‘ญาติวีรชนพฤษภา35’ แจกอาหาร ผู้เดือดร้อนพิษโควิด ‘จตุพร’ อัดรัฐ คนหิว ใครจะมีอารมณ์ดูหนัง ซัด ‘วิถีกองโจร’ จี้ สืบความจริง ปมอุ้มนักกิจกรรม
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 18 มกราคม ที่ บริเวณสวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มญาติวีรชนพฤษภาประชาธรรม นำโดย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), เพื่อนคณาจารย์ ม.ธรรมศาสตร์ และวิทยาลัยนวัตกรรมเพื่อสังคม ม.รังสิต รวมตัวกันตั้งโรงครัว ภายใต้ชื่อ “รวมธารปันสุข” เพื่อแจกจ่ายอาหารและน้ำดื่ม บรรเทาทุกข์ให้กับผู้ที่เดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ โดยมีประชาชนที่เดือดร้อน เดินเท้าผ่านจุดวัดอุณหภูมิ เข้ามารับข้าวกล่องอย่างต่อเนื่อง
นายจตุพรกล่าวว่า เนื่องจากคุณอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 ซึ่งปกติเราจะเจอกันที่นี่เป็นหลัก ทุกวันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี แต่เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ตนและเพื่อนจึงทำโครงการที่รามอินทรา 40 มาร่วม 10 วันแล้ว ซึ่งคุณอดุลย์ก็ได้หารือกับหมู่มิตร ในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ไม่ว่าจะ อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, ดร.สุริยะใส กตะศิลา, พิภพ ธงไชย, นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เชิญชวนว่าจะมาทำอาหารให้พี่น้องประชาชน ในโครงการรวมธารปันสุข ซึ่งก็เกิดจากหลายส่วนมาร่วมกัน
นายจตุพรกล่าวว่า เราอาจะมีความแตกต่างทางการเมือง แต่เป็นที่รู้กันว่า ถ้ามารวมกันที่อนุสรณ์สถาน จะเป็นเรื่องของคนที่ผ่านเหตุการณ์นั้น ทุกปี ไม่ว่าเราจะมีความเชื่อทางการเมืองอย่างไรหลังจากเหตุการณ์นั้น
นายจตุพรกล่าวว่า โดยภารกิจนี้ ทราบว่าคุณอดุลย์ ในฐานะแกนหลัก จะทำต่อเนื่องทุก 14 วัน 2 ครั้ง เช่นเดียวกับกลุ่มของผม ความจริงอยากให้โครงการลักษณะนี้เกิดขึ้นกันทั้งแผ่นดิน นี่ความเดือดร้อนของประชาชน ไม่มีเรื่องการเมือง ไม่ว่าความเชื่อจะแตกต่างอย่างไร บนความยากลำบากของประชาชน ณ วันนี้ ไม่ควรจะเป็นเรื่องการเมือง เป็นอีกเวทีหนึ่ง
เมื่อถามถึงมาตรการของรัฐบาล นายจตุพรกล่าวว่า เราต้องยอมรับว่า มาตรการของรัฐไม่ได้ตรงและทันกับความเดือดร้อนของประชาชน ยกตัวอย่างครั้งที่แล้ว มีผู้ติดเชื้อน้อยกว่านี้ครึ่งหนึ่ง การเยียวยา 3 เดือน เดือนละ 5,000 บาท รวม 15,000 ครั้งนี้ ตัวเลขมากกว่าเท่าตัว เงินเยียวยาก็ลดลงอีก 1 เดือน เหลือ 2 เดือน สรุปน้อยกว่าครั้งที่แล้ว 8,000 บาท มาตรการอื่นๆ แทบจะมองไม่เห็นเป็นรูปธรรม จึงเห็นว่ารัฐได้ละเลยในการให้ความสนใจ มิหนำซ้ำ งบ 300 ล้านบาท ที่ กสทช.มอบให้ ในความเป็นรัฐ ต้องแปลงงบประมาณ

อ่านข่าว : ‘วิษณุ’ ย้ำ จัดงบ 300 ล้าน ให้กองทุนสื่อฯ มีความจำเป็น ชี้สถานการณ์นี้ ต้องผลิตสื่อมาช่วย
“เงินจำนวนนี้ จะมาทำหนัง หรือทำสื่ออื่นใด ไม่เป็นประโยชน์กับความเดือดร้อนของประชาชน เพราะนายกรัฐมนตรี หรือกลไกรัฐ สามารถใช้สื่อได้อยู่แล้ว โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ 300 ล้าน เงิน 300 ล้าน ถ้ามาทำโรงครัวลักษณะอย่างนี้ ให้เต็มทั้งแผ่นดิน จะเกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่า
“และที่สำคัญที่สุด การพยายามอธิบายว่าเงินนี้จะต้องใช้เพื่อภารกิจนี้นั้น สะท้อนว่าเราเป็นประเทศที่ผู้นำไร้สติปัญญา ไม่รู้จักว่าอะไรคือความเดือดร้อน อะไรควรทำก่อน อะไรควรทำหลัง ถ้าในยามบ้านเมืองปกติ รัฐสามารถทำอย่างนี้ได้ แต่วันนี้คนเขาเดือดร้อน คุณเอาไปทำหนัง ทำสื่ออื่น ทั้งที่นายกฯสามารถให้ทุกช่องถ่ายทอดสดได้อยู่แล้ว ถามว่า คนหิวจะมีอารมณ์มาดูหนังอะไร เป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าที่สุด ถ้าไม่มีปัญญาแปลงงบประมาณ ก็ลาออกไปเสีย ผมว่าชักจะเหลืออดกันเต็มที” นายจตุพรกล่าว
นายจตุพรกล่าวว่า สำคัญที่สุดคือ การพยายามไม่พูดความจริง เรื่องวัคซีนก็พูดความจริงไม่ครบ พยายามปั่นมา ปั่นไป โดยไม่ดูสถานการณ์ที่เกิดในโลก ความจริงเกิดแล้วที่อเมริกา ที่อังกฤษ แต่มาดังที่นอร์เวย์ ว่าโรคที่กลายพันธ์ วัคซีนนั้น ขณะนี้ไม่ใช่ของจริงในการแก้ไขปัญหา แต่มาตรการรัฐสร้างความน่ากลัว
นายจตุพรกล่าวว่า เมื่อวานนี้ตนเพิ่งไป จ.ภูเก็ต พังงา และกระบี่ เมืองท่องเที่ยวพังพินาศ ย่อยยับหมด กับความน่ากลัว การสร้างระบบต่างๆ ที่จะตรวจตรา ลงจากเครื่องรถก็ติด จะเข้าเมืองก็รถติด ระเนระนาดหมด ขณะที่การท่องเที่ยวพังพินาศย่อยยับหมด คือสร้างอย่างกับเมืองที่เป็นโรคระบาดแล้ว มาตรการนี้ไปทำลายเมือง ตัวเลขชัดเจนว่า
นายจตุพรกล่าวว่า โรคนี้คนตายไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ตอนไข้หวัด 2009 ตัวเลขคนตายมากกว่านี้เป็น 10 เท่า สถานการณ์ความเรวร้ายยังไม่เป็นขนาดนี้ แต่รัฐคอยประโคมโหมข่าว และมาตรการ อย่างการจะไปสร้างหนัง เงินเยียวยาก็ลดลง
“สถานการณ์เช่นนี้ รัฐควรที่จะทำในสิ่งที่ตรงกับความเดือดร้อนของประชาชน เงิน 300 ล้านบาท ไม่ต้องคืน กสทช.หรอก ระดับรัฐบาล บอกได้ว่าเงินนี้สามารถแปลงงบประมาณ สร้างโรงครัว จะได้มีความรู้สึกกันว่า เป็นเรื่องของรัฐ กับประชาชน ที่จะได้ร่วมมือกัน” นายจตุพรกล่าว

เมื่อถามถึงสถานการณ์การชุมนุมของเยาวชน นายจตุพรกล่าวว่า ความน่าห่วงใย คือรัฐต้องทำความจริงให้ปรากฏ กรณีการอุ้มอย่างน้อย 2 กรณี และกรณีหน่วยการ์ดว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร ถ้ามี เจ้าหน้าที่รัฐไปดำเนินการ รัฐต้องต้องดำเนินการให้เด็ดขาด รัฐในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องทำความจริงให้ปรากฏ ว่าทำไปเพื่ออะไร ตามที่มีการให้สัมภาษณ์ว่า มีการคลุมหัวและพยายามจะให้เซ็นเอกสาร เป็นกลไกของรัฐจริงหรือไม่ ถ้าเป็นกลไกของรัฐ ผู้เสียหายต้องแจ้งความดำเนินคดี และทางผู้บังคับบัญชาจะต้องดำเนิคดี เพราะว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่จะกระทำ
“ในฐานะนายกฯ กำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำกับดูแลทหาร และถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ซึ่งมีทั้ง ตำรวจ และทหาร ก็อยู่ในการดูแลของนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน จะต้องทำความจริงให้ปรากฏ ไม่ใช่ตั้งคณะกรรมการบ้าบอคอแตก ต้องสอบสวนความจริง เพราะลักษณะที่ยังไม่ถึงอุ้มฆ่า แต่คนรู้สึกว่าเห็นถึงภัยคุกคามนั้น
“รัฐจะทำอย่างนี้กับเยาวชน กับประชาชนไม่ได้ รัฐจะปฏิบัติต่อประชาชนในลักษณะของกองโจรไม่ได้ จะต้องปฏิบัติในฐานะของการเป็นบุลคลาการของรัฐ แต่สิ่งที่ทำคือปฏิบัติการของโจร” นายจตุพรกล่าว


