วิเคราะห์ : การเมือง จัดทัพใหม่ กระแสตั้งพรรค กระหึ่ม อยู่ต่อ แก้ปัญหาประชาชน

24.01.21 | 13:43 น.

การเมืองขึ้นปี 2564 สะดุดหยุดลงชั่วคราวเพื่อโรคโควิด-19 ระบาดรอบใหม่ แต่เมื่อรัฐบาลและรัฐสภาตั้งหลักได้ทั้งรัฐบาลและรัฐสภาสามารถหาวิธีทำงานตามภารกิจที่รับผิดชอบได้

งานการเมืองก็เริ่มไปต่อ

คณะรัฐมนตรีจัดการกับการระบาดด้วยการประชุมทางไกล รัฐสภาจัดระเบียบภายใน เพื่อให้ปลอดการติดเชื้อแล้วทุกอย่างก็เริ่มขับเคลื่อน

ทั้งการยื่นญัตติเพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ทั้งการประชุมของกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 ทั้งคณะกรรมการสมานฉันท์

ทุกอย่างเริ่มมีความคืบหน้า

Advertisement

ขณะที่การเมืองส่วนท้องถิ่นก็มีความเคลื่อนไหว หลังจากมีการเลือกตั้งนายก อบจ. และสมาชิก อบจ.ทั่วประเทศไปแล้ว

ขณะนี้ กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งระดับเทศบาลในวันที่ 28 มีนาคม เริ่มรับสมัครวันที่ 8-12 กุมภาพันธ์

ณ บัดนี้โรคโควิด-19 จึงไม่ใช่ปัญหาที่จะมาขวางการทำงานของรัฐบาลและรัฐสภา

สําหรับความเคลื่อนไหวของ ส.ส. และพรรคการเมืองนั้น ตอนนี้มีกระแสเกี่ยวกับการตั้งพรรคใหม่หนาหูมากขึ้นเป็นลำดับ

สาเหตุมาจากอิทธิฤทธิ์รัฐธรรมนูญ และกลไกตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้การเมืองแบบเดิมที่เคยเติบโตจากรัฐธรรมนูญปี 2540 อ่อนแรงลง

พรรคเพื่อไทยที่แม้จะได้รับการเลือกตั้งระบบเขตมามากที่สุด แต่ ณ ปัจจุบันยังคงยึดหัวหาดฝ่ายค้าน

พรรคเพื่อไทยเองยังต้องประกาศปฏิรูปใหญ่ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลง

พรรคก้าวไกลที่เติบโตขึ้นมาแทนพรรคอนาคตใหม่ แม้จะรวบรวมคนรุ่นใหม่เข้ามา และขับเคลื่อนพรรคตามความหวังของคนรุ่นใหม่

แต่ขณะนี้ทุกความเคลื่อนไหวสุ่มเสี่ยงต่อการฟ้องร้อง

แม้แต่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เปลี่ยนบทบาทไปเป็นหัวหน้าคณะก้าวหน้า ล่าสุดถูกแจ้งข้อกล่าวหาผิด

อนาคตไม่มีความแน่นอน

ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพให้เห็นความแข็งแกร่งของพรรคฝ่ายรัฐบาล และมองเห็นความถดถอยของพรรคร่วมฝ่ายค้าน

มองเห็นการเมืองใหม่ ที่พรรคเล็กอยู่รอด พรรคใหญ่อยู่ยาก

วันนี้จึงได้ยินเสียงจากกลุ่มคนหลายกลุ่มคนในแวดวงการเมือง

ต้องการตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาเอง

การตั้งพรรคใหม่ดังกล่าวอาจจะมาจากกลุ่ม ส.ส.จากพรรคใหญ่แตกตัวออกมาตั้งพรรค หรือมาจากการพัฒนาขีดความสามารถจากระดับท้องถิ่นสู่ระดับชาติ

จากนายก อบจ.และ ส.อบจ. รวมตัวระดมพลก่อตั้งเป็นพรรคใหม่ขึ้นมา

ทุกอย่างยังยึดตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ทั้งนี้ เพราะการเมือง ณ เวลานี้ยังเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นทำได้ยากเย็น กว่าจะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยเฉพาะวุฒิสภา ต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์ ต้องผ่านการพิจารณาขององค์กรอิสระ

แต่ละปัจจัยล้วนมีโอกาสทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยุ่งยาก

ดังนั้น การจัดทัพตามกรอบกติกาเดิมจึงเกิดขึ้น

และเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวการตั้งพรรคใหม่ที่เกิดความคึกคักในซีกของพรรครัฐบาล ชี้ให้เห็นว่ามีความพยายามหาวิธีการ “อยู่ต่อ” หลังจากได้อยู่มานานแล้ว

ไม่ว่าผู้ที่อยู่ต่อจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือไม่ ไม่สำคัญ

แต่มีความพยายามจากขั้วอำนาจฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันที่จะอยู่ต่อ

อยู่ต่อเพราะการเมืองในปี 2564 ฝ่ายรัฐบาลเชื่อว่าพรรคฝ่ายค้านอ่อนกำลังลงแล้ว

อยู่ต่อเพราะเชื่อว่าม็อบราษฎรเมื่อต้องข้อหาหลายคดีย่อมแผ่วลง

อยู่ต่อเพราะเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่เรียกร้องกันอยู่นั้น เริ่มอืด

การอยู่ต่อด้วยการสังกัดพรรคใหญ่เหมือนเดิมก็เป็นวิธีหนึ่ง แต่การแยกมาตั้งพรรคใหม่ก็เป็นอีกวิธีที่สามารถอยู่ต่อได้

อยู่ต่ออย่างมีตัวตน

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นความคิดของสมาชิกจากฝ่ายรัฐบาลที่มองว่ากำลังได้เปรียบทางการเมือง

หากแต่ยังมีปัจจัยไม่สามารถประมาทได้ นั่นคือ ความรู้สึกของประชาชน

โดยเฉพาะความรู้สึกต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ความรู้สึกต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแม้ในขณะนี้จะสงบเงียบไปพักใหญ่หลังโรคโควิด-19 ระบาด แต่ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้าการเกิดการระบาดรอบใหม่จะพบว่ารุนแรงอย่างยิ่ง

รุนแรงเพราะเริ่มไม่ไว้วางใจในฝีมือการบริหารของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาทางเศรษฐกิจ

ความรุนแรงดังกล่าวยังคงมีอยู่ และพร้อมจะระเบิดขึ้นตลอดเวลา

ความรู้สึกต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยังคงมีอยู่และจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดปี

ขณะที่ปัญหาของประเทศซับซ้อนและยากมากขึ้น เกินกว่าการบริหารประเทศแบบคณะบุคคลจะรับได้

จึงไม่แปลก หากต่อไปจะได้ยินเสียงเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งในระดับต่างๆ มากขึ้น

ทั้งในระดับท้องถิ่น และในระดับประเทศ

ทั้งนี้ ก็เพราะประชาชนเริ่มอยากเห็นของใหม่ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง

อยากได้รัฐบาลที่รู้ปัญหา และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม

โดยเฉพาะปัญหาของประชาชน