ส่อง‘ญัตติซักฟอก’ วัดมือ‘ฝ่ายค้าน’-เขย่า‘รบ.’

ส่อง‘ญัตติซักฟอก’ วัดมือ‘ฝ่ายค้าน’-เขย่า‘รบ.’

ส่อง‘ญัตติซักฟอก’
วัดมือ‘ฝ่ายค้าน’-เขย่า‘รบ.’

หมายเหตุ – เป็นความเห็นนักวิชาการต่อญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

โคทม อารียา
ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

น่าสนใจว่าฝ่ายค้านจะพยายามล็อกเป้า เพื่ออภิปรายรัฐมนตรีที่เป็นเป้าหมายตามที่เสนอญัตติ ซึ่งครอบคลุมประเด็นปัญหาพอสมควร ที่สำคัญการอภิปรายครั้งนี้นอกจากจะทำตามหน้าที่ปกติแล้ว ฝ่ายค้านจะต้องนำข้อมูลสำคัญที่ประชาชนรับรู้แล้วมีประโยชน์มาเปิดเผย เพื่อตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาลพร้อมข้อเสนอแนะเพื่ออุดรอยรั่วหรือเสนอนโยบายที่ดีกว่าสิ่งที่รัฐบาลทำ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้ว่า หากพรรคฝ่ายค้านมีโอกาสเป็นรัฐบาล การบริหารจะดีกว่าที่ผ่านมาบ้างหรือไม่

การอภิปรายครั้งนี้มีความท้าทายในการทำหน้าที่เพื่อลบคำสบประมาท ว่าอาจจะมีการล้มมวย หรือนั่งทับกล้วยอีกหรือไม่ และขอให้บริหารข้อมูล กำหนดระยะเวลาในการพูดให้เหมาะสม ครอบคลุมสาระสำคัญตามญัตติที่เสนอ ไม่ควรมีการพูดในชุดข้อมูลเก่าๆ ที่มีแต่น้ำ แต่เอาข้อมูลใหม่มานำเสนอให้เกิดผลกระทบทางการเมืองในทางบวกกับฝ่ายค้าน เชื่อว่าฝ่ายค้านน่าจะมีสติ ทำหน้าที่ได้ดีกว่าการอภิปรายครั้งก่อน อย่าปล่อยให้มีปัญหาแบบขาดความน่าเชื่อแล้วพยายามออกมาแก้ตัวในภายหลัง

ประเด็นที่น่าสนใจจากการอภิปรายครั้งนี้จะมีการพูดถึงปัญหาด้านสิทธิ เสรีภาพ ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมถือว่าเป็นเรื่องท้าทาย และเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนสนใจ เพราะที่ผ่านมามีแต่เรื่องการโกงเพื่อทำให้ตื่นเต้นบ้าง แต่พอเอาจริงก็ต้องมีข้อมูลทำให้เห็นถึงแก่นแท้ของความไม่ชอบมาพากล สำหรับการพูดถึงสิทธิเสรีภาพก็ต้องบอกให้ชัด ว่าประชาชนกลุ่มไหนบ้างถูกละเมิด และฝ่ายค้านจะต้องพูดให้รัฐบาลนำข้อบกพร่องหรือนำข้อเสนอไปแก้ไขให้เป็นรูปธรรม ต้องพูดกันด้วยความเคารพ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน พูดด้วยเหตุผล อย่าใส่สีตีไข่ให้มากเกินไป แต่ขอให้มีคุณภาพ มีความสร้างสรรค์ในการนำเสนอทำให้บรรยากาศในสภาดีขึ้น เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่ายังพอมีความหวังอยู่บ้าง ทั้งประชาชนกลุ่มที่เชียร์รัฐบาลหรือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐบาลและฝ่ายค้านทำได้ง่ายกว่าการเปิดโปงเรื่องการทุจริต

หลังการอภิปราย เชื่อว่าทุกฝ่ายหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่จะเป็นจริงหรือไม่ก็ต้องติดตาม ส่วนตัวไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกินไปหรือจะต้องมองในแง่ร้ายไปก่อนการอภิปรายจะเกิดขึ้น จึงขอให้รัฐบาลและฝ่ายค้านทำหน้าที่ตามกติกา ใช้ทักษะ ความสามารถให้เต็มที่ มีน้ำใจนักกีฬา อย่าพยายามเล่นตุกติกให้เกิดความเบื่อหน่าย

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นภารกิจสำคัญของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในปีที่ 2 ถือว่าสมควรจะได้รับการตรวจสอบเพื่อชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่อง และปัญหาเร่งด่วนที่ทำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ของตัวบุคคลตามญัตติที่เสนอ ซึ่งอาจมีบางเรื่องที่น่าเป็นห่วง จากประเด็นการเคลื่อนไหวของนักเรียน นักศึกษา เมื่อรัฐบาลมีและใช้อำนาจหน้าที่ในการควบคุมความสงบเรียบร้อยของประเทศ และผลของการใช้กฎหมายสำคัญจะมีผลกระทบในหลายมิติกับสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นประเด็นใหม่ในสังคมไทย ดังนั้นรัฐบาลควรตอบคำถามที่เป็นประเด็นข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมในกลไกของรัฐ ให้ประชาชนทราบแนวทางและเข้าใจในกระบวนการหรือวิธีปฏิบัติ

การดำเนินงานของแต่ละกระทรวงในพรรคแกนนำรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือพรรคการเมืองที่คุมกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งต้องรับมือเพื่อแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ที่ผ่านมาก็ยังเห็นการบริหารจัดการที่วางรากฐานบรรเทาความเดือดร้อน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ไม่เท่าเทียมกัน ไม่ตอบโจทย์ตามแนวทางที่กำหนด

ดังนั้นฝ่ายค้านจะต้องสะท้อนให้รัฐบาลเห็นถึงการปรับเปลี่ยนวิธีคิด ในการช่วยเหลือประชาชนให้เกิดความเท่าเทียมกันให้มากที่สุด อย่าทำให้เห็นว่ามีลักษณะเหมือนการชิงโชค รวมทั้งการฉีดวัคซีนป้องกันก็มีคำถามค้างคาใจ ว่าเหตุใดจึงมีความล่าช้ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการบริหารการจัดซื้อ ฝ่ายค้านจะต้องฉายภาพให้เห็นถึงระบบการบริหารงาน ว่ามีความบกพร่องอย่างไร โดยรัฐมนตรีจะต้องอธิบายมุมมองการทำงานหรือข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจ

การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน นอกเหนือจาการตรวจสอบ ยังถือเป็นการกระตุ้นให้ปิดช่องโหว่การทำงานของรัฐบาล ถ้ามีการชี้แจงหลังการอภิปรายแล้วได้การรับรองให้ผ่านเสียงข้างมาก แต่ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นหากไม่ได้การแก้ไขก็จะเป็นการสูญเสียโอกาสของประชาชน และมีผลทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลลดน้อยลง เพราะว่าไม่มีรัฐบาลใดไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการในโลก จะไม่สนใจเสียงความนิยมจากประชาชน เพื่อไม่ให้สิ่งนี้กระทบกับความชอบธรรมและเสถียรภาพในการทำงานการเมืองของรัฐบาล

ทุกครั้งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในอดีตที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ของรัฐบาลหากรัฐบาลไม่สามารถชี้แจงได้ โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิ เสรีภาพของประชาชน จะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว ทำให้การสร้างความปรองดอง ความสมานฉันท์เกิดขึ้นได้ยากมาก

ขณะที่ภัยจากโควิด-19 ซึ่งอาจจะมีข้อบกพร่องของนโยบาย หรือภาพสะท้อนจากการทุจริตในการแก้ปัญหา จะส่งผลกระทบกับรัฐบาลโดยตรง หากพรรคฝ่ายค้านมีความสามารถในการนำข้อมูลเชิงลึกมาใช้อภิปรายให้ครบถ้วน

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ถ้าพิจารณาเนื้อหาให้มองว่ามีความสอดคล้องกับการบริหารงานของรัฐมนตรีและตัวนายกรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปราย เนื้อหาเหล่านี้คิดว่าสังคมก็เห็นอยู่ ไม่ได้ผิดหลักการตรงไหน อย่างไร ในการยื่นญัตติจะเป็นการยื่นภาพรวมของผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่นั้นๆ

แต่มีสิ่งหนึ่งที่คิดว่าอาจจะเป็นจุดอ่อน คือพรรคฝ่ายค้านมองว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล โดยจะใช้ยุทธศาสตร์ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในด้านหนึ่ง พล.อ.ประวิตรเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้มีอำนาจที่เป็นทางการ ในญัตติเขียนว่าเป็นผู้มีอิทธิพล แต่ประเด็นก็คือ การเอาความเป็นทางการไปอภิปรายในส่วนที่ไม่เป็นหลักการ ถือว่าลำบาก กล่าวคือ พล.อ.ประวิตรมีอิทธิพล แต่ไม่ได้มีอำนาจทางกฎหมาย ถ้าพรรคฝ่ายค้านจะอภิปราย พล.อ.ประวิตรต้องหาหลักฐานที่แสดงให้ได้ว่ามีการใช้อิทธิพล แต่อิทธิพลไม่มีหลักฐานอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เพราะในตัวมันเองคือ อำนาจในด้านที่ไม่เป็นทางการ ตรงนี้คือสิ่งที่ฝ่ายค้านต้องทำการบ้านหนักพอสมควรในการชี้ให้เห็นในความเป็นนามธรรมของอิทธิพล

จริงๆ แล้วโดยหลักการในการอภิปราย ความเห็นส่วนตัวหากเป็นฝ่ายค้านจะรออีก 2-3 เดือน เพราะปัญหาจะถาโถมเข้าสู่รัฐบาลหนักขึ้น โดยเฉพาะปัญหาโควิด-19 ในทางยุทธศาสตร์ถ้าดูจากเนื้อหา ก็ไม่ได้มีความแตกต่างมากเท่าไรกับการอภิปรายก่อนหน้านี้ และหากพิจารณาจากคะแนนเสียงของรัฐบาล ไม่ว่าอย่างไร รัฐบาลก็ได้เปรียบ ถ้าโหวตออกมา ผลก็ชนะ รัฐบาลชุดนี้อ่อนนอกแต่แข็งใน ดูเหมือนไม่มีเสถียรภาพ ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ล้มเหลว แต่พอถึงที่สุดก็ร่วมไม้ร่วมมือกันในการโหวตให้ผ่าน

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านแข็งนอกแต่อ่อนใน ดุท่าทีขึงขัง แต่เวลาเอาจริงไม่มีเอกภาพ อย่างล่าสุดกรณีพรรคก้าวไกลก็ไม่มีความชัดเจนต่อการอภิปรายในเรื่องที่เป็นข้อเรียกร้องของสังคม ซึ่งประเด็นนี้ก็กระทบกับพรรคเพื่อไทยด้วยว่าเอาอย่างไรในเรื่องที่นิสิตนักศึกษาคาดหวังให้อภิปราย และยังมีปัญหาการเมืองของการอภิปรายอีก ไม่ใช่แค่รายละเอียดว่าจะเป็นภาวะร่วมสมัย สภาวการณ์ปัจจุบันหรือไม่

หากฝ่ายค้านยื้อเวลาไปสัก 2 เดือน คิดว่าจะดีกว่านี้ เพราะช่วงนี้คนอยู่ในภาวะที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ความสนใจของคนจะน้อย เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติ พรรคฝ่ายค้านไม่สามารถทำอะไรรัฐบาลได้ในทางยุทธศาสตร์ มีทางเดียวคือต้องดึงความสนใจของประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้เห็นว่าตัวเองมีประเด็นที่แหลมคม มีประเด็นที่สามารถทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลเสียดุลอำนาจไป

ส่วนตัวมองว่าการยื่นญัตติอยู่ในยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ยังไม่ค่อยเหมาะสม ฝ่ายค้านเองก็ยังไม่แน่นอน ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองจะจัดการปัญหาแนวร่วมทางอุดมการณ์พรรคฝ่ายค้านได้หรือเปล่า เพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านเองก็โดนโจมตีมาแล้ว ว่าเป็นมวยล้มต้มคนดูในการอภิปรายครั้งที่แล้ว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon