ประชาชนได้เห็น

Advertisement

– ในฐานะยังเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ มองผลคะแนนที่ออกมาอย่างไร

พรรค มภ.มองเจตนารมณ์ของประชาชนว่าเขาคิดอย่างไร เมื่อผลออกมาว่าประชาชนรับ พรรค มภ.ที่แต่ละคนเป็นอิสระต่อการลงคะแนนประชามติ เรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อถึงหมวดการเลือกตั้งแล้วทำอย่างไรเราจะได้เปรียบ เป็นความหนักใจของพรรคขนาดเล็ก ณ วันนี้แม้กระทั่งการลงประชามติประชาชนมองออกเลยว่า ถ้าไม่เห็นด้วยคือพวกไหน เห็นด้วยคือพวกไหน ดังนั้น ถึงตอนเลือกตั้งจะทำอย่างไรให้ประชาชนมาสนับสนุนพรรคเล็กๆ ซึ่งถือได้ว่าเหนื่อย เพราะระบบการเลือกตั้งคงไม่หนีไปจากอดีต อนาคตพรรคเล็กคงจะลำบาก

– หากดูกติกาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีโอกาสดึงประชาชนที่อยู่ตรงกลางมาให้คะแนนพรรคเล็กหรือไม่

ในอดีตเคยคิดแบบนี้มา เพราะต้องการคนไม่เอาขวาเอาซ้ายเอาคนที่อยู่ตรงกลางมาเลือกเรา แต่ต้องยอมรับว่าคนที่อยู่ตรงกลางวันนี้มีน้อยเต็มที การที่แต่ละพรรคเล็กจะไปดึง ศักยภาพยังมีข้อจำกัด หลายรูปแบบ˜รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการวิเคราะห์ว่าพรรคขนาดเล็กจะมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น

มันเป็นความคิดที่ยังไม่เบ็ดเสร็จ เห็นประวัติศาสตร์ในอดีตหลายสมัย เห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่กำลังจะเกิดเป็นคนละอัน ที่บอกว่าพรรคเล็กรวมกันแล้วเป็นรัฐบาลนั้น แต่พรรคเล็กจะเกิดยากมากจนกระทั่งบางทีไม่มีความหมายอะไร รูปแบบรัฐธรรมนูญวันนี้ฝ่ายที่มี ส.ว. 250 จากการจัดตั้งก็เยอะพอสมควร ใช้ ส.ส.จากอีก 2-3 พรรคน่าจะได้ปริมาณที่เพียงพอในการจัด

ตั้งรัฐบาล

– หากเลือกนายกฯคนนอก แต่ ส.ส.พรรคใหญ่ไม่เอาการทำงานจะราบรื่นหรือไม่

ผมมีความเชื่อว่าถึงแม้ ส.ว.จะถูกเลือกมาด้วยวิธีการใดก็ตาม แต่ ส.ว.เป็นอิสระโดยตัว ส.ว.ไม่ได้เป็นไปตลอด เป็นแค่ยุคเดียวสมัยเดียว เชื่อว่าการไปคอนโทรลคงทำไม่ได้ 100% ใครเป็นรัฐบาลคงเหนื่อยเลยทีเดียว

– ต้องมีการปรับแก้กติกาหรือรัฐธรรมนูญไม่ให้การบริหารงานของรัฐบาลสะดุดหรือไม่

ปัญหาตรงนี้ยากมากของสังคมการเมืองไทย มีการแบ่งฝ่ายโดยไม่มีเหตุผล หาก ส.ส.ในสภามองว่าเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ทุกอย่างยกมือ แต่หากมีอะไรที่ไม่เหมาะสมก็ต้องไม่เห็นด้วย ทุกอย่างจะเดินไปอย่างเรียบร้อย เอาประโยชน์และความสำคัญ ณ เวลานั้นมาชี้วัดแล้ว และสิ่งที่จะพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่ ความขัดแย้งก็จะลดลง

จุดสำคัญที่อยากฝากไว้ การลงประชามติผ่านไปแล้ว เราต้องยอมรับรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด รัฐธรรมนูญแสดงถึงประชาธิปไตย การจะคิดทำอะไรต้องคิดถึงประโยชน์ชาติเป็นสำคัญ การทำอะไรต้องมองที่ประชาชนเป็นหลักว่าต้องการอะไร มากน้อยแค่ไหนอย่างไรแล้วทำกัน อย่าไปคิดจากข้างบนลงมาข้างล่าง ต้องให้ข้างล่างมีส่วนคิด ฟังเสียงสะท้อนจากข้างล่าง จะทำให้เขาได้รับสิ่งที่ต้องการ วันนี้อยากให้ ส.ส., ส.ว. และนักการเมืองมาทบทวนเรื่องผลประโยชน์ชาติเป็นสำคัญ อย่าเพิ่งไปมองผลประโยชน์ตนเอง หากมองผลประโยชน์ตนเองจะกลายเป็นการเอาชนะกันเป็นที่ตั้ง จะไม่ได้ให้อะไรแก่ชาติบ้านเมือง เราเสียเวลากับการทะเลาะเบาะแว้งกันมานานแล้ว ต้องมาจับมือกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