‘ธนาธร’ ไม่แคร์โดนคดีอ่วม มุ่งตรวจสอบรัฐบาลต่อไป แนะ ‘นายกฯ’ เปิดเอกสารชี้แจงให้จบ

‘ธนาธร’ ไม่แคร์โดนคดีอ่วม มุ่งตรวจสอบรัฐบาลต่อไป แนะ ‘นายกฯ’ เปิดเอกสารชี้แจงให้จบๆ ชวน ปชช.ร่วมสร้างให้ไทยเป็น ‘ประชาธิปไตยปกติ’ เพื่ออนาคตลูกหลาน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 21 มกราคม ที่อาคารไทยซัมมิท สำนักงานคณะก้าวหน้า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ตอบคำถามผู้สื่อข่าวภายหลังแถลงชี้แจงกรณีหลังออกมาตั้งข้อสังเกต และเปิดเผยข้อมูลสำคัญเรื่องการจัดหาและผลิตวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทย

เมื่อถามว่า การที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นเพราะเรียกร้องให้ตรวจสอบวัคซีนพระราชทานหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า วัคซีนพระราชทานเราไม่ได้เป็นคนเริ่มต้นใช้ มีคนใช้มาก่อน ถ้าเป็นเรื่องของบริษัทเอกชน ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเอกชน และตนคิดว่าสื่อมวลชนสามารถไปสืบดูกันเองได้ว่าใครเป็นคนเริ่มใช้คำศัพท์นี้ ซึ่งไม่ใช่ตน อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงคือการจัดซื้อวัคซีนครั้งนี้มาจากเงินภาษีของประชาชน

เมื่อถามว่า ข้อมูลเรื่องผลกำไรของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ที่มีการระบุว่าขาดทุนต่อเนื่อง นายธนาธร กล่าวว่า คำถามคือเราไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ออกมายืนยันเรื่องนี้เลย บริษัท AstraZeneca ออกมาพูดชัดว่าหลักการเขาคือเรื่องไม่ขาดทุนและไม่มีกำไร ( No Profit – No loss) ไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศไทย แต่กับทุกบริษัทที่เขาทำสัญญาด้วยทั่วโลก เราเคยเห็นสยามไบโอไซเอนซ์ ออกมาพูดถึงหลักการนี้หรือไม่ เจ้าหน้าที่รัฐบาลไม่ใช่ตัวบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เราไม่เคยเห็นหลักการนี้ที่ออกมาจากสยามไบโอไซเอนซ์โดยตรงเลย จึงขอเรียกร้องให้เปิดสัญญาออกมา ว่ารัฐบาลไทย บริษัท AstraZeneca กับสยามไบโอไซเอนซ์ มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่รู้ ถ้าอยากให้สังคมไทยรู้ ก็เปิดเอกสารออกมา เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว

นายธนาธรกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีใครเคยเห็นหรือไม่ว่าบริษัทนี้ผลิตยาออกมาขายในราคาเท่าไร ต่ำกว่าราคาตลาดจริงหรือไม่ มีใครเห็นเอกสารชุดนี้หรือไม่ ตนสามารถยืนยันได้ว่ามีบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ที่เป็นบริษัทที่ทำกำไรและเป็นบริษัทที่แสวงหากำไร ดังนั้นเวลาเราพูดเรื่องเหล่านี้ก็ตั้งคำถามกลับว่าหลักฐานอยู่ที่ไหน ตกลงยาอะไร ผลิตด้วยต้นทุนเท่าไร และขายต่ำกว่าราคาทุนจริงหรือไม่ที่ทำให้ขาดทุน ความจริงคำว่าขายต่ำกว่าทุนก็ต้องอธิบายยาว ใครเคยบริหารงานในเอกชนก็รู้ ว่าขายต่ำกว่าทุนไม่ได้ พอเป็นบริษัทจำกัด ดังนั้นจึงฝากตั้งคำถามด้วย

