หน้าแรก การเมือง จาตุรนต์ ชี้ ...

จาตุรนต์ ชี้ แก้ รธน.ต้องไม่ปิดกั้นคนเห็นต่าง ‘องอาจ’ ยัน ปัญหาพรรคร่วม รบ.ไม่ทำสะดุด จนเดินต่อไม่ได้

5.02.21 | 15:56 น.

เวที พตส. ‘การเมืองไทยปี 64 ไปต่ออย่างไร’ จาตุรนต์ ชี้ แก้ รธน.ต้องไมปิดกั้นคนเห็นต่าง ต้องทำให้เป็นความหวังไม่ใช่ฝัน ด้าน ‘องอาจ’ ระบุ ปมปัญหา พรรคร่วม รบ. ไม่ทำสะดุดจนเดินต่อไม่ได้

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมือง และการเลือกตั้ง ระดับสูง (พตส.) จัดเสวนาหัวข้อ “การเมืองไทยปี 64 ไปต่ออย่างไร” โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เข้าร่วม

นายองอาจ กล่าวถึงการเมืองในปีนี้ และรัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ว่า จากปัจจัยภายในที่ประกอบไปด้วย พรรครัฐบาล พรรคร่วม รวมทั้งทหาร พบว่าพรรคแกนนำรัฐบาล แม้จะมีการแย่งชิงพื้นที่ อย่างเช่น การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. แต่เชื่อว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหา และเห็นว่าการที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มานั่งในตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็จะสามารถควบคุมพรรคซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลได้

นายองอาจกล่าวว่า ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทยที่มี ส.ส.มากเป็นอันดับสอง แม้จะมีข่าวขบเกลียวกันจากปัญหารถไฟฟ้า หรือข่าวกับพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องการเลือกตั้งซ่อม จ.นครศรีธรรมราช ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาที่จะทำให้เดินต่อไปไม่ได้ ประกอบกับกองทัพเองก็เดินร่วมกับรัฐบาลโดยไม่มีความแตกแยก

นายองอาจกล่าวต่อว่า ส่วนปัจจัยภายนอกที่พรรคฝ่ายค้านก็มีปัญหาขบเกลียวกันภายใน แม้แต่เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ควรมีเอกภาพ มีข้อมูลที่สามารถเปิดข้อบกพร่องของรัฐบาลใน 3 เรื่อง ประกอบด้วย การบริหารบกพร่อง การทุจริต และการทำผิดกฎหมาย

Advertisement
แฟ้มภาพ

“ที่ผ่านมา การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านก็ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จนการเมืองไม่สามารถเดินต่อไปได้ หรือจนกระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว นอกจากนี้ เรื่องโควิด-19 ปัญหาเศรษฐกิจ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการชุมนุม ซึ่งก็คงต้องติดตาม แต่ในเรื่องการทำรัฐประหารอย่างเช่นประเทศเพื่อนบ้าน ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น

“ดังนั้น จึงเชื่อว่าการเมืองจะเดินต่อไปได้ ประกอบกับยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล หลายสิ่งที่ดูเหมือนขัดแย้งเป็นแค่การแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.นครศรีธรรมราช แม้ถูกมองเป็นจุดขบเกลียวกัน แต่ก็ไม่น่าทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

“นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาโควิด-19 มองว่ารัฐบาลไม่ควรใช้วิธีการแก้ปัญหาเดิมเหมือนการระบาดในรอบแรก และเชื่อว่าการระบาดของโควิด-19 จะนำไปสู่แนวทางใหม่ๆ อย่างเช่น การไม่ใช้เงินสด อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากโควิด-19 ที่หลายประเทศต่างได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน และหลายประเทศมีการประท้วงเพราะปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากโควิด-19 แต่เชื่อว่าในส่วนของไทยไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเรายังเป็นสังคมเครือญาติ อุปถัมภ์ จุนเจือพึ่งพาอาศัยกัน” นายองอาจกล่าว

ด้าน นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การเมืองไทยจะอยู่ได้หรือไม่ต้องดูจากรัฐบาล รัฐสภา และภาคประชาชน ซึ่งในปี 2563 ที่ผ่านมา เกิดกระแสความรู้สึกอยากเปลี่ยนรัฐบาล เพราะเห็นว่ารัฐบาลมีปัญหาในเรื่องของการบริหาร ปกป้องพวกพ้อง และทุจริต จึงเกิดกระแสต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาล

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ล่าสุด ได้มีการลงมติให้มีการตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่ภายนอกสภาเริ่มมีการชุมนุมแต่มาในต้นปีนี้ เกิดกระแสโควิด-19 และมีการนำ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ใช้ควบคุมโควิด-19 มาใช้กับผู้ชุมนุม แม้จะไม่มีการชุมนุมภายนอก แต่ก็ไม่ทำให้การเมืองสงบร่มรื่น

นายจาตุรนต์กล่าวว่า การเมืองจากนี้ไปจึงต้องดูว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไร เรื่องใหญ่มากคือความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจัดซื้อวัคซีนล่าช้า ที่มีการระบุว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนในเดือนมิถุนายน ก็ยังไม่มีความชัดเจน อย่างสหรัฐอเมริกา ได้มีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนชนแล้ววันละกว่า 2 ล้านโดส เชื่อว่าไม่เกิน 6 เดือนหลังจากนี้ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกจะเริ่มฟื้น แต่ของไทยที่ต้องพึ่งพาเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว เราก็จะล่าช้าในการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว และประเทศอื่นๆ ที่ฉีดวัคซีนแล้ว ก็อาจจะประกาศห้ามเดินทางมาไทย เพราะคนไทยยังไม่ฉีดวัคซีน

นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า ประกอบกับไม่เห็นด้วยกับนโยบายหยุดเรียน เพราะจะเห็นได้จากต่างประเทศที่ไม่มีนักเรียนเสียชีวิต และการที่เด็กหยุดเรียนก็เชื่อว่าจะทำให้เสียโอกาส และสร้างความเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยใช้เงินมากเกินไปในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 และอยากให้รัฐบาลส่งเสริมการส่งออกหน้ากาก อุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเต็มที่ เนื่องจากเรายังมีขีดความสามารถ และการส่งออกด้านอื่นๆ เพื่อให้เม็ดเงินจากการส่งออกไม่เป็นตัวฉุดจีดีพีของประเทศ

“นอกจากนี้เห็นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้น ต้องจับตาดูว่าฝ่ายค้านจะมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและอภิปรายได้ดีกว่าครั้งที่แล้วหรือไม่ อีกทั้งไม่เชื่อทฤษฎีว่าความขัดแย้งในขณะนี้จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคถอนตัว หรือนายกฯชิงยุบสภาเพื่อให้ได้เปรียบ และหนีกติกาใหม่ถ้าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมาไม่เป็นคุณกับรัฐบาล” นายจาตุรนต์กล่าว

นายจาตุรนต์ยังกล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จะต้องไม่มีการปิดกั้นผู้ที่เห็นต่าง กระบวนการร่างรัฐบาล และพรรคร่วมไม่ควรเข้าไปแทรกแซง แต่ควรเปิดให้หลายฝ่ายเสนอความเห็น และรณรงค์ความเห็นต่างได้ ไม่ห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้ ทั้งนี้ ในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมาแค่เสียงข้างมากซึ่งอาจไม่ได้หมายถึงผู้ที่ไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น เขาจะเห็นด้วย ดังนั้น ต้องทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความหวังไม่ใช่ความฝัน

ขณะที่ นายยุทธพร กล่าวว่า การเมืองนอกสภาก้าวหน้า แต่การเมืองในสภาล้าหลัง ซึ่งขณะนี้มีการพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่มีใครที่การันตีได้ว่าจะผ่านหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อถกเถียงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เป็นการเปิดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หรือบางมาตราเท่านั้น ขณะที่กลไกในสภาฝ่ายค้านเองก็อ่อนแรงเนื่องจากมีปัญหาภายใน โอกาสที่รัฐบาลจะอยู่ครบอีก 2 ปีมีเยอะมาก

นายยุทธพรกล่าวว่า ส่วนการเมืองนอกสภาในขณะนี้ การเคลื่อนไหวเข้าสู่โลกออนไลน์มากกว่าการชุมนุมบนท้องถนน ซึ่งมองว่าสาเหตุที่เข้าสู่โลกออนไลน์เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แกนนำถูกจับ รัฐบาลจะมองว่าการชุมนุมอ่อนแรงไม่ได้ เพราะในโลกโซเชียล รัฐบาลไม่สามารถที่จะควบคุมข้อมูลที่มีหลากหลาย ที่มีทั้งจริงและเท็จได้