‘สมชัย’ค้านแนวคิดเซตซีโร่ ชี้การตั้งพรรคในอนาคตต้องยึดหลัก’ตั้งยาก อยู่ง่าย ยุบยาก’

17.08.16 | 14:42 น.

“สมชัย” ไม่เห็นด้วยแนวคิดเซตซีโร่ ชี้การตั้งพรรคในอนาคตต้องยึดหลัก “ตั้งยาก อยู่ง่าย ยุบยาก”

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 สิงหาคม ที่สถาบันพระปกเกล้า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ “ระบบการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่” ให้กับนักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 20 ของสถาบันพระปกเกล้า ว่าหัวใจสำคัญของการเลือกตั้ง คือการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ คือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส., ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว., ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมายทั้ง 4 ฉบับจะเป็นตัวกำหนดหน้าตาของการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปลายปี 2560 ทั้งนี้ สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ส.ส. จะเน้นการใช้ต้นทุนต่ำ เพื่อให้คนดีสามารถเข้าไปแข่งขันในทางการเมืองได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมากในการหาเสียง

นายสมชัยกล่าวว่า ส่วนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ตนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเซตซีโร่พรรคการเมือง เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องให้พรรคการเมืองไปเริ่มต้นจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองกันใหม่ ที่ผ่านมามีพัฒนาการมาอยู่แล้ว และมีรากฐานที่จะทำให้พรรคการเมืองเกิดความเข้มแข็ง แต่เห็นว่าการจัดตั้งพรรคการเมืองในอนาคต ควรอยู่ภายใต้ 3 หลักการ คือ ตั้งยาก อยู่ง่าย ยุบยาก ซึ่งแตกต่างจากที่ผ่านมาคือ ตั้งง่าย อยู่ยาก ยุบง่าย จึงเกิดพรรคการเมืองมากมาย 70-80 พรรค มีระเบียบกฎเกณฑ์มาก ต้องให้พรรคการเมืองส่งรายงานและส่งบัญชีค่าใช้จ่าย ทำให้ต้องจมอยู่กับงานธุรการ ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ควรสร้างกลไกการสรรหาขั้นต้นให้มีคุณภาพ ก่อนให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้คัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมจากกลุ่มนี้ โดยการสรรหา ส.ว.ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. 15 วัน

นายสมชัยกล่าวต่อว่า สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.นั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพิ่มกรรมการเป็น 7 คน โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นองค์กรที่มีคุณภาพ เพื่อกระบวนการคิดและตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้น มีประสบการณ์ที่หลากหลาย และปรับเปลี่ยนการทำงานของ กกต. ให้เป็นรูปแบบบอร์ด ไม่ใช่แยกการกำกับดูแลในด้านต่างๆ