เมื่อถามว่า ปัจจุบันนายธนาธรถูกดำเนินคดีกี่คดีแล้ว นายธนาธรกล่าวว่า ตนจำไม่ได้และเลิกนับไปแล้ว นายธนาธรกล่าวอีกว่า อยากอธิบายให้พี่น้องประชาชนเข้าใจด้วยว่า ตั้งแต่ตั้งพรรคอนาคตใหม่มาจนถึงวันนี้ ไม่มีสิ่งใดเลยที่เราทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่มีอะไรแม้แต่นิดเดียวที่เราทำเพื่อให้ตนและพวกพ้องได้ประโยชน์ สิ่งที่พวกเราพูดพวกเราทำทั้งหมด ตั้งแต่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ พวกเราทำเพราะพวกเราใส่ใจอนาคตของลูกหลาน เพราะพวกเราห่วงประเทศไทย เพราะพวกเราอยากเห็นประเทศที่ดีกว่านี้

“ผมอายุ 42 ปี ทำงานการเมืองมาได้ 2 ปี ก่อนมาทำงานการเมืองไม่เคยมีคดีแม้แต่คดีเดียว ไม่เคยขึ้นโรงพักที่ไหน ไม่เคยต้องขึ้นโรงขึ้นศาลที่ไหน พอมาทำการเมืองปุ๊บ นับไม่ถ้วนเลยตอนนี้ ผมยืนยันอีกครั้งในเรื่องความปรารถนาดีต่ออนาคตของประเทศไทย ต่อชาติบ้านเมือง ต่ออนาคตของลูกหลาน และยืนยันอีกครั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาแล้ว และทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำต่อไป ไม่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องเลย” นายธนาธรกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ถูกร้องเรียนเรื่องเรือยอชต์ และคดีของคนในครอบครัว นายธนาธรกล่าวว่า เรื่องคดีของครอบครัวก็คงต้องปล่อยให้เป็นกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องคดีความที่เกิดขึ้นกับตน ส่วนเรื่องความต้องการทำลายความน่าเชื่อถือทางการเมืองของตนผ่านเรือยอชต์นั้น เหตุผลที่ตนไม่ออกมาตอบโต้ก่อนหน้านี้เพราะรู้สึกว่ามันเล็กมาก ถ้าออกมาตอบโต้มันก็จะเข้าทางเขา กลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีก ขอชี้แจงว่าเรือลำดังกล่าวตนและเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนกันไปซื้อมาจากบริษัท โบ๊ทลากูน ยอร์ชติ้ง เอเชีย ลิมิเต็ด ที่ตั้งอยู่ที่ฮ่องกง โดยเป็นเรือมือสอง ซึ่งบริษัทที่เป็นเจ้าของเรือลำนี้เขาไปจดทะเบียนเรือมือสองที่จดทะเบียนที่หมู่เกาะคุกมา มีอยู่เท่านั้นไม่มีอะไรมากกว่านี้ ตนไม่เคยรู้จักมาก่อนกับเจ้าของบริษัท ซื้อขายกันตามราคาตลาด

“ที่สำคัญตนเป็นผู้ถูกกระทำในกรณีนี้ เรื่องนี้ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเรือไฟไหม้ เอกสารต่างๆ ปรากฏชัดว่าเรือไม่ได้ไฟไหม้เอง แต่เป็นการวางเพลิง ผมรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผม ต้องการตรวจสอบผม ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือทางการเมืองของผม จึงไม่อยากแจ้งความให้เป็นคดี เพราะเดี๋ยวแจ้งความไปก็กลายเป็นเรื่องใหญ่และไปเข้าทางฝั่งโน้นอีก ซึ่งผมยังไม่ได้แจ้งความแต่ตำรวจรู้ได้อย่างไร และสำนักข่าวเจ้าหนึ่งเอาไปลงข่าว พวกเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นเรื่องการเมือง จึงตั้งใจที่จะไม่พูดเรื่องนี้ นี่เป็นการทำลายทรัพย์สินผม เครือข่ายนี้ ซึ่งเรือลำดังกล่าวได้แสดงบัญชีทรัพย์สิน ที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ ” นายธนาธรกล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าที่โดนดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า คิดว่าคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมือง เราวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ แทนที่จะออกมาชี้แจง แต่สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีทำคือการใช้มาตรา 112 เพื่อมาปิดปากคนที่วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรก พล.อ.ประยุทธ์อ้างเสมอเรื่องความจงรักภักดี เรื่องการปกป้องสถาบัน และเอาเรื่องต่างๆ เหล่านี้มาบิดเบือนมากลบเกลื่อนความล้มเหลวในการบริหารประเทศของตัวเอง

เมื่อถามว่า มองว่าคดีน้องชายนายธนาธร เป็นการกลั่นแกล้งด้วยหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า เรื่องนี้น้องชายตนได้ชี้แจงเป็นเอกสารแล้ว สามารถติดตามได้ แต่ตนเชื่อว่าเป็นความจงใจของรัฐบาลที่มาจากการสืบทอดอำนาจ ที่พยายามกดดันตน ให้หยุดการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่พวกเราไม่ยอมแพ้ ขวัญกำลังใจพวกเรายังดี ตนและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทั้งหมด ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อไปอย่างเข้มแข็ง

เมื่อถามว่า มีอะไรจะฝากไปถึงคนที่ริเริ่มแจ้งความดำเนินคดีกับตัวเองหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า ประเทศไทยยังมีความหวัง มาร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยกลับไปเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ปกติ คนที่ทำให้สังคมแตกแยกกันทุกวันนี้ตนยืนยันว่าไม่ใช่ตน การกลับมาเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องความเป็นธรรมให้สังคม ให้กลับสู่นิติรัฐ นิติธรรม ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน ให้อำนาจสูงสุดประเทศนี้เป็นของประชาชนและทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ การเรียกร้องเช่นนี้ทำให้สังคมแตกแยกและทำให้พ่อแม่กับลูกๆ ทะเลาะกันหรือ ขอถามกลับว่าใครกันแน่ที่ใช้วาจาแห่งความเกลียดชัง เครือข่ายไหนกันแน่ที่ใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จโจมตีกันตลอดเวลา แล้วทำให้ครอบครัวและสังคมแตกแยกกัน ถ้าผมบอกอะไรได้ขอให้หยุด และขอให้กลับมายังมีโอกาส มีความหวังอยู่ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป กลับมาทำให้สังคมไทยกลับมาเป็นสังคมไทยที่เป็นปกติและเป็นประชาธิปไตยมีอารยเหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วยังเป็นไปได้อยู่

“ตั้งแต่ตัดสินใจมาทำงานการเมือง ไม่เคยมีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่เคยคิดถึงเชื่อเสียงตัวเอง ไม่เคยคิดที่จะเอาภาษีประชาชนมาเป็นสมบัติของตัวเอง ไม่เคยคิดถึงตำแหน่ง ไม่เคยอยากเป็น ส.ส. ไม่เคยอยากมีตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าต้องเป็นเพื่อผลักดันสังคมให้ไปสู่จุดนั้นก็พร้อมที่จะเป็น ผมถามว่าสังคมที่ผมอยากเห็นไม่ใช่สังคมที่คุณอยากเห็นหรือ ผมถามว่าสังคมที่ผมอยากให้เป็นไม่ใช่สังคมที่คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้อยากให้เป็นหรือ ยังมีเวลาและขอให้ทุกคนมาร่วมกัน” นายธนาธรกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ในหลวง มีพระราชสาส์นแสดงความยินดี ไบเดน ปธน.สหรัฐฯ คนที่ 46 เข้ารับตำแหน่ง
บทความถัดไปรมช.แรงงาน ร่วมหารือ ส.ส.น่าน เดินหน้าขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน